home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

คางทูม (Mumps)

คำจำกัดความ|อาการ|สาเหตุ|ปัจจัยเสี่ยง|การวินิจฉัยและการรักษาโรค|การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง
คางทูม (Mumps)

โรค คางทูม (Mumps) เป็นภาวะที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ทำให้ต่อมน้ำลายที่อยู่ใกล้ ๆ ใบหูอักเสบ และอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น สูญเสียการได้ยิน ได้ด้วย

คำจำกัดความ

คางทูม คืออะไร

คางทูม (Mumps) เป็นโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส โรคนี้ติดต่อจากคนสู่คนผ่านสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย พบมากในเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโรคหัด โรคคางทูม และ โรคหัดเยอรมัน (Measles-mumps- rubella vaccine; MMR vaccine) เชื้อไวรัสสามารถส่งผลต่อวัยวะหลายส่วน แต่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ต่อมน้ำลาย คือทำให้ต่อมน้ำลายอักเสบ จนบริเวณกรามหรือคางบวมขึ้น จึงได้ชื่อว่า โรคคางทูม

คางทูมพบบ่อยเพียงใด

โรคคางทูมเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโรคหัด โรคคางทูม และ โรคหัดเยอรมัน แต่ก็สามารถพบในคนวัยอื่นได้เช่นกัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษาแพทย์

อาการ

อาการของคางทูม

อาการของโรคคางทูมมักปรากฏให้เห็นหลังติดเชื้อประมาณ 2-3 อาทิตย์ โดยอาการที่พบได้มากที่สุดของโรคคางทูมก็คือ ต่อมน้ำลายอักเสบ จนส่งผลให้บริเวณกรามหรือคางข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างบวมกว่าปกติ และผู้ป่วยมักมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย

ส่วนใหญ่แล้ว อาการของโรคคางทูมจะหายได้ภายใน 2 สัปดาห์ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่แสดงอาการใด ๆ เลย หรือมีอาการเบามาก เช่น มีอาการคล้ายไข้หวัด จนเข้าใจผิดว่าตัวเองป่วยเป็นโรคอื่น หรือไม่คิดว่าเป็นคางทูม จึงไม่ได้เข้ารับการตรวจรักษาที่ถูกต้อง

บางครั้ง โรคคางทูมอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนดังต่อไปนี้ได้ด้วย โดยเฉพาะในผู้ใหญ่

  • อัณฑะอักเสบในผู้ชายที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้ว และอาจส่งผลให้ลูกอัณฑะฝ่อได้ด้วย
  • รังไข่อักเสบ หรือเต้านมอักเสบ
  • ตับอ่อนอักเสบ
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ไข้สมองอักเสบ
  • หูอักเสบ จนส่งผลให้สูญเสียการได้ยิน

ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด

หากมีสัญญาณหรืออาการของโรคคางทูม หรือมีอาการดังต่อไปนี้ ควรไปพบคุณหมอทันที

และอย่าลืมแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทราบด้วยว่าอาจเป็นโรคคางทูม เพราะโรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ เจ้าหน้าที่จะได้เตรียมป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสได้อย่างเหมาะสมที่สุด

สาเหตุ

สาเหตุของ คางทูม

โรคคางทูมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสคางทูม ซึ่งเป็นไวรัสกลุ่มพารามิคโซไวรัส (Paramyxovirus) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสกลุ่มที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในเด็กซึ่งพบได้บ่อยที่สุด

ไวรัสนี้แพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านทางน้ำมูก หรือน้ำลาย เมื่อคุณได้รับเชื้อไวรัสคางทูมเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ และไม่มีภูมิคุ้มกันเชื้อนี้ เชื้อจะเดินทางไปที่ต่อมน้ำลายที่อยู่บริเวณหน้ากกหู (Parotid gland) และเริ่มเจริญเติบโตและแพร่กระจาย จนทำให้ต่อมน้ำลายอักเสบ

และไม่ใช่แค่ส่งผลต่อต่อมน้ำลายได้เท่านั้น เพราะไวรัสคางทูมสามารถเข้าไปในน้ำไขสันหลัง ซึ่งทำหน้าที่หล่อเลี้ยงและปกป้องสมองกับไขสันหลังของเรา ก่อนจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ตับอ่อน อัณฑะ รังไข่ และทำให้อวัยวะนั้น ๆ อักเสบได้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคคางทูม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคคางทูม

หากสงสัยว่าเป็นโรคคางทูม แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนเข้ารับการรักษา คุณหมอจะได้แนะนำวิธีป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นเมื่อคุณไปถึงสถานพยาบาล

คุณหมอจะซักประวัติ ตรวจร่างกายเบื้องต้น ถามอาการ และสอบถามว่าผู้ป่วยเคยได้รับวัคซีนโรคหัด โรคคางทูม และ โรคหัดเยอรมัน มาก่อนหรือไม่ และบางครั้ง คุณหมออาจต้องเก็บตัวอย่างน้ำลายและเลือดของผู้ป่วยไปตรวจด้วย

การรักษาโรคคางทูม

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคคางทูมโดยเฉพาะ โดยปกติแล้ว โรคคางทูมจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยคุณหมอจะแนะนำให้คุณบรรเทาอาการของโรคด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • พักผ่อนให้มาก ๆ
  • หากผู้ป่วยอายุมากกว่า 16 ปี ก็สามารถกินยาแก้ปวด เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) พาราเซตามอล (Paracetamol) ได้
  • ดื่มน้ำให้มาก ๆ และควรงดเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น น้ำผลไม้ เพราะอาจทำให้ต่อมน้ำลายยิ่งระคายเคือง
  • บรรเทาอาการปวดบวมของต่อมน้ำลายด้วยการประคบร้อนหรือประคบเย็น
  • กินอาหารที่เคี้ยวง่าย ๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำซุป

หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 7 วัน ควรพบคุณหมอทันที

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อจัดการกับคางทูม

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองต่อไปนี้ อาจช่วยป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคคางทูมได้

  • รับวัคซีนโรคหัด โรคคางทูม และ โรคหัดเยอรมัน (MMR)
  • หากเป็นโรคคางทูม ควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้านจนกว่าอาการจะดีขึ้น หรือหายดีแล้ว
  • ล้างมือเป็นประจำด้วยน้ำและสบู่ แต่หากไม่สะดวก ควรพกเจลล้างมือไว้เสมอ จะได้หยิบใช้ได้สะดวก
  • ไอจามใส่ทิชชู่ และทิ้งทิชชู่ลงในถังขยะทันที และหากทำได้ ควรใส่ทิชชู่ในถุงพลาสติกแล้วผูกปากถุงให้มิดชิดก่อนทิ้งลงถังขยะ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา
รูปของผู้เขียน
เขียนโดย เนตรนภา ปะวะคัง เมื่อ 12/01/2021
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
x