home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

แปปสเมียร์ (Pap smear หรือ Pap Test)

ข้อมูลพื้นฐาน|สิ่งที่ควรรู้ก่อนตรวจ|ขั้นตอนการตรวจ|ผลการตรวจ
แปปสเมียร์ (Pap smear หรือ Pap Test)

แปปสเมียร์ เป็นการตรวจหาการเปลี่ยนแปลงบริเวณปากมดลูก เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มักทำควบคู่ไปกับการตรวจภายใน ในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 30 ปี พร้อมกับการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งเป็นเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก

 

ข้อมูลพื้นฐาน

การตรวจ แปปสเมียร์ คืออะไร

แปปสเมียร์ (Pap Test) หรือการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เป็นการตรวจหาการเปลี่ยนแปลงบริเวณปากมดลูก ในการตรวจนี้ แพทย์จะขูดเอาตัวอย่างเซลล์ปากมดลูกมาตรวจ แพทย์จะใส่ตัวอย่างเซลล์ลงบนสไลด์ (Pap smear) หรือผสมในน้ำยาช่วยรักษาสภาพเซลล์ และส่งไปยังห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ เซลล์จะถูกตรวจหาความผิดปกติที่อาจชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น ดีสพลาเซีย (dysplasia) หรือมะเร็งปากมดลูก

ช่วงเวลาการตรวจแปปสเมียร์ขึ้นอยู่กับอายุและปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ถึงความถี่ในการตรวจ

ชนิดของไวรัสเอชพีวี (HPV) ที่มีความเสี่ยงสูงมักเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก ในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 30 ปี การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี ควรทำควบคู่ไปกับการตรวจแปปสเมียร์ หากคุณอายุต่ำกว่า 26 ปี คุณสามารถรับวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้

ทำไมต้องตรวจแปปสเมียร์

การตรวจแปปสเมียร์เป็นการตรวจเพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มักทำควบคู่ไปกับการตรวจภายใน ในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 30 ปี การตรวจแปปสเมียร์จะทำควบคู่กับการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งเป็นเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก

คุณและแพทย์ควรตัดสินใจถึงช่วงเวลาการเข้ารับการตรวจ และความถี่ในการตรวจ โดยทั่วไป แพทย์จะแนะนำให้ตรวจแปปสเมียร์เมื่ออายุ 21 ปี และตรวจซ้ำทุกๆ 2-3 ปี หากอายุมากกว่า 30 ปี แพทย์จะแนะนำให้ตรวจทุกๆ 3 ปี หรือทุกๆ 5 ปี ในกรณีที่ตรวจแปปสเมียร์ควบคู่ไปกับการตรวจหาเชื้อเอชพีวี

หากคุณมีปัจจัยเสี่ยง แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจบ่อยขึ้น โดยไม่คำนึงอายุ ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มีดังนี้

  • การวินิจฉัยโรคมะเร็งปาดมดลูก หรือ ผลการตรวจแปปสเมียร์ระบุว่ามีเซลล์ก่อมะเร็ง
  • ได้รับยาไดเอ็ททิลสติลเบสตรอล (diethylstilbestrol; DES) ระหว่างอยู่ในครรภ์
  • การติดเชื้อเอชไอวี
  • ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เนื่องจากการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ การรับเคมีบำบัด หรือ การใช้คอร์ติคอสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่อง

ควรปรึกษาแพทย์ถึงผลและความเสี่ยงของการตรวจแปปสเมียร์ และตัดสินใจถึงวิธีที่ดีสุดโดยคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงของคุณ

โดยทั่วไป องค์กรต่าง ๆ ตกลงให้มีการตรวจแปปสเมียร์ได้เมื่อคุณมีอายุ 21 ปี

สิ่งที่ควรรู้ก่อนตรวจ

สิ่งที่ควรรู้ก่อนการตรวจ แปปสเมียร์

ผลการตรวจประเภทนี้ไม่ใช่การตัดการมีอยู่ของเซลล์ที่ผิดปกติ (dysplasia) หรือมะเร็งปากมดลูก ออกไปโดยสิ้นเชิง การตรวจอาจเกิดความผิดพลาดในการหาเซลล์ที่ผิดปกติในขณะที่มีเซลล์ผิดปกติอยู่ การตรวจติดกัน 3 ครั้งจะช่วยลดโอกาสที่ผลการตรวจจะผิดพลาดได้ หรืออาจตรวจพบเซลล์ที่ผิดปกติ ทั้งที่จริงไม่มีเซลล์เหล่านั้นอยู่ (false-positive) ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการอ่านค่าของผลการตรวจที่ได้

ผู้หญิงที่มีผลการตรวจพบว่ามีเซลล์ผิดปกติ หรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 30 ปี อาจเข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งเป็นเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ เชื้อไวรัสเอชพีวีที่มีความเสี่ยงสูงบางชนิด ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก อาจต้องทำการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี ร่วมกับการตรวจแปบสเมียร์หรือไม่ก็ได้ ผลการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี สามารถช่วยให้แพทย์ตัดสินใจ ว่าต้องมีการตรวจหรือรักษาเพิ่มเติมหรือไม่

การตรวจแปปสเมียร์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้เพื่อตรวจวินิจฉัยเซลล์ที่ผิดปกติหรือมะเร็งปากมดลูกได้ อาจต้องมีการตรวจชนิดอื่นๆด้วย เช่น การตรวจปากมดลูก

การตรวจแปปสเมียร์ไม่ใช่การตรวจเพื่อหาการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ หรือมะเร็งชนิดอื่นนอกจากมะเร็งปากมดลูก หากสงสัยว่าติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ อาจมีการตรวจประเภทอื่นๆ เพื่อยืนยันข้อสงสัยร่วมด้วย

การตรวจช่องคลอดด้วยตนเอง (Vaginal self-exam /VSE) อาจช่วยให้คุณรู้จักร่างกายของตนเองมากขึ้น และอาจสามารถทำให้พบสิ่งผิดปกติหรืออาการต่างๆ ที่จำเป็นต้องเข้าพบคุณหมอ การตรวจช่องคลอดด้วยตนเองควรทำควบคู่กับการตรวจภายใน แต่ไม่สามารถทดแทนการตรวจภายในได้ และควรทำควบคู่ไปกับการตรวจแปปสเมียร์โดยแพทย์อีกด้วย

ขั้นตอนการตรวจ

การเตรียมตัวสำหรับการตรวจ แปปสเมียร์

เพื่อให้การตรวจมีประสิทธิภาพ ควรปฏิบัติตามวิธีต่อไปนี้ก่อนการตรวจ

  • งดการมีเพศสัมพันธ์ การสวนล้างช่องคลอด การใช้ยาสอด หรือการใช้ครีม เจล หรือโฟมฆ่าเชื้ออสุจิ ก่อนการตรวจ 2 วัน เนื่องจากยาเหล่านี้อาจล้างเซลล์ที่ผิดปกติออกไปได้
  • ไม่เข้ารับการตรวจในขณะมีประจำเดือน แม้การตรวจจะสามารถทำได้ แต่ควรหลีกเลี่ยง

ขั้นตอนการตรวจ แปปสเมียร์

การตรวจแปปสเมียร์เป็นการตรวจที่ไม่ซับซ้อนและเร็ว ผู้ทำการตรวจคือ แพทย์ พยาบาลหรือสูตินรีแพทย์

ในระหว่างการตรวจ แพทย์จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า สเปคคูลัม (speculum) สอดเข้าไปในช่องคลอด จากนั้นจะใช้ไม้พายขนาดเล็กหรือแปรงเล็กเก็บตัวอย่างเซลล์จากปากมดลูก จากนั้น นำตัวอย่างเซลล์ใส่บนสไลด์กระจกเพื่อส่งไปยังห้องตรวจ ผลการตรวจจะออกภายในหนึ่งสัปดาห์

หลังการตรวจแปปสเมียร์

การตรวจแปปสเมียร์อาจทำให้รู้สึกไม่สบาย แต่เป็นการตรวจที่ไม่เกิดความเจ็บ หากเกิดความรู้สึกเจ็บ ควรแจ้งแพทย์ พยาบาลหรือ สูตินรีแพทย์ทันที

ในบางครั้ง อาจมีการแจ้งจากห้องปฏิบัติการถึงความไม่สมบูรณ์ของตัวอย่างเซลล์ และอาจต้องเข้ารับการตรวจใหม่ นั่นไม่ได้หมายความว่า การตรวจที่ผ่านไปแสดงผลที่ผิดปกติ การนำตัวอย่างเซลล์อาจไม่เพียงพอ หรือเซลล์อาจถูกบังด้วยเลือดหรือเมือก

ผลการตรวจ

ผลที่ได้รับหมายความอย่างไร

ผลการตรวจจะออกภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ควรถามแพทย์ถึงเวลาการรับผลการตรวจ

ผลปกติ

เซลล์ตัวอย่างมีเพียงพอและไม่พบเซลล์ที่ผิดปกติ

ผลผิดปกติ

เซลล์ตัวอย่างไม่เพียงพอ หรือพบเซลล์ที่ผิดปกติ โดยส่วนใหญ่ เกิดปัญหาที่ปากมดลูก หากผลที่ออกมาไม่ชัดเจนหรือมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูกเพียงเล็กน้อย แพทย์อาจให้มีการตรวจซ้ำทันที และเข้ารับการตรวจภายใน 6 เดือน หรือ 1 ปี

เซลล์ที่ผิดปกติจะเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง การรักษาเซลล์เหล่านี้ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ หากผลการตรวจของคุณผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับผลที่ออกมา แพทย์จะเป็นผู้อธิบายและตอบคำถามของคุณ การรักษาเซลล์ที่ผิดปกติมักทำที่โรงพยาบาลในช่วงเวลาที่นัดหมาย

หากผลที่ออกมาพบว่ามีความผิดปกติมาก แพทย์จะแนะนำให้มีการตรวจอื่นๆ ผลการตรวจเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์หาวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

การตรวจแปปสเมียร์ไม่สมบูรณ์เสมอไป ผลเป็นบวกและลบที่ผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ และทำให้เกิดความกังวลและสับสน

  • ผลบวกผิดพลาด (False positive) ผลประเภทนี้เกิดขึ้นเมื่อแจ้งว่าพบเซลล์ที่ผิดปกติ แต่ในความจริงแล้ว ไม่มีเซลล์ที่ผิดปกติหรือเป็นเซลล์มะเร็ง หากแพทย์แจ้งว่า ผลเป็นบวกผิดพลาด นั่นหมายถึง ไม่มีปัญหาเกิดขึ้น
  • ผลลบผิดพลาด (False negative) เกิดขึ้นเมื่อมีการแจ้งว่าเซลล์ที่ตรวจปกติ แต่แท้จริงแล้วเกิดปัญหากับเซลล์ปากมดลูกที่เกิดความผิดพลาดจากการตรวจ และผลนี้ทำให้ทราบว่ามีเซลล์ผิดปกติและเข้ารับการรักษาช้าลง แต่การเข้ารับการตรวจสม่ำเสมอเพิ่มโอกาสในการตรวจพบเซลล์ที่ผิดปกติได้เร็วขึ้น มะเร็งปากมดลูกใช้เวลาหลายปีในการแพร่กระจาย หากเกิดความผิดพลาดในการตรวจเซลล์ในครั้งแรก อาจพบเซลล์ดังกล่าวในการตรวจครั้งต่อมาได้

ระยะการตรวจแปปสเมียร์ตามปกติอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับห้องปฏิบัติการและโรงพยาบาล ควรปรึกษาแพทย์หากมีคำถามเกี่ยวกับผลการตรวจ

หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับการตรวจแปปสเมียร์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

health-tool-icon

เครื่องคำนวณหา ค่าดัชนีมวลกาย (BMI)

ใช้เครื่องมือนี้เพื่อช่วยคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณ และดูว่าคุณมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีหรือไม่ เครื่องมือนี้ยังสามารถใช้เพื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายของลูกคุณได้อีกด้วย

เพศชาย

เพศหญิง

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Ferri, Fred. Ferri’s Netter Patient Advisor. Philadelphia, PA: Saunders / Elsevier, 2012. Ebook edition.

Kaposi’s sarcoma. https://www.nlm.nih.gov/medlineplus/kaposissarcoma.html. Accessed July 10, 2016.

Kaposi Sarcoma. http://www.cancer.org/cancer/kaposisarcoma/detailedguide/kaposi-sarcoma-what-is-kaposi-sarcoma. Accessed July 10, 2016.

Sarcoma – Kaposi – Coping with Treatment. http://www.cancer.net/cancer-types/sarcoma-kaposi/coping-with-treatment. Accessed July 10, 2016.

HIV, AIDS, and Kaposi’s Sarcoma. http://www.webmd.com/hiv-aids/guide/aids-hiv-opportunistic-infections-kaposis-sarcoma__?page=1. Accessed July 10, 2016.

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย ฤทธิศักดิ์ วงศ์วุฒิพงษ์ แก้ไขล่าสุด 11/05/2020
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
x