น้ำขิง กับประโยชน์ในการเสริมภูมิป้องกันโควิด

    น้ำขิง กับประโยชน์ในการเสริมภูมิป้องกันโควิด    

    น้ำขิง เป็นเครื่องดื่มสุขภาพรสชาติเผ็ดร้อนที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เนื่องจากขิงเป็นสมุนไพรที่เชื่อกันว่าดีต่อระบบทางเดินหายใจ ช่วยลดการอักเสบภายในร่างกาย และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่แท้จริงแล้วน้ำขิงเสริมภูมิคุ้มกันโควิดได้หรือไม่ มีประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภคอย่างไรบ้าง

    ข้อมูลโภชนาการของน้ำขิง

    น้ำขิง 1 ถ้วย อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ดังต่อไปนี้

    • พลังงาน 6 แคลอรี่
    • โปรตีน น้อยกว่า 1 กรัม

  • ไขมัน น้อยกว่า 1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม
  • ไฟเบอร์ น้อยกว่า 1 กรัม
  • น้ำตาล น้อยกว่า 1 กรัม
  • สรรพคุณของน้ำขิง

    น้ำขิง เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาสูง เพราะขิงอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งสารที่ช่วยรักษาอาการอักเสบ และลดอาการคลื่นไส้และอาเจียน โดยสารเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและลำไส้ รวมทั้งช่วยในเรื่องของสมองและระบบประสาท น้ำขิงจึงคุณประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ดังต่อไปนี้

    • ขิงมีสารโคลีนอยู่มาก ซึ่งเป็นสารสำคัญในการช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกาย และทำให้กล้ามเนื้อทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การดื่มน้ำขิงจึงอาจมีส่วนช่วยเร่งการเผาผลาญในร่างกาย
    • สารประกอบในขิงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียน โดยมีงานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนสรรพคุณของขิง เช่น งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Integr Med Insights ปี พ.ศ. 2559 ยืนยันว่าขิงเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัย ที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในหญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยมะเร็งที่ทำเคมีบำบัด
    • ขิงอาจช่วยลดคอเลสเตอรอล ซึ่งมีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Phytomedicine : international journal of phytotherapy and phytopharmacology ปี พ.ศ. 2561 ทำการรวบรวมงานวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 12 รายการ รวมผู้เข้าทดลอง 586 คน พบว่า อาหารเสริมที่ทำจากขิงสามารถลดไตรกลีเซอไรด์ ไขมันเลว (LDL) และคอเลสเตอรอลโดยรวมได้ โดยแนะนำให้บริโภคขิงประมาณ 2 กรัม/วัน
    • ขิงมีสารตั้งต้นที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและช่วยต่อต้านแบคทีเรีย
    • ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะการดื่มน้ำขิงควบคู่กับการรับประทานยาลดน้ำตาลในเลือด
    • สารประกอบในขิงอาจช่วยลดการอักเสบภายในร่างกาย รวมถึงอาการแพ้เล็กน้อยและการอักเสบจากการออกกำลังกาย
    • แร่ธาตุและวิตามินในน้ำขิงโดยเฉพาะโปแทสเซียมมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจ
    • ในน้ำขิงมีส่วนประกอบของโฟเลตซึ่งเป็นวิตามินชนิดเดียวกับกรดโฟลิกช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ

    ด้วยประโยชน์และสรรพคุณทางยาของขิงต่อร่างกาย การดื่มน้ำขิงเป็นประจำจึงช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งให้ผลร่างกายแข็งแรง และอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคโควิด-19

    น้ำขิงกับประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19

    ขิงถูกนำมาใช้เป็นยาแผนโบราณใช้รักษาโรคนานนับพันปีมาแล้ว และมีหลักฐานที่ชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ ว่าขิงอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านการอักเสบและลดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจจึงอาจเป็นไปได้ว่าจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคโควิด-19 ได้

    งานวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Traditional Chinese Medical Sciences พ.ศ. 2563 ทำการทดลองประสิทธิภาพของขิงในการต้านไวรัสโควิด พบว่าสารประกอบในขิงสำแดงฤทฺธิ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อวงจรชีวิตของเชื้อไวรัสทั่วไป โดยฤทธิ์ของขิงอาจทำปฏิกิริยาต่อโปรตีนและเอนไซม์ของไวรัส นอกจากนี้ ขิงยังประกอบไปด้วยสารต้านไวรัส สารต้านการอักเสบ รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดื่มน้ำขิงเพื่อป้องกันโควิด-19 ไว้ว่า การบริโภคขิงนั้นให้ประโยชน์ดีต่อสุขภาพร่างกาย จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ว่าขิง น้ำขิง และอาหารเสริมจากขิง จะสามารถเพิ่มภูมิต้านทานในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิดได้

    อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพจากการใช้ขิงเพื่อรักษาโควิด-19 ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

    ผลข้างเคียงในการดื่มน้ำขิง

    ผลข้างเคียงในการดื่มน้ำขิงในปริมาณมากอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ในบางรายอาจเกิดอาการเสียดท้อง ปวดท้อง ท้องอืด ท้องร่วง ดังนั้น ควรดื่มน้ำขิงในปริมาณที่เหมาะสม โดยอาจใช้ผงขิงหรือเนื้อของรากขิงไม่เกินวันละ 1-2 กรัมผสมน้ำดื่ม สตรีมีครรภ์หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคนิ่วในถุงน้ำดี และผู้ป่วยโควิด-19 ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อรับคำแนะนำก่อนดื่มเครื่องดื่มน้ำขิง เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

    Duangkamon Junnet


    เขียนโดย ทีม Hello คุณหมอ · แก้ไขล่าสุด 13/12/2021

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา