home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ตรวจสารเคมีในเลือด (Blood Chemistry Screen)

คำจำกัดความ|ข้อควรทราบก่อนตรวจ|ขั้นตอนการตรวจ|ผลการตรวจ
ตรวจสารเคมีในเลือด (Blood Chemistry Screen)

ตรวจสารเคมีในเลือด เป็นการตรวจเลือดประเพื่อวัดระดับของสารต่างๆ ในเลือด (เช่น อิเล็กโทรไลต์) การตรวจสารเคมีในเลือดทำให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป ช่วยตรวจหาอาการบางประการ ตลอดจนประเมินผลของการรักษาสำหรับอาการเฉพาะ

ข้อมูลพื้นฐาน

การ ตรวจสารเคมีในเลือด คืออะไร

การตรวจสารเคมีในเลือด (Chemistry screen) เป็นการตรวจเลือดประเพื่อวัดระดับของสารต่างๆ ในเลือด (เช่น อิเล็กโทรไลต์) การตรวจสารเคมีในเลือดทำให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป ช่วยตรวจหาอาการบางประการ ตลอดจนประเมินผลของการรักษาสำหรับอาการเฉพาะ กระบวนการทั่วไปของการตรวจเลือดนี้ เป็นการวัดระดับของอิเล็กโตรไลต์ที่สำคัญและสารเคมีอื่นๆ ได้แก่

  • กลูโคส หรือ น้ำตาลในเลือดจะถูกย่อยในระดับเซลล์เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย ระดับกลูโคสที่สูงขึ้นอาจเกิดจากเบาหวานหรือยาชนิดต่างๆ เช่น สเตียรอยด์
  • ระดับโซเดียม ในเลือดแสดงให้เห็นถึงสมดุลระหว่างการบริโภคโซเดียมและน้ำและการขับถ่าย ระดับโซเดียมที่ผิดปกติในเลือดอาจแสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่ผิดปกติของหัวใจหรือไตหรือภาวะขาดน้ำ
  • โพแทสเซียม มีบทบาทสำคัญในการควบคุมกิจกรรมของกล้ามเนื้อ ซึ่งได้แก่ การหดตัวของหัวใจ ภาวะไตล้มเหลว รวมทั้งอาเจียนหรือท้องร่วงอาจทำให้มีระดับโพแทสเซียมที่ผิดปกติ
  • ระดับคลอไรด์ อาจสูงขึ้นและลดลงในทิศทางเดียวกันกับระดับโซเดียมเพื่อคงสมดุลของประจุไฟฟ้า อาการผิดปกติหลายประการอาจเปลี่ยนแปลงระดับคลอไรด์ ซึ่งได้แก่ การทำงานที่ผิดปกติของไต โรคเกี่ยวกับต่อมหมวกไต อาเจียน ท้องร่วง และหัวใจวาย
  • คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ทำหน้าที่เป็นระบบบัฟเฟอร์เพื่อช่วยคงสมดุลกรด-เบสของเลือด โดยโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ (Respiratory disease) อาการผิดปกติของไต อาเจียนรุนแรง ท้องร่วง และติดเชื้อรุนแรงมากสามารถทำให้เกิดระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดที่ผิดปกติได้
  • การวัดค่าไนโตรเจนจากยูเรีย (Blood urea nitrogen (BUN) เป็นการวัดโดยประมาณของอัตราการกรองของโกลเมอรูลัส (glomerular filtration rate) หรืออัตราการกรองเลือดผ่านเส้นเลือดขนาดเล็กในไต ระดับค่า BUN ที่สูงอาจบ่งชี้การทำงานที่ผิดปกติของไต
  • ครีเอตินิน (Creatinine) เป็นสารที่แตกตัวของครีเอติน (creatine) ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของกล้ามเนื้อ และถูกขับออกโดยเฉพาะทางไต ระดับครีเอตินินซีรัมจัดว่าเป็นการทดสอบเลือดที่ตอบสนองดีที่สุดในการวัดการทำงานของไต

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสารเคมีในเลือดบางรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการตรวจแบบอื่น โดยการตรวจสารเคมีในเลือดที่ถือว่าครอบคลุมมากที่สุดเรียกว่า chem-20, SMA-20, หรือ SMAC-20 โดยเป็นการตรวจหาสาร 20 ชนิดในเลือด ขณะที่การตรวจสารเคมีในเลือดประเภทอื่นๆ เช่น SMA-6, SMA-7, หรือ SMA-12 เป็นการตรวจหาสารในเลือดได้น้อยชนิดกว่า โดยประเภทของการตรวจสารเคมีในเลือดจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่แพทย์ต้องการตรวจ

ความจำเป็นในการ ตรวจสารเคมีในเลือด

การทดสอบนี้มักดำเนินการเมื่อเข้ารับการตรวจร่างกาย หากมีอาการป่วย ผลการตรวจสารเคมีในเลือดอาจช่วยให้แพทย์ผู้รักษาตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยได้ดีขึ้น

ข้อควรรู้ก่อนตรวจ

ข้อควรรู้ก่อนการ ตรวจสารเคมีในเลือด

  • ยาหลายชนิดเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับของอิเล็กโทรไลต์ ไนโตรเจนจากยูเรีย และครีเอตินิน ซึ่งจะอาจทำให้ผลการทดสอบไม่แม่นยำเท่าที่ควร
  • การบริโภคชะเอมมากเกินไปหรือการบริโภคเอธิลีนไกลคอลหรือเมทิลแอลกอฮอล์โดยไม่ตั้งใจสามารถส่งผลต่อสมดุลกรด-เบสและการเปลี่ยนแปลงระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดได้
  • อาหารที่มีเนื้อสัตว์มากสามารถทำให้ระดับซีรัมครีเอตินินเพิ่มขึ้นชั่วคราว
  • อาหารที่มีโปรตีนสูง อาการเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือภาวะขาดน้ำจะทำให้ระดับไนโตรเจนจากยูเรียเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่อาหารโปรตีนต่ำหรือภาวะมีน้ำมากเกินไปจะลดระดับไนโตรเจนจากยูเรียในเลือดลง

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

health-tool-icon

เครื่องคำนวณหา ค่าดัชนีมวลกาย (BMI)

ใช้เครื่องมือนี้เพื่อช่วยคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณ และดูว่าคุณมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีหรือไม่ เครื่องมือนี้ยังสามารถใช้เพื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายของลูกคุณได้อีกด้วย

เพศชาย

เพศหญิง

คำจำกัดความ

การตรวจสารเคมีในเลือดคืออะไร

การตรวจสารเคมีในเลือด (Chemistry screen) เป็นการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับของสารต่างๆ ในเลือด (เช่น อิเล็กโทรไลต์) การตรวจสารเคมีในเลือดทำให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป ช่วยตรวจหาอาการบางประการ ตลอดจนประเมินผลของการรักษาสำหรับอาการเฉพาะ กระบวนการทั่วไปของการตรวจเลือดนี้เป็นการวัดระดับของอิเล็กโตรไลต์ที่สำคัญและสารเคมีอื่นๆ ได้แก่

  • กลูโคส หรือ น้ำตาลในเลือดจะถูกย่อยในระดับเซลล์เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย ระดับกลูโคสที่สูงขึ้นอาจเกิดจากเบาหวานหรือยาชนิดต่างๆ เช่น สเตียรอยด์
  • ระดับโซเดียม ในเลือดแสดงให้เห็นถึงสมดุลระหว่างการบริโภคโซเดียมและน้ำและการขับถ่าย ระดับโซเดียมที่ผิดปกติในเลือดอาจแสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่ผิดปกติของหัวใจหรือไตหรือภาวะขาดน้ำ
  • โพแทสเซียม มีบทบาทสำคัญในการควบคุมกิจกรรมของกล้ามเนื้อ ซึ่งได้แก่ การหดตัวของหัวใจ ภาวะไตล้มเหลว รวมทั้งอาเจียนหรือท้องร่วงอาจทำให้มีระดับโพแทสเซียมที่ผิดปกติ
  • ระดับคลอไรด์ อาจสูงขึ้นและลดลงในทิศทางเดียวกันกับระดับโซเดียมเพื่อคงสมดุลของประจุไฟฟ้า อาการผิดปกติหลายประการอาจเปลี่ยนแปลงระดับคลอไรด์ ซึ่งได้แก่ การทำงานที่ผิดปกติของไต โรคเกี่ยวกับต่อมหมวกไต อาเจียน ท้องร่วง และหัวใจวาย
  • คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ทำหน้าที่เป็นระบบบัฟเฟอร์เพื่อช่วยคงสมดุลกรด-เบสของเลือด โดยโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ (Respiratory disease) อาการผิดปกติของไต อาเจียนรุนแรง ท้องร่วง และติดเชื้อรุนแรงมากสามารถทำให้เกิดระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดที่ผิดปกติได้
  • การวัดค่าไนโตรเจนจากยูเรีย (Blood urea nitrogen (BUN) เป็นการวัดโดยประมาณของอัตราการกรองของโกลเมอรูลัส (glomerular filtration rate) หรืออัตราการกรองเลือดผ่านเส้นเลือดขนาดเล็กในไต ระดับค่า BUN ที่สูงอาจบ่งชี้การทำงานที่ผิดปกติของไต
  • ครีเอตินิน (Creatinine) เป็นสารที่แตกตัวของครีเอติน (Creatine) ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของกล้ามเนื้อ และถูกขับออกโดยเฉพาะทางไต ระดับครีเอตินินซีรัมจัดว่าเป็นการทดสอบเลือดที่ตอบสนองดีที่สุดในการวัดการทำงานของไต

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสารเคมีในเลือดบางรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการตรวจแบบอื่น โดยการตรวจสารเคมีในเลือดที่ถือว่าครอบคลุมมากที่สุดเรียกว่า chem-20, SMA-20, หรือ SMAC-20 โดยเป็นการตรวจหาสาร 20 ชนิดในเลือด ขณะที่การตรวจสารเคมีในเลือดประเภทอื่นๆ เช่น SMA-6, SMA-7, หรือ SMA-12 เป็นการตรวจหาสารในเลือดได้น้อยชนิดกว่า โดยประเภทของการตรวจสารเคมีในเลือดจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่แพทย์ต้องการตรวจ

ความจำเป็นในการตรวจสารเคมีในเลือด

การทดสอบนี้มักดำเนินการเมื่อเข้ารับการตรวจร่างกาย หากมีอาการป่วย ผลการตรวจสารเคมีในเลือดอาจช่วยให้แพทย์ผู้รักษาตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยได้ดีขึ้น

ข้อควรทราบก่อนตรวจ

ข้อควรทราบก่อนตรวจสารเคมีในเลือด

ยาหลายชนิดเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับของอิเล็กโทรไลต์ ไนโตรเจนจากยูเรีย และครีเอตินิน ซึ่งจะอาจทำให้ผลการทดสอบไม่แม่นยำเท่าที่ควร

การบริโภคชะเอมมากเกินไปหรือการบริโภคเอธิลีนไกลคอลหรือเมทิลแอลกอฮอล์โดยบไม่ตั้งใจสามารถส่งผลต่อสมดุลกรด-เบสและการเปลี่ยนแปลงระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดได้

อาหารที่มีเนื้อสัตว์มากสามารถทำให้ระดับซีรัมครีเอตินินเพิ่มขึ้นชั่วคราว

อาหารที่มีโปรตีนสูง อาการเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือภาวะขาดน้ำจะทำให้ระดับไนโตรเจนจากยูเรียเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่อาหารโปรตีนต่ำหรือภาวะมีน้ำมากเกินไปจะลดระดับไนโตรเจนจากยูเรียในเลือดลง

ขั้นตอนการตรวจ

การเตรียมตัวก่อนการตรวจสารเคมีในเลือด

ก่อนเข้ารับการทดสอบ มีข้อควรปฏิบัติ ได้แก่

  • แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมใดๆ ที่ใช้อยู่ หรือควรงดใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก่อนการทดสอบ
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเนื้อสัตว์มากก่อนการทดสอบไนโตรเจนจากยูเรีย
  • ไม่จำเป็นต้องมีข้อควรระวังพิเศษก่อนการตรวจหาโซเดียม โพแทสเซียม คลอไรด์ คาร์บอนไดออกไซด์ หรือครีเอตินิน
  • ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ก่อนการทดสอบ

ขั้นตอนการตรวจสารเคมีในเลือด

ผู้ทำการเจาะเลือดจะดำเนินการดังต่อไปนี้

  • พันยางยืดโดยรอบแขนส่วนบนเพื่อหยุดการไหลเวียนเลือด ทำให้หลอดเลือดข้างใต้ยางยืดขยายตัวและสามารถเจาะเข็มเข้าไปในหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น
  • ทำความสะอาดบริเวณที่เจาะด้วยแอลกอฮอล์
  • เจาะเข็มเข้าไปในหลอดเลือดอาจจำเป็นต้องมีการเจาะมากกว่าหนึ่งครั้ง
  • ติดหลอดเข้ากับเข็มเจาะเพื่อบรรจุเลือด
  • นำยางยืดออกจากแขนเมื่อเก็บตัวอย่างเลือดได้เพียงพอแล้ว
  • ปิดผ้าก๊อซหรือสำลีก้อนในบริเวณที่ใช้เข็มเจาะในขณะที่ดึงเข็มออก
  • กดบริเวณที่ใช้เข็มเจาะแล้วติดด้วยผ้าพันแผล

หลังการตรวจสารเคมีในเลือด

ผู้เข้ารับการตรวจจะถูกพันยางยืดรอบแขนส่วนบนซึ่งอาจทำให้รู้สึกแน่นเล็กน้อย และอาจไม่รู้สึกใดๆ จากแผลการเจาะหรืออาจมีเพียงความรู้สึกเหมือนมดกัดหรือแมลงต่อย

คุณอาจนำเทปหรือสำลีออกในเวลาประมาณ 20 ถึง 30 นาที และจะได้รับการนัดหมายให้เข้ารับผลการทดสอบ โดยแพทย์จะอธิบายให้ทราบเกี่ยวกับผลการทดสอบ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

หากมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับการตรวจสารเคมีในเลือด โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจคำแนะนำของแพทย์ได้ดีขึ้น

ผลการตรวจ

ผลการตรวจสารเคมีในเลือด

ค่าปกติมีความหลากหลายไปตามห้องปฏิบัติการแต่ละแห่งและขึ้นอยู่กับการทดสอบที่รวมอยู่ในการตรวจสารเคมีในเลือด โดยปกติแล้วสามารถรับผลการตรวจได้ใน 1 ถึง 2 วัน

อาการต่างๆ สามารถเปลี่ยนระดับต่างๆ ของการตรวจสารเคมีในเลือดได้ แพทย์จะอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับผลการตรวจที่ผิดปกติซึ่งอาจสัมพันธ์กับอาการและประวัติสุขภาพ

จากผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการและโรงพยาบาล ค่าปกติสำหรับการตรวจสารเคมีในเลือดอาจมีความหลากหลาย โปรดปรึกษาแพทย์หากมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับผลการทดสอบ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Chemistry screen. http://www.webmd.com/a-to-z-guides/chemistry-screen?print=true. Accessed Jul 5 2016.

Blood chemistry screen. http://www.healthcommunities.com/blood-tests/blood-chemistry-screen.shtml. Accessed Jul 5 2016.

Chemistry screen. http://www.drugs.com/cg/chemistry-screen.html. Accessed Jul 5 2016.

 

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย ธีรวิทย์ บุญราศรี แก้ไขล่าสุด 11/05/2020
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
x