โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date กรกฎาคม 10, 2020 . เวลาในการอ่าน
Share now

โรคหลอดเลือดสมอง เกิดขึ้นเมื่อเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงสมองถูกขัดขวางหรือลดลงอย่างมาก ทำให้เนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจน และสารอาหารต่างๆ ซึ่งทำให้เซลล์สมองตายและทำให้มีผลเรื้อรัง

คำจำกัดความ

โรคหลอดเลือดสมอง คืออะไร

โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) หรือสโตรก เกิดขึ้นเมื่อเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงสมองถูกขัดขวางหรือลดลงอย่างมาก โรคหลอดเลือดสมองในบางครั้งเรียกว่า “สมองวาย (brain attack)”

กระแสเลือดที่ถูกขัดขวางเป็นเวลานานกว่าสองสามนาที ทำให้เนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจน และสารอาหารต่างๆ ซึ่งทำให้เซลล์สมองตายและทำให้มีผลเรื้อรัง

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ

โรคหลอดเลือดสมอง พบได้บ่อยเพียงใด

โรคหลอดเลือดสมองสามารถส่งผลต่อผู้ป่วยได้ทุกวัย สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

อาการโดยทั่วไปของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่

  • คุณอาจมีอาการอ่อนเพลีย หรืออาการชาเฉียบพลันที่ใบหน้า แขน หรือขา โดยเฉพาะที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ให้ลองพยายามยกแขนทั้งสองข้างเหนือศีรษะไปพร้อมกัน หากแขนข้างหนึ่งเริ่มตกลง หรือปากด้านหนึ่งตกลงเมื่อพยายามยิ้ม อาจจะหมายความว่าคุณเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
  • การสูญเสียการมองเห็น พละกำลัง การประสานกันของร่างกาย ความรู้สึก การพูด หรือความสามารถในการทำความเข้าใจคำพูดอย่างกะทันหัน
  • ปัญหาเกี่ยวกับการพูด และการทำความเข้าใจ คุณอาจมีอาการมึนงง อย่างเช่น พูดไม่ชัด หรือมีปัญหาในการทำความเข้าใจคำพูด
  • ดวงตาข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างอาจจะมีอาการตาพร่า มองเห็นไม่ชัด ตาบอดกะทันหัน หรือมองเห็นภาพซ้อน
  • สูญเสียการทรงตัวกะทันหัน อาจมีอาการอาเจียน คลื่นไส้ มีไข้ สะอึก หรืออาการกลืนลำบากเกิดขึ้นตามมาภายหลัง
  • อาการปวดศีรษะกะทันหันและรุนแรง โดยไม่มีสาเหตุ และมีอาการรู้สึกตัวตามมาภายหลังอย่างรวดเร็ว อาการนี้เป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมองจากการมีเลือดออก
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการเดิน อาจสะดุดหรือมีอาการเวียนศีรษะ สูญเสียการทรงตัว หรือสูญเสียการประสานงานกันของร่างกายอย่างกะทันหัน
  • หมดสติชั่วคราว
  • เวียนศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือหกล้มกะทันหัน

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณสังเกตได้ถึงสัญญาณหรืออาการต่างๆ ของโรคหลอดเลือดสมอง ถึงแม้ว่าไม่คงที่หรือหายไป ให้เข้ารับการรักษาทันที โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะฉุกเฉิน การรักษาที่ทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง การดำเนินการแต่เนิ่นๆ สามารถลดความเสียหายของสมองและอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

สาเหตุ

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองอาจเกิดจากสมองขาดเลือด (ischemic stroke) หรือเนื่องจากหลอดเลือด (แตกหรือรั่ว (hemorrhagic stroke) ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการขาดเลือดไปเลี้ยงสมองชั่วคราว (transient ischemic attack หรือ TIA)

โรคหลอดเลือดสมองเนื่องจากสมองขาดเลือด (Ischemic stroke)

หลอดเลือดสมองตีบตันเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดสมองตีบตันหรืออุดตัน ซึ่งทำให้กระแสเลือดลดลงอย่างรุนแรง หลอดเลือดสมองตีบตันที่พบได้มากที่สุด ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดสมองจากหลอดเลือดสมองตีบ (Thrombotic stroke) เกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือด ก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงสมอง ลิ่มเลือดอาจเกิดจากการสะสมตัวของไขมัน (plaque) ที่ก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดและทำให้กระแสเลือดลดลง (atherosclerosis) หรือภาวะอื่นๆ เกี่ยวกับหลอดเลือด
  • โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดจากการอุดตัน (Embolic stroke) เกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือดหรือตะกอนก่อตัวขึ้นห่างจากสมอง ซึ่งมักเป็นที่หัวใจ และถูกลำเลียงผ่านทางกระแสเลือดไปสะสมตัวอยู่ในหลอดเลือดสมองที่ตีบลง ลิ่มเลือดประเภทนี้เรียกว่า embolus

โรคหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic stroke)

หลอดเลือดสมองแตก เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดในสมองรั่วหรือแตก หลอดเลือดสมองแตกสามารถเกิดจากภาวะหลายประการที่ส่งผลต่อหลอดเลือด ได้แก่ ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุม (hypertension) การรักษามากเกินไปด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulants) และจุดอ่อนแอในผนังหลอดเลือด (aneurysms) สาเหตุที่พบได้น้อยกว่าของหลอดเลือดสมองแตก คือ การแตกของหลอดเลือดผนังบางที่เกี่ยวพันกันอย่างซับซ้อน (arteriovenous malformation) ที่เกิดขึ้นตั้งแต่คลอด ประเภทของหลอดเลือดสมองแตก ได้แก่

  • เลือดออกในสมอง (Intracerebral hemorrhage) สำหรับเลือดออกในสมองนั้น หลอดเลือดในสมองแตกและเลือดกระจายออกไปยังเนื้อเยื่องสมองโดยรอบ ซึ่งทำให้เซลล์สมองเสียหาย เซลล์สมองเหนือรอยรั่วขาดเลือดและยังเสียหายอีกด้วย ความดันโลหิตสูง อุบัติเหตุ การก่อตัวผิดรูปของหลอดเลือด การใช้ยาสลายลิ่มเลือด และภาวะอื่นๆ อาจทำให้เกิดเลือดออกในสมอง
  • เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Subarachnoid hemorrhage) สำหรับเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลางนั้น หลอดเลือดในบริเวณหรือใกล้พื้นผิวสมองแตก และเลือดกระจายออกไปยังบริเวณระหว่างพื้นผิวสมองและกะโหลก ภาวะเลือดออกนี้มักมีสัญญาณเตือน จากอาการปวดศีรษะกะทันหันและรุนแรง เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง มักเกิดจากการแตกของถุงด้านนอกขนาดเล็กที่มีรูปร่างเหมือนถุงหรือผลเบอร์รี่ในบริเวณหลอดเลือด ที่เรียกว่า aneurysm หลังจากมีเลือดออกที่สมอง หลอดเลือดในสมองอาจขยายตัวและตีบลงอย่างไม่สม่ำเสมอ (vasospasm) ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายที่เซลล์สมองโดยการจำกัดกระแสเลือดต่อไป

สมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient ischemic attack: TIA) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า mini-stroke เป็นช่วงอาการในระยะสั้น ที่คล้ายคลึงกับโรคหลอดเลือดสมอง การลดลงชั่วคราวของกระแสเลือดไปยังสมองทำให้เกิดภาวะ TIA ซึ่งมักมีอาการน้อยกว่าห้านาที เช่นเดียวกับสมองขาดเลือดชั่วคราว อาการ TIA เกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือดหรือตะกอนอุดกั้นกระแสเลือดไปยังสมอง อาการ TIA ไม่ทำให้มีอาการเรื้อรัง เนื่องจากการอุดกั้นเกิดขึ้นชั่วคราว

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง เช่น

ปัจจัยเสี่ยงจากไลฟ์สไตล์

  • ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • การใช้ยาเสพติด เช่น โคเคน (cocaine) และเมธแอมเฟตามีน (methamphetamines)

ปัจจัยเสี่ยงจากภาวะสุขภาพ

  • ความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองเริ่มต้นที่ค่าความดันโลหิตที่สูงกว่า 120/80 มิลลิเมตรของปรอท แพทย์จะช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับค่าความดันโลหิตเป้าหมายตามอายุของคุณ ไม่ว่าคุณเป็นเบาหวานหรือความเสี่ยงอื่นๆ หรือไม่ก็ตาม
  • การสูบบุหรี่ หรือการสัมผัสควันบุหรี่มือสอง
  • คอเลสเตอรอลสูง
  • เบาหวาน
  • ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Obstructive sleep apnea) เป็นความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับ ซึ่งระดับออกซิเจนลดลงเป็นระยะในระหว่างตอนกลางคืน
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (Cardiovascular disease) ซึ่งได้แก่ หัวใจล้มเหลว (heart failure) โรคหัวใจพิการ (heart defects) หัวใจติดเชื้อ (heart infection) หรือหัวใจเต้นผิดปกติ (abnormal heart rhythm)

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

  • ประวัติส่วนตัวหรือประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจวาย หรือสมองขาดเลือดชั่วคราว
  • อายุ 55 ปีหรือมากกว่า
  • ชนชาติ ชาวแอฟริกัน-อเมริกันมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าชนชาติอื่นๆ
  • เพศ: ผู้ชายมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าผู้หญิง ผู้หญิงสูงอายุมักเป็นโรคหลอดเลือดสมอง และมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ ผู้หญิงอาจมีความเสี่ยงจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดหรือหรือยาฮอร์โมน ซึ่งได้แก่ เอสโตรเจน รวมทั้งอาจมีความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์ และการคลอดบุตรอีกด้วย

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง

การตรวจในห้องฉุกเฉิน

การตรวจประการแรกหลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มักเป็นการตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (CT scan) การตรวจเอกซเรย์ที่สามารถแสดงให้เห็นว่ามีเลือดออกในสมองหรือไม่ การตรวจวิธีนี้จะแสดงให้เห็นว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากหลอดเลือดตีบตัน  หรือหลอดเลือดแตก นอกจากนี้ คุณยังสามารถเข้ารับการตรวจ MRI ได้อีกด้วย การตรวจเบื้องต้นอื่นๆ ที่แนะนำสำหรับหลอดเลือดสมองตีบตัน ได้แก่

  • การตรวจ Electrocardiogram (ECG, EKG) เพื่อตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ
  • การตรวจเลือดเพื่อช่วยให้แพทย์หาทางเลือกเกี่ยวกับการรักษาและเพื่อตรวจหาภาวะต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการที่คล้ายคลึงกับโรคหลอดเลือดสมอง การตรวจดังกล่าว ได้แก่
    • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
    • น้ำตาลในเลือด
    • อิเล็กโตรไลต์ (Electrolytes)
    • หน้าที่การทำงานของตับและไต
    • การตรวจ Prothrombin time และ INR (การตรวจประเภทหนึ่งที่วัดระยะเวลาในการแข็งตัวของเลือด)

การตรวจที่อาจเข้ารับต่อไป

หากดูเหมือนว่าคุณอาจมีหลอดเลือดคาโรติดตีบตัน แพทย์อาจต้องการให้มีการตรวจดังต่อไปนี้

  • การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดคาโรติด (Carotid ultrasound)/การตรวจ Doppler scan เพื่อประเมินกระแสเลือดผ่านทางหลอดเลือด
  • การตรวจ Magnetic resonance angiogram (MRA)
  • การตรวจ CT angiogram
  • การตรวจ Carotid angiogram
  • หากแพทย์เชื่อว่าโรคหลอดเลือดสมองอาจเกิดจากความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ อาจมีการตรวจ echocardiogram หรือ Holter monitoring หรือ telemetry test

มีแนวทางแนะนำว่า ความเสี่ยงต่างๆ สำหรับโรคหัวใจ ยังอาจมีการประเมินได้หลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อป้องกันความพิการหรือการเสียชีวิต จากความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจในอนาคต เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง มักเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) อีกด้วย

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

การรักษาฉุกเฉินสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง ขึ้นอยู่กับหลอดเลือดสมองตีบตันที่อุดกั้นหลอดเลือด หรือหลอดเลือดสมองแตกที่มีเลือดออกในสมอง

หลอดเลือดสมองตีบตัน

เพื่อรักษาหลอดเลือดสมองตีบตัน แพทย์ต้องฟื้นฟูกระแสเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอย่างรวดเร็ว

การรักษาฉุกเฉินด้วยยา

การรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด ต้องเริ่มต้นภายใน 3 ชั่วโมง หากมีการให้ยาผ่านทางหลอดเลือด และยิ่งเร็วยิ่งดี การรักษาโดยเร็วไม่เพียงแต่เพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต แต่ยังอาจลดอาการแทรกซ้อนได้ คุณอาจได้รับยาดังต่อไปนี้

  • ยาแอสไพริน ยาแอสไพรินเป็นการรักษาที่ได้ผลทันทีในห้องฉุกเฉินเพื่อลดโอกาสในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ ยาแอสไพรินป้องกันการเกิดลิ่มเลือด
  • การฉีดยาสลายลิ่มเลือด การฉีดยา TPA มักดำเนินการผ่านทางหลอดเลือดแขน จำเป็นต้องให้ยาสลายลิ่มเลือดที่ได้ผลนี้ภายใน 4.5 ชั่วโมง หลังจากอาการของโรคหลอดเลือดสมองเริ่มเกิดขึ้น หากมีการให้ยาทางหลอดเลือด ยา TPA ทำให้กระแสเลือดกลับคืนสู่ปกติ โดยการละลายลิ่มเลือดที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง และอาจช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีการฟื้นตัวได้ดีมากขึ้น แพทย์ที่ทำการรักษาจะพิจารณาความเสี่ยงบางประการ เช่น เลือดออกที่อาจเกิดขึ้นในสมอง เพื่อดูว่ายา TPA เหมาะสมสำหรับคุณหรือไม่

การรักษาฉุกเฉิน

ในบางครั้ง แพทย์รักษาหลอดเลือดสมองตีบตัน ด้วยการรักษาที่ต้องมีการดำเนินการโดยเร็วที่สุด ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของลิ่มเลือด

  • ยาที่ลำเลียงไปยังสมองโดยตรง แพทย์อาจใส่ท่อยาวขนาดเล็ก (สายสวน) ผ่านทางหลอดเลือดในขาหนีบและเคลื่อนที่ไปยังสมองเพื่อลำเลียงยา TPA โดยตรงไปยังบริเวณที่เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
  • การกำจัดลิ่มเลือดโดยใช้เครื่องมือ แพทย์อาจใช้สายสวนเพื่อนำเครื่องมือขนาดเล็กไปยังสมอง เพื่อทำลายหรือดูดและนำลิ่มเลือดออกมา

การรักษาวิธีอื่นๆ

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ หรือสมองขาดเลือดชั่วคราว แพทย์ที่ทำการรักษาอาจจะแนะนำหัตถการ เพื่อขยายหลอดเลือดที่ตีบตันจากการสะสมตัวของไขมันในบางครั้ง แพทย์จะแนะนำหัตถการดังต่อไปนี้ เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ทางเลือกมีความหลากหลายโดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์

  • การผ่าตัดหลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง (Carotid endarterectomy) แพทย์นำคราบไขมันออกจากหลอดเลือดคอแต่ละข้างที่ไปยังสมอง (เส้นเลือดคาโรติด) หัตถการนี้อาจลดความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดสมองตีบตันได้ อย่างไรก็ดี การผ่าตัดหลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมองยังเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือภาวะสุขภาพอื่นๆ
  • การผ่าตัดขยายหลอดเลือด (Angioplasty) และขดลวดตาข่าย (stents) แพทย์จะเข้าถึงหลอดเลือดคาโรติดได้มากที่สุดผ่านทางหลอดเลือดในขาหนีบ ในบริเวณนี้ แพทย์จะตรวจพบเส้นเลือดคาโรติดที่คออย่างเบาและปลอดภัย แล้วใช้บอลลูนเพื่อขยายหลอดเลือดตีบตัน แล้วใส่ชิ้นปิดเพื่อพยุงหลอดเลือดที่เปิดออก

หลอดเลือดสมองแตก

การรักษาฉุกเฉินสำหรับหลอดเลือดสมองแตกมุ่งเน้นการควบคุมภาวะเลือดออกและลดความดันในสมอง ยังอาจมีการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคตอีกด้วย

มาตรการฉุกเฉิน

หากคุณใช้ยาวาร์ฟาริน (warfarin) อย่างคูมาดิน (Coumadin) หรือยาต้านเกล็ดเลือด (antiplatelet drugs) เช่น ยาคลอพิโดเกรล (clopidogrel) อย่างพลาวิกซ์ (Plavix) เพื่อป้องกันลิ่มเลือด คุณอาจได้รับยา หรือการถ่ายส่วนประกอบของเลือดเพื่อต้านฤทธิ์ของยาละลายลิ่มเลือด คุณยังอาจได้รับยาต่างๆ เพื่อลดความดันในสมอง (intracranial pressure) ลดความดันโลหิต ป้องกันการบีบเกร็งของหลอดเลือด (vasospasm) หรือป้องกันอาการชัก

ทันทีที่ภาวะเลือดออกในสมองหยุดลง การรักษามักเกี่ยวกับการรักษาเพื่อพยุงอาการในขณะที่ร่างกายดูดซึมเลือด การรักษาคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างที่แผลฟกช้ำรุนแรงหายไป หากบริเวณที่มีเลือดออกมีขนาดใหญ่ แพทย์ที่ทำการรักษาอาจทำการผ่าตัด เพื่อนำเลือดออกและบรรเทาแรงดันในสมอง

การผ่าตัดรักษาหลอดเลือด

อาจมีการผ่าตัดเพื่อรักษาความผิดปกติของหลอดเลือด ที่สัมพันธ์กับหลอดเลือดสมองแตก แพทย์ที่ทำการรักษาอาจแนะนำหนึ่งในหัตถการเหล่านี้ หลังจากเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หรือหากหลอดเลือดโป่งพองหรือเส้นเลือดขอดในสมอง (arteriovenous malformation: AVM) หรือความผิดปกติเกี่ยวกับหลอดเลือดประเภทอื่นๆ ทำให้เกิดหลอดเลือดสมองแตก

  • การผ่าตัดแล้วใช้คลิปหนีบ (Surgical Clipping) แพทย์จะวางปากจับขนาดเล็กที่ด้านล่างของหลอดเลือดโป่งพองเพื่อห้ามเลือดที่ไหลเวียนไปถึง ปากจับนี้ป้องกันหลอดเลือดโป่งพองไม่ให้แตกหรือสามารถป้องกันเลือดไหลออกจากหลอดเลือดโป่งพองอีกครั้งที่มีเลือดออกไม่นานมานี้
  • การใส่ขดลวด (endovascular embolization) แพทย์ใส่สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดในขาหนีบและนำไปยังสมองโดยใช้การถ่ายภาพเอกซเรย์ แล้วแพทย์จะนำขดลวดขนาดเล็กที่แยกออกได้ใส่ไปยังหลอดเลือดโป่งพอง (aneurysm coiling) ขดลวดอยู่ในหลอดเลือดโป่งพองและทำให้เลือดแข็งตัว
  • การผ่าตัดเส้นเลือดขอดในสมอง (AVM removal) แพทย์จะผ่าตัดนำเส้นเลือดขอดในสมอง (AVM) ขนาดเล็กกว่าออกไป หากอยู่ในบริเวณที่เข้าถึงได้ของสมอง เพื่อลดความเสี่ยงในการแตก และลดความเสี่ยงหลอดเลือดสมองแตก อย่างไรก็ดี เป็นไปไม่ได้ทุกครั้งไปที่จะตัดเส้นเลือดขอดในสมอง (AVM) ออก หากการผ่าตัดทำให้เกิดการทำหน้าที่ของสมองลดลงเป็นอย่างมาก หรือหากมีขนาดใหญ่หรืออยู่ลึกลงไปในสมอง
  • การผ่าตัดทำทางเบี่ยงในสมอง (Intracranial bypass) ในสถานการณ์เฉพาะ การผ่าตัดทำทางเบี่ยงของหลอดเลือดในสมองอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษากระแสเลือดที่ไหลเวียนไม่ดีไปยังบริเวณสมอง หรือรอยโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดที่ซับซ้อน เช่น การรักษาหลอดเลือดโป่งพอง
  • การฉายรังสีร่วมพิกัด (Stereotactic radiosurgery) ด้วยการใช้รังสีความถี่สูงที่หลากหลาย การฉายรังสีร่วมพิกัดเป็นการรักษาขั้นสูง ที่มีผลกระทบต่อร่างกายน้อย ที่ใช้เพื่อรักษาการก่อตัวที่ผิดรูปของหลอดเลือด

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยจัดการกับโรคหลอดเลือดสมอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยรับมือกับโรคหลอดเลือดสมองได้

  • ใช้ไม้ค้ำยันหรือไม้เท่าเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ล้ม
  • ช่วยเรื่องการแต่งตัว ให้ปรึกษานักบำบัดวิชาชีพเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น อุปกรณ์ช่วยเอื้อมจับ เครื่องช่วยใส่ถุงเท้า และเครื่องช่วยติดกระดุม ที่สามารถช่วยให้คุณแต่งตัวได้
  • ห้ามละเลยด้านที่ได้รับผลกระทบ เป็นเรื่องธรรมชาติที่จะใช้ร่างกายเฉพาะด้านที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโรคหลอดเลือดสมอง แต่เป็นสิ่งสำคัญที่จะเอาใจใส่ร่างกายส่วนที่เหลืออีกด้วย
  • จัดการปัญหาการรับประทาน: คุณอาจไม่สามารถสัมผัสอาหารในปากด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้าน เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการสำลัก คุณอาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม หรือการประเมินโดยนักบำบัดการพูด

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

กลุ่มอาการลืมความทรงจำทั้งหมดชั่วคราว (Transient Global Amnesia)

กลุ่มอาการลืมความทรงจำทั้งหมดชั่วคราว (Transient Global Amnesia) เป็นการสูญเสียความทรงจำชั่วคราวโดยฉับพลัน ซึ่งไม่สามารถจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในขณะนั้น

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์
โรค ก-ฮ, สุขภาพ ก-ฮ กรกฎาคม 8, 2020 . เวลาในการอ่าน

โรคหลอดเลือดสมองผิดปกติเอวีเอ็ม (Cerebral arteriovenous malformation)

 โรคหลอดเลือดสมองผิดปกติเอวีเอ็ม  เกิดจากความผิดปกติที่เชื่อมกันระหว่างหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดงในสมอง  ส่งผลให้ผู้ป่วย มีอาการปวดศีรษะ ชัก

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์
โรค ก-ฮ, สุขภาพ ก-ฮ กรกฎาคม 2, 2020 . เวลาในการอ่าน

สุขภาพหัวใจกับโควิด-19 : สิ่งที่ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับหัวใจควรรู้

โรคติดเชื้อโควิด-19 กำลังระบาด และนี่คือข้อมูลเกี่ยวกับ "สุขภาพหัวใจกับโควิด-19" ที่ผู้เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจควรรู้ พร้อมวิธีดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง
Coronavirus, COVID-19 เมษายน 14, 2020 . เวลาในการอ่าน

รู้หรือไม่ ดื่มชา คุณก็อาจลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

จากการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารโรคหัวใจแห่งยุโรป ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ ดื่มชา 3 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์ มีสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่ดีขึ้น

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
ข่าวสารสุขภาพ, ข่าวสารสุขภาพทั่วโลก กุมภาพันธ์ 6, 2020 . เวลาในการอ่าน

บทความแนะนำ

โรคเบาหวาน-น้ำตาลในเลือด-โรคหัวใจและหลอดเลือด

ผู้ป่วย โรคเบาหวาน หากไม่ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ดี มีความเสี่ยงที่จะเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Nattrakamol Chotevichean
เผยแพร่วันที่ พฤศจิกายน 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
กลุ่มอาการที่ห้ามขับรถ-อุบัติเหตุ

เช็กให้ชัวร์ 9 กลุ่มโรคอันตราย หากเป็นแล้วห้ามขับรถ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ กันยายน 23, 2020 . เวลาในการอ่าน
เดินหลังกินข้าวเสร็จ-ดีต่อสุขภาพ-ช่วยลดน้ำหนัก

เดินหลังกินข้าวเสร็จ ดีต่อสุขภาพ แถมยังอาจช่วยลดน้ำหนักได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ สิงหาคม 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยวิธีที่คุณเองก็ทำได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
เผยแพร่วันที่ กรกฎาคม 17, 2020 . เวลาในการอ่าน