home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด (Activated Clotting Time)

ข้อมูลพื้นฐาน|ข้อควรรู้ก่อนตรวจ|ขั้นตอนการตรวจ|ผลการตรวจ
ตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด (Activated Clotting Time)

การ ตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด (Activated Clotting Time) คือการตรวจสอบประสิทธิภาพของสารต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาเฮพาริน หรือยากลุ่มทรอมบินอินฮิบิเตอร์

ข้อมูลพื้นฐาน

การตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด คืออะไร

การตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด (Activated clotting time หรือ ACT) เป็นการตรวจสอบประสิทธิภาพของสารต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาเฮพาริน (heparin) หรือยากลุ่มทรอมบินอินฮิบิเตอร์ (thrombin inhibitors) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการผ่าตัดขยายเส้นเลือด (angioplasty) การฟอกไต (kidney dialysis) และการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CPB)

การตรวจชนิดนี้จะวัดระยะเวลาการแข็งตัวของเลือด หลังจากให้สารกระตุ้น แพทย์จะติดตามอาการของคุณในขณะที่คุณเข้ารับการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาเฮพาริน

การตรวจวัดการสร้างสภาวะลิ่มเลือด (Activated Partial Thromboplastin Time หรือ APTT) และการตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด (ACT) จะใช้เพื่อติดตามอาการของผู้ที่กำลังรักษาด้วยยาเฮพาริน จากการเข้ารับการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Cardiopulmonary Bypass หรือ CPB) แต่การตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด มีข้อดีมากกว่าการตรวจวัดการสร้างสภาวะลิ่มเลือด

ประการแรก การตรวจวัดการแข็งตัวของเลือดให้ผลที่แน่นอนกว่า เมื่อมีการให้ยาเฮพารินเพื่อต้านการแข็งตัวของเลือดในปริมาณสูง วิธีการนี้มีประโยชน์ในกรณีที่มีการใช้ยาเฮพารินปริมาณสูง เช่น การทำบายพาสหัวใจ ซึ่งต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดมากกว่าลิ่มเลือดถึง 10 เท่า การตรวจวัดการสร้างสภาวะลิ่มเลือด ไม่สามารถวัดภาวะปริมาณยาที่สูงได้ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการแข็งตัวของเลือดคือ 400-480 วินาที ในผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดบายพาสเลือดเลือดหัวใจ

ประการที่สอง การตรวจวัดการแข็งตัวของเลือดมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า และทำได้ง่ายกว่า อีกทั้งยังมีขั้นตอนน้อยกว่าด้วย

ความจำเป็นในการ ตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด

เนื่องจากการตรวจวัดการแข็งตัวของเลือดมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า และสามารถทำได้ง่ายกว่า คือ แทบจะสามารถทำได้ที่บ้าน การตรวจชนิดนี้จึงเหมาะกับกลุ่มผู้ป่วยดังนี้

ข้อควรรู้ก่อนตรวจ

ข้อควรรู้ก่อนการ ตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด

ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการตรวจมีดังต่อไปนี้

  • ภาวะทางร่างกาย เช่น ภาวะตัวร้อนเกินไป ภาวะโลหิตจาง จำนวนและการทำงานของเกล็ดเลือดผิดปกติ
  • ปัจจัยที่ส่งผลต่อเภสัชจลนศาสตร์ของยาเฮพาริน เช่น โรคไต โรคตับ รวมถึงยาต้านเฮพารินสามารถส่งผลกระทบต่อผลการตรวจได้
  • ลิ่มเลือดอาจทำให้ผลการตรวจวัดการแข็งตัวของเลือดเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ ซึ่งทำให้ผลคลาดเคลื่อนได้

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์

ขั้นตอนการตรวจ

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด

คุณไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษก่อนเข้ารับการตรวจนี้ แต่แพทย์อาจทำการตรวจสุขภาพทั่วไป โดยคุณสามารถสอบถามแพทย์ได้ว่าต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษหรือไม่

คุณควรสวมเสื้อแขนสั้น เพื่อให้เจาะเลือดบริเวณแขนได้สะดวก

ขั้นตอนการตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด

เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ที่ทำการเจาะเลือดจะดำเนินการต่อไปนี้

  • รัดยางรอบต้นแขน เพื่อหยุดการไหลเวียนของเลือด หลอดเลือดด้านล่างยางรัดจะขยายตัวขึ้น ทำให้เจาะหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น
  • ทำความสำอาดบริเวณที่เจาะเลือดด้วยแอลกอฮอล์
  • เจาะเข็มเข้าไปในหลอดเลือด อาจจำเป็นต้องเจาะมากกว่าหนึ่งครั้ง
  • ติดหลอดบรรจุเลือดเข้ากับเข็มเจาะเลือด
  • นำยางรัดออกจากแขน เมื่อเก็บเลือดเพียงพอแล้ว
  • วางผ้ากอซหรือก้อนสำลีไว้บนบริเวณที่เจาะเลือดในขณะที่ดึงเข็มออก
  • กดบริเวณที่เจาะเลือดแล้วปิดด้วยผ้าพันแผล

หลังการตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด

การรัดยางที่ต้นแขนอาจแน่นมาก จนคุณอาจรู้สึกเจ็บแขนได้บ้าง แต่คุณอาจไม่รู้สึกใดๆ จากเข็มเจาะ หรืออาจมีเพียงความรู้สึกเหมือนมดกัดหรือแมลงต่อยเท่านั้น

หลังเจาะเลือด คุณควรปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ และกดบริเวณรอยเจาะเพื่อห้ามเลือด และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังการเจาะเลือด

หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับการตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจข้อควรปฏิบัติได้ดีขึ้น

ผลการตรวจ

ผลการตรวจวัดการแข็งตัวของเลือด

ค่าปกติที่ระบุไว้ ณ ที่นี้ ซึ่งเรียกว่า ค่าอ้างอิง (reference range) เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น ค่าเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปตามห้องปฏิบัติการ และห้องปฏิบัติการของคุณอาจมีค่าปกติที่แตกต่างออกไป รายงานจากห้องปฏิบัติการควรมีช่วงค่าที่ห้องปฏิบัติการของคุณใช้

นอกจากนี้ แพทย์จะประเมินผลการตรวจของคุณโดยยึดตามสุขภาพของคุณและปัจจัยอื่นๆนั่นหมายความว่า ค่าที่อยู่นอกเหนือจากค่าปกติที่ระบุไว้ ณ ที่นี้ อาจยังคงเป็นค่าปกติสำหรับคุณและห้องปฏิบัติการของคุณ

ค่าปกติ

เลือดแข็งตัวภายใน 70-120 วินาที

หากคุณรับการรักษาการต้านการแข็งตัวของเลือด เวลาที่ใช้สำหรับการแข็งตัวของเลือดปกติ คือ 150-600 วินาที

ค่าผิดปกติ

ระยะเวลาการแข็งตัวของเลือดที่นานขึ้น เกิดจากสาเหตุดังนี้

  • การใช้ยาเฮพาริน (Heparin)
  • ขาดปัจจัยในการแข็งตัวของเลือด
  • โรคตับแข็ง
  • ลูปัสอินฮิบิเตอร์
  • การใช้วาร์ฟาริน (Warfarin)

ระยะเวลาในการแข็งตัวของเลือดจะสั้นลง เนื่องจากเลือดอุดตันที่ทำให้การแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือดผิดปกติ

ค่าปกติสำหรับการตรวจวัดการแข็งตัวของเลือดอาจมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับห้องปฏิบัติการและโรงพยาบาล โปรดปรึกษาแพทย์หากมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับผลการทดสอบอย่างละเอียด

หากมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับการตรวจคาร์บอนมอนอกไซด์ในเลือด โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจคำแนะนำของแพทย์ได้ดีขึ้น

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Pagana, Kathleen D, and Timothy J. Pagana. Mosby’s Manual of Diagnostic and Laboratory Tests. St. Louis, Mo: Mosby/Elsevier, 2010. Printed. 9 – 10.

ACT: The Test | Activated Clotting Time. (n.d.). https://labtestsonline.org/understanding/analytes/act/tab/test/. Accessed Jul 4 2016.

Activated Clotting Time: Reference Range, Interpretation, Collection and Panels. (n.d.). http://emedicine.medscape.com/article/2084818-overview. Accessed Jul 4 2016.

Activated clotting time (ACT). – PubMed – NCBI. (n.d.). http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/23546712. Accessed Jul 4 2016.

รูปของผู้เขียน
เขียนโดย ฤทธิศักดิ์ วงศ์วุฒิพงษ์ เมื่อ 13/02/2019
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
x