ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 16/12/2020 . 6 mins read
Share now

ข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นความผิดปกติที่มีการอักเสบเรื้อรัง ที่สามารถส่งผลมากกว่าเพียงข้อต่อ แต่สามารถสร้างความเสียหายแก่ระบบร่างกายได้มากมาย

คำจำกัดความ

ข้ออักเสบรูมาตอยด์ คืออะไร

ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) เป็นโรคเกี่ยวกับการอักเสบเรื้อรังที่สามารถส่งผลมากกว่าเพียงข้อต่อ ในผู้ป่วยบางราย ภาวะนี้สามารถสร้างความเสียหายแก่ระบบร่างกายได้มากมาย เช่น ผิวหนัง ดวงตา ปอด หัวใจ หลอดเลือด

ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) จัดเป็นโรคภูมิต้านเนื้อเยื่อของตนเอง หรือโรคภูมิต้านตนเอง หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง (autoimmune disorder) เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันต้านเนื่อเยื่อในร่างกายของคุณ เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ข้ออักเสบรูมาตอยด์แตกต่างจากความเสียหายที่เกิดจากการเสื่อมของข้อเสื่อม (osteoarthritis)

เนื่องจากข้ออักเสบรูมาตอยด์นั้นส่งผลต่อแนวเนื้อเยื่อข้อต่อ ทำให้เกิดอาการปวดบวม ที่ค่อยๆ ทำให้เกิดกระดูกผุ (bone erosion) และข้อต่อผิดรูป (joint deformity)

การอักเสบที่สัมพันธ์กับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ สามารถส่งผลเสียต่ออวัยวะอื่นๆ ได้ด้วย ในปัจจุบันมีการคิดค้นยาชนิดใหม่ๆ ที่ทำให้สามารถรักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ผลดีขึ้นมาก แต่ผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์ก็ยังเสี่ยงพิการได้

ข้ออักเสบรูมาตอยด์พบบ่อยแค่ไหน

ข้ออักเสบรูมาตอยด์พบได้ทั่วไป สามารถเกิดขึ้นได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่จัดการได้ด้วยการลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของข้ออักเสบรูมาตอยด์

อาการทั่วไปของข้ออักเสบรูมาตอยด์ ได้แก่

  • ข้อต่อกดเจ็บ อุ่น และบวม
  • ปวดแน่นที่ข้อต่อ ซึ่งมักมีอาการแย่ลงในตอนเช้า และหลังจากไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย
  • อ่อนเพลีย มีไข้ และน้ำหนัดลด

ข้ออักเสบรูมาตอยด์ในระยะเริ่มแรกมักส่งผลต่อข้อต่อขนาดเล็กกว่าก่อน โดยเฉพาะ ข้อต่อที่เชื่อมนิ้วมือกับมือและเชื่อมนิ้วเท้ากับเท้า จากนั้น อาการต่างๆ มักแพร่กระจายไปยังข้อมือ เข่า ข้อเท้า ศอก สะโพก และไหล่ ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ อาการต่างๆ เกิดขึ้นในข้อต่อเดียวกันที่ร่างกายทั้งสองด้าน

ประมาณร้อยละ 40 ของผู้ที่เป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ยังมีสัญญาณเตือนและอาการต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อต่อด้วย

ข้ออักเสบรูมาตอยด์สามารถส่งผลต่อโครงสร้างต่างๆ ที่ไม่ใช่ข้อต่อ ซึ่งได้แก่

  • ผิวหนัง
  • ดวงตา
  • ปอด
  • หัวใจ
  • ไต
  • ต่อมน้ำลาย
  • เนื้อเยื่อประสาท
  • ไขกระดูก
  • หลอดเลือด

สัญญาณเตือนและอาการต่างๆ ของข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจหลากหลายแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน และอาการมักเป็น ๆ หาย ๆ ระยะที่เกิดโรคกำเริบ (flare) จะเกิดขึ้นสลับกับระยะโรคทุเลา (remission) เมื่อเวลาผ่านไป ข้ออักเสบรูมาตอยด์สามารถทำให้ข้อต่อผิดรูปและเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมได้

สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น หากมีข้อสงสัยใด ๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด

หากคุณมีสัญญาณหรืออาการที่ระบุข้างต้น เช่น ไม่สบาย อาการบวมเรื้อรังที่ข้อต่อ โปรดปรึกษาแพทย์

ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของข้ออักเสบรูมาตอยด์

ข้ออักเสบรูมาตอยด์เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของคุณต้านไขข้อ (synovium) ซึ่งเป็นแนวเยื่อที่ล้อมรอบข้อต่อ การอักเสบที่เกิดขึ้นทำให้ไขข้อหนาขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดสามารถทำลายกระดูกอ่อน และกระดูกภายในข้อต่อได้ เมื่อเส้นเอ็นที่ยึดข้อต่อเข้าด้วยกันอ่อนแอลงและยืดตัวออก ข้อต่อจะค่อยๆ สูญเสียรูปร่างและการวางแนว

ปัจจจุบัน แพทย์ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของภาวะดังกล่าว แม้องค์ประกอบทางพันธุกรรมจะมีส่วนที่ทำให้เกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่ยีนก็ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคนี้ แต่อาจทำให้คุณความไวต่อปัจจัยต่างๆ ทางสิ่งแวดล้อมได้ เช่น การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบางชนิด ที่อาจกระตุ้นให้เกิดโรคนี้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของข้ออักเสบรูมาตอยด์

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการสำหรับข้ออักเสบรูมาตอยด์ เช่น

  • เพศ ผู้หญิงมีความเสี่ยงในการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มากกว่าผู้ชาย
  • อายุ ข้ออักเสบรูมาตอยด์สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ แต่มักพบในคนระหว่างช่วงอายุ 40 และ 60 ปี
  • ประวัติครอบครัว หากสมาชิกในครอบครัวเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ คุณอาจมีความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้มากขึ้น
  • การสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยเฉพาะ หากคุณมีความโน้มเอียทางพันธุกรรม (genetic predisposition) ของโรคนี้อยู่แล้ว อีกทั้งการสูบบุหรี่ยังทำให้โรครุนแรงขึ้นได้ด้วย
  • การสัมผัสสิ่งแวดล้อม แม้จะยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด แต่การสัมผัสสิ่งแวดล้อมบางประการ เช่น แร่ใยหิน (asbestos) หรือซิลิกา (silica) อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า ผู้ทำงานกู้ภัยที่ได้รับฝุ่นจากการถล่มของตึก World Trade Center มีความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิต้านตนเอง (autoimmune diseases) เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ มากขึ้น
  • ภาวะน้ำหนักเกิน (Overweight) หรือโรคอ้วน (obese) เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้เมื่อมีอายุ 55 ปีหรือต่ำกว่า

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยข้ออักเสบรูมาตอยด์

การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในระยะเริ่มแรกนั้นทำได้ยาก เนื่องจากสัญญาณเตือนและอาการเริ่มแรกคล้ายคลึงกับโรคอื่นๆ แต่แพทย์อาจตรวจวินิจฉัยได้ด้วยวิธีการเหล่านี้

  • การตรวจร่างกาย : ในระหว่างการตรวจร่างกาย แพทย์ที่ทำการรักษาจะตรวจข้อต่อเพื่อหาอาการบวม รอยแดง และความอุ่น แพทย์ยังอาจตรวจปฏิกิริยาตอบสนองฉับพลัน (reflexes) และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วย
  • การตรวจเลือด : ผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์มักมีอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดงใน 1 ชั่วโมง (erythrocyte sedimentation rate หรือ ESR หรือ sed rate) หรือซี-รีแอฟทีฟ โปรตีน (C-reactive protein หรือ CRP) เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจบ่งชี้ว่ามีอักเสบเกิดขึ้นในร่างกาย การตรวจเลือดอื่นๆ ที่พบได้ทั่วไปเป็นการตรวจหาปัจจัยเกี่ยวกับรูมาตอยด์ (rheumatoid factor) และแอนติบอดี anti-cyclic citrullinated peptide (anti-CCP)
  • การตรวจโดยใช้ภาพถ่ายอวัยวะ : แพทย์อาจแนะนำการตรวจเอกซเรย์เพื่อช่วยติดตามการแพร่กระจายของข้ออักเสบรูมาตอยด์ในข้อต่อเมื่อเวลาผ่านไป การตรวจ MRI และการตรวจอัลตราซาวด์สามารถช่วยให้แพทย์วินิจฉัยความรุนแรงของโรคในร่างกายได้

การรักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การค้นพบเมื่อไม่นานมานี้เผยว่า การรักษาแต่เนิ่นๆ โดยการใช้ยาที่มีฤทธิ์มากที่เรียกว่ายากลุ่ม disease-modifying antirheumatic drugs (DMARDs) อาจช่วยให้อาการต่างๆ ทุเลาลงได้มากขึ้น

ประเภทต่างๆ ของยาที่แพทย์แนะนำจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ และระยะเวลาที่เป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ ยาเหล่านั้น เช่น

  • ยากลุ่มต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) สามารถบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ ยา NSAIDs ที่วางจำหน่ายโดยทั่วไป ได้แก่ ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) และยานาพร็อกซินโซเดียม (naproxen sodium) (Aleve) ยากลุ่ม NSAIDs ที่มีฤทธิ์มากขึ้นจะต้องใช้ตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น
  • ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid medications) เช่น ยาเพรดนิโซน (prednisone) ช่วยลดการอักเสบ อาการปวด และชะลอความเสียหายของข้อต่อ ผลข้างเคียงอาจได้แก่ กระดูกบาง น้ำหนักมากขึ้น และเบาหวาน แพทย์มักสั่งยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ประเภทหนึ่งเพื่อบรรเทาอาการเฉียบพลัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค่อยๆ ลดการใช้ยาลง
  • ยากลุ่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Disease-modifying antirheumatic drugs หรือ DMARDs) ยาเหล่านี้สามารถชะลอการลุกลามของข้ออักเสบรูมาตอยด์และป้องกันข้อต่อและเนื้อเยื่ออื่นๆ จากความเสียหายถาวร ยากลุ่ม DMARDs ที่ใช้ทั่วไป ได้แก่ ยาเมโธเทร็กเซท (methotrexate) ยาเลฟลูโนไมด์ (leflunomide) ยาไฮดร็อกซีคลอโรควีน (hydroxychloroquine) และยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine)
  • ยากลุ่มชีววัตถุ (biological DMARDs) สิ่งที่ทำให้เกิดโรคทางชีววิทยา (Biologic agents) ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสารต่างๆ ซึ่งสามารถกระตุ้นการตอบสนองของร่างกายที่มีต่อการอักเสบ ติดเชื้อ และโรค (biologic response modifiers) ยากลุ่มชีววัตถุสามารถมุ่งเฉพาะที่ส่วนต่างๆ ของระบบภูมิคุ้มกันที่กระตุ้นการอักเสบจนทำให้เกิดความเสียหายที่ข้อต่อและเนื้อเยื่อ ยากลุ่ม Biologic DMARDs มักได้ผลในการรักษามากที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับยา nonbiologic DMARD ประเภทหนึ่ง เช่น ยาเมโธเทร็กเซท (methotrexate)

แพทย์ที่ทำการรักษาอาจส่งต่อคุณไปยังนักกายภาพบำบัดหรือนักกิจกรรมบำบัดที่สามารถสอนคุณเกี่ยวกับการออกกำลังกายเพื่อช่วยให้ข้อต่อยืดหยุ่น นักบำบัดยังอาจแนะนำวิธีการใหม่ในการประกอบกิจวัตรประจำวัน ซึ่งจะทำให้ข้อต่อทำงานได้ง่ายขึ้น หรือให้คุณใช้เครื่องมือที่ช่วยลดแรงตึงที่ข้อต่อที่มีอาการปวดเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น

หากการใช้ยาไม่สามารถป้องกันหรือชะลอความเสียหายที่เกิดขึ้นกับข้อต่อได้ คุณและแพทย์ที่ทำการรักษาอาจต้องพิจารณาการรักษาข้อต่อที่บาดเจ็บด้วยการผ่าตัด ซึ่งอาจช่วยให้คุณกลับมาใช้ข้อต่อได้อีก

นอกจากนี้ ยังสามารถลดอาการปวดและรักษาภาวะข้อต่อผิดรูปได้อีกด้วย การผ่าตัดข้ออักเสบรูมาตอยด์เกี่ยวข้องกับ หัตถการดังต่อไปนี้หนึ่งประการหรือมากกว่า

  • การผ่าตัดไขข้อ (Synovectomy) การผ่าตัดนำไขข้อที่อักเสบออกไป สามารถทำได้ที่เข่า ข้อศอก ข้อมือ นิ้วมือ และสะโพก
  • การรักษาเส้นเอ็น การอักเสบและข้อต่อบาดเจ็บอาจทำให้เส้นเอ็นโดยรอบข้อต่อหลวมหรือแตก ศัลยแพทย์อาจสามารถรักษาเส้นเอ็นโดยรอบข้อต่อได้
  • การผ่าตัดรวมข้อต่อ (Joint fusion) แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดรวมข้อต่อ เพื่อทำให้ข้อต่อมั่นคงหรือจัดแนวใหม่ และเพื่อรักษาข้อต่อเมื่อการเปลี่ยนข้อต่อไม่ได้ผล
  • การเปลี่ยนข้อต่อใหม่ทั้งหมด (Total joint replacement) ในระหว่างการเปลี่ยนข้อต่อใหม่ทั้งหมด ศัลยแพทย์จะนำส่วนของข้อต่อที่เสียหายออกไป แล้วใส่ข้อต่อเทียม (prosthesis) ที่ทำจากโลหะและพลาสติกแทน

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองที่ช่วยจัดการกับข้ออักเสบรูมาตอยด์

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยจัดการข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้

  • น้ำมันปลา การศึกษาวิจัยเบื้องต้นบางชิ้นพบว่า อาหารเสริมน้ำมันปลาอาจลดอาการปวดและอาการปวดแน่นจากข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ ผลข้างเคียง ได้แก่ คลื่นไส้ เรอ และมีรสชาติปลาในปาก น้ำมันปลาสามารถส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยาต่างๆ ได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
  • น้ำมันจากพืช เมล็ดอีฟนิ่งพริมโรส โบราจ และแบล็คเคอแรนท์ ประกอบด้วยกรดไขมันประเภทหนึ่งที่ช่วยเกี่ยวกับอาการปวดและอาการปวดแน่นในตอนเช้าจากข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ ผลข้างเคียง ได้แก่ คลื่นไส้ ท้องร่วง และมีแก๊สในกระเพาะอาหาร น้ำมันจากพืชบางประเภทสามารถทำให้ตับเสียหาย หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยาต่างๆ ได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
  • การฝึกไทชิหรือไทเก๊ก การรักษาด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายนี้ เป็นการออกกำลังกายและการยืดหยุ่นร่างกายแบบเบาๆ ร่วมกับการหายใจลึก คนจำนวนมากมีการฝึกไทชิเพื่อบรรเทาความเครียดในชีวิต ผลการศึกษาบางชิ้นพบว่า การฝึกไทชิอาจช่วยลดอาการปวดจากข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ การฝึกไทชิมีความปลอดภัย แต่ก็ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ และห้ามเคลื่อนไหวใดๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดได้

หากมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ผ้าพันแผลยืดหยุ่น และวิธีการใช้อย่างถูกต้องในการปฐมพยาบาล

ส่วนใหญ่แล้วคนจะรู้เพียงแค่ว่า ผ้าพันแผลยืดหยุ่น นั้น เอาไว้ใช้พันข้อมือ ข้อเท้าที่เกิดอาการเคล็ด หรือแพลง แต่มันยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่คุณอาจจะยังไม่รู้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

ภาวะเต้านมโตในผู้ชาย (Gynecomastia)

ภาวะเต้านมโตในผู้ชาย (Gynecomastia) เป็นภาวะที่ทำให้เนื้อเยื่อเต้านมของผู้ชายบวมขึ้น มันเกิดขึ้นจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนเพศชาย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

ป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล จะทำยังไงให้นอนหลับได้ดี

เมื่อ ป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่หลายคนไม่ชอบใจนัก เพราะนอกจากจะไม่เหมือนที่บ้านแล้ว บางครั้งยังอาจนอนหลับได้ไม่สนิทอีกด้วย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

ปวดน่อง หนักมาก จะรับมืออย่างไรได้บ้าง

อาการ ปวดน่อง เกิดจากการอักเสบที่บริเวณกล้ามเนื้อขาส่วนล่าง หรือบริเวณน่อง เนื่องจากการใช้กล้ามเนื้อในการทำกิจกรรมหนักต่าง ๆ เช่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai