home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ไรฝุ่น ภัยร้ายตัวจิ๋ว ที่อาจนำไปสู่โรคหอบหืด

ไรฝุ่น ภัยร้ายตัวจิ๋ว ที่อาจนำไปสู่โรคหอบหืด

โดยปกติ ไรฝุ่น มักจะพบได้ในผ้าปูที่นอน และพรม เมื่อหายใจเอาไรฝุ่นเข้าไป มันอาจจะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ นอกจากนั้นยังอาจทำให้เกิดอาการคันที่บริเวณผิวหนังเนื่องจากเกิดอาการแพ้ นอกจากนั้น มันยังอาจนำไปสู่โรคภูมิแพ้ และ โรคหอบหืด ได้อีกด้วย ดังนั้น ทาง Hello คุณหมอจึงได้นำเรื่องนี้มาฝากกัน

ทำความรู้จักกับไรฝุ่น

มีหลายคนที่ไม่ยอมกำจัด “ไรฝุ่น” ซึ่งอาศัยอยู่ในของใช้ในบ้าน เช่น ผ้าปูที่นอน และพรม เพราะไม่ได้คิดว่ามันจะมีปฏิกิริยาอะไรที่ส่งผลต่อตัวเอง เมื่อโดนไรฝุ่นกัดจึงค่อยหันมาสนใจ ความจริงแล้วไรฝุ่นนั้นไม่สามารถกัดได้ แต่มันอาจทำให้เกิดผื่นคันที่ผิวหนังในผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ในความเป็นจริงแล้วอาการดังกล่าวพบได้น้อยว่าอาการทางระบบหายใจที่อาจเกิดขึ้นจากการสัมผัส รวมถึงอาการที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ หรืออาการของ โรคหอบหืด เช่น หายใจมีเสียงวี้ด และหายใจถี่

อาการที่เกิดขึ้นเมื่อสัมผัสกับไรฝุ่น

อาการที่เกิดขึ้นเมื่อสัมผัสกับ ไรฝุ่น อาจไม่รุนแรง อยู่ในระดับปานกลาง จนถึงขั้นน่ารำคาญ ซึ่งมันอาจรบกวนความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตและคุณภาพชีวิตของคุณเป็นอย่างมาก โดยทั่วไปยิ่งคุณสัมผัสกับไรฝุ่นมากเท่าไหร่ อาการของคุณก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น บางคนอาจมีอาการแพ้ที่รุนแรงมาก หรือเกิดอาการหืดได้ แม้จะสัมผัสเพียงเล็กน้อยก็ตาม

อาการแพ้อาจเกิดขึ้นทางจมูกหรือผิวหนัง ซึ่งคุณสามารถเกิดปฏิกิริยาเหล่านี่ได้ทั้งหมด หรือบางส่วนได้ทันทีที่สัมผัสกับไรฝุ่น และอาการที่เกิดขึ้นกับคุณจะคล้ายกันทุกครั้ง ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นเมื่อถูก “ไรฝุ่นกัด” ได้แก่

ผื่นที่เกิดขึ้นบนผิวหนังนั้นจะไม่มีอาการเจ็บหรือเลือดออก เว้นแต่ว่าคุณจะเกามันมากจนเกินไป ในขณะที่อาการของ โรคหอบหืด อาจเริ่มขึ้นในไม่ช้าหลังจากสัมผัสกับไรฝุ่น ซึ่งปปฏิกิริยาเล่านี้อาจเกิดเป็นระยะเวลานานกว่าอาการแพ้ อาการของหอบหืดอาจรวมถึงอาการต่อไปนี้

หากคุณเป็น โรคหอบหืด คุณจะมีอาการเหล่านี้ ซึ่งเป็นอาการที่ตอบสนองต่อไรฝุ่นโดยทั่วไป ซึ่งอาจทำให้ โรคหอบหืด ของคุณอาจแย่ลง หายใจมีเสียงวี้ดและไอเล็กน้อย หรือไรฝุ่นอาจเข้าไปทำให้หลอดลมหดเกร็ง ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ทางเดินหายใจแคบลงอย่างกะทันหัน พร้อมกับหายใจถี่และแน่นหน้าอก ซึ่งเป็นผลให้ โรคหอบหืด เกิดขึ้นตามมาได้เช่นกัน

สาเหตุที่ทำให้ต้องเจอกับไรฝุ่น

สำหรับไรฝุ่นที่พบมากที่สุด ได้แก่ Dermatophagoides Pteronyssinus และ Dermatophagoides Farinae ซึ่งมักจะอาศัยอยู่ในบ้านและเจริญเติบโตในที่ ๆ มีความชื้น มันสามารถแพร่กระจายได้ในสถานที่ต่าง ๆ เช่น บ้าน และโรงแรม เนื่องจากมันจะอาศัยอยู่ตามเส้นใยผ้าและอยู่รวมกับฝุ่น อาหารของไรฝุ่นคือ สะเก็ดผิวหนังของสัตว์ และผิวหนังที่ตายแล้วของมนุษย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันจะถูกสะสมอยู่ในที่นอน พรม และเฟอร์นิเจอร์ที่หุ้มด้วยหนัง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่ได้ทำความสะอาดอยู่เสมอ

อนุภาคเล็ก ๆ ของวัสดุเหลือใช้ และตัวไรฝุ่นที่ย่อยสลายแล้ว สามารถกลายเป็นละอองที่มีขนาดเล็กมาก และถูกสูดดมเข้าสู่ปอดได้ง่าย แต่เนื่องจากไรฝุ่นทิ้งสารก่อภูมิแพ้และสามารถเป็นตัวกระตุ้นการเกิดภูมิแพ้ จึงอาจเป็นปัญหาสำหรับบางคนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไรฝุ่น สามารถกระตุ้นการผลิต

  • ภูมิคุ้มกันโปรตีน (Immune proteins) ได้แก่ อิมมูโนโกลบูลิน อี (IgE) อินเตอร์เฟียรอน (Interferons) และ Interleukins
  • ภูมิคุ้มกันเซลล์ (Immune cells) ได้แก่ T-cells และ อีโอซิโนฟิล (Eosinophils)

ภูมิคุ้มกันเหล่านี้ส่งเสริมให้เกิดการอักเสบ ทำให้อาการที่เกิดขึ้นจากไรฝุ่นแย่ลง ในผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ หรือ โรคหอบหืด อยู่แล้ว หลายคนคิดว่า การสัมผัสกับไรฝุ่น เป็นสาเหตุของผิวหนังอักเสบ หรือการระคายเคืองของผิวหนัง ในขณะที่อาการของ “ไรฝุ่นกัด” มักจะพัฒนาจาการตอบสนองต่อการหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปเช่นกัน

การวิจัยจากแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้ชี้ให้เห็นว่า การได้รับไรฝุ่นตั้งแต่อายุยังน้อย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น โรคหอบหืด ในเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีความบกพร่องทางพันธุกรรมต่อภาวะนี้ ไรฝุ่นมีอยู่ทั่วไป ทำให้คุณต้องสัมผัสโดนในระดับหนึ่งอยู่แล้ว และแน่นอนว่าพวกมันไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตราเปล่าเหมือนตัวเรือด ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่ไรฝุ่นจะก่อให้เกิดอาการขึ้นกับคุณอาจจะเกิดขึ้นได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว

วิธีรักษาอาการที่เกิดขึ้นจากไรฝุ่น

การจัดการกับอาการแพ้ไรฝุ่น ก็คือ พยายามหลีกเลี่ยงพวกมันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ลดจำนวน และลดสิ่งสกปรกที่อยู่รอบตัวให้เหลือน้อยที่สุด สำหรับการรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากไรฝุ่น ภูมิแพ้จมูก หรือโรคหอบหืด จะเกี่ยวข้องกับการรับประทานยาที่ลดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาจรวมถึงยาที่ไม่ต้องสั่งโดยคุณหมอ เช่น ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) หรือฟลูติคาโซน (Fluticasone) ซึ่งมีอยู่ตามร้านขายยา แต่ทั้งนี้ ก่อนจะใช้ควรต้องไปปรึกษากับคุณหมอ เพื่อจะได้ใช้ยาได้อย่างเหมาะสม

ผลิตภัณฑ์เฉพาะที่ เช่น ไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) หรือ คาลาไมน์ โลชั่น (Calamine Lotion) สามารถบรรเทาอาการคันและผื่นแดงได้ แต่ไม่ได้ช่วยลดอาการตอบสนองต่อระบบการอักเสบที่ทำให้เกิดปฏิกิริยากับ ไรฝุ่น หากคุณสัมผัสไรฝุ่นบ่อย หรือเกือบตลอดเวลา คุณอาจจะไม่สามารถบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นด้วยครีม หรือโลชั่นเพียงอย่างเดียว

การรักษาทางการแพทย์

สำหรับการรักษาโรคภูมิแพ้ หรือ โรคหอบหืด คุณอาจจะต้องใช้ยาจำพวกเช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เป็นประจำ เพราะมันจะช่วยปรับเปลี่ยนปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของคุณต่อสารก่อภูมิแพ้ ยาเหล่านี้ทำงานโดยการลดปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันโดยทั่วไปของร่างกาย ไม่ใช่กับเฉพาะไรฝุ่นเท่านั้น

วิตามินดี และโปรไบโอติก สามารถช่วยรักษาระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และอาจช่วยลดผลกระทบจากการแพ้ไรฝุ่นได้เช่นกัน

ฉีดยารักษาภูมิแพ้ (Allergy shot)

ในการทดลองวิจัยพบว่า การให้ภูมิคุ้มกันบำบัด โดยการฉีดเข้าใต้ลิ้น หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ช่วยลดอาการแพ้ไรฝุ่นในเด็กและผู้ใหญ่ได้ ซึ่งการบำบัดด้วยภูมิคุ้มกัน มีเป้าหมายในการออกฤทธิ์มากกว่ายาทั่วไปที่ใช้ในการป้องกันอาการของโรคภูมิแพ้และ โรคหอบหืด เนื่องจากเป็นสื่อกลางในการตอบสนองของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้ที่เฉพาะเจาะจง เช่น ไรฝุ่น แทนที่จะลดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันโดยทั่วไป

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

What Are Dust Mite Bites?. https://www.verywellhealth.com/do-dust-mites-bite-201229. Accessed January 13, 2021

Dust Mite Allergy. https://www.aafa.org/dust-mite-allergy/. Accessed January 13, 2021

House dust mite (Dermatophagoides farinae and Dermatophagoides pteronyssinus) prevalence in the rooms and hallways of a tertiary care hospital. https://www.jacionline.org/article/S0091-6749(95)70121-4/fulltext. Accessed January 13, 2021

Marginalized mites: Neglected vectors of neglected diseases. https://journals.plos.org/plosntds/article?id=10.1371/journal.pntd.0008297. Accessed January 13, 2021

Dust Mites. https://www.lung.org/clean-air/at-home/indoor-air-pollutants/dust-mites. Accessed January 13, 2021

รูปของผู้เขียน
เขียนโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย เมื่อ 20/01/2021
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
x