ไข้ สาเหตุ อาการ การรักษา และวิธีป้องกัน

    ไข้ สาเหตุ อาการ การรักษา และวิธีป้องกัน

    ไข้ หมายถึง อาการที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าปกติ มักสูงกว่าหรือเท่ากับ 37.2 องศาเซลเซียส ซึ่งมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ส่วนใหญ่แล้วเมื่อรับประทานยาลดไข้อย่างพาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นอนพักผ่อน ดื่มน้ำมาก ๆ หรือเช็ดตัวมักทำให้ไข้ลดลงภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ไข้อาจเป็นอาการของโรคต่าง ๆ เช่น โรคโควิด-19 โรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้เลือดออก หากมีไข้สูง ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ผื่นขึ้นตามตัว เจ็บหน้าอก ควรรีบไปพบคุณหมอ เพื่อตรวจหาโรคหรือความผิดปกติที่เป็นสาเหตุของไข้ ซึ่งเมื่อรักษาหายแล้วก็จะทำให้ไข้หายตามไปด้วย

    คำจำกัดความ

    ไข้ คืออะไร

    ไข้ คือ ภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น เกิดจากการที่ร่างกายทำปฏิกิริยาต่อเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย

    วิธีวัดไข้และเกณฑ์การวัดไข้

    หากต้องการทราบว่ามีไข้หรือไม่ สามารถวัดอุณหภูมิด้วยปรอทหรืออุปกรณ์วัดไข้ได้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนี้

    • วัดไข้ทางรักแร้ ผู้ที่มีไข้คือ ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าหรือเท่ากับ 37.2 องศาเซลเซียส
    • วัดไข้ทางปาก ผู้ที่มีไข้คือ ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าหรือเท่ากับ 37.8 องศาเซลเซียส
    • วัดไข้ทางหู ผู้ที่มีไข้คือ ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าหรือเท่ากับ 38 องศาเซลเซียส
    • วัดไข้ทางทวารหนัก ผู้ที่มีไข้คือ ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าหรือเท่ากับ 38 องศาเซลเซียส

    อาการ

    อาการของ ไข้

    เมื่อเป็นไข้ อาการที่อาจพบได้ มีดังต่อไปนี้

    • เหงื่อออก
    • หนาว ตัวสั่น
    • ปวดหัว หรือเวียนหัว
    • ปวดกล้ามเนื้อ
    • เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
    • ไม่อยากอาหาร
    • ริมฝีปากแห้งเพราะร่างกายขาดน้ำ
    • อ่อนเพลีย

    ทั้งนี้ ผู้ที่มีไข้และควรเฝ้าระวังได้แก่ เด็กอายุระหว่าง 6 เดือน-5 ปี เนื่องจากมักมีความเสี่ยงเกิดอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure) โดยเด็กมักจะหมดสติ ตัวแข็ง ตาเหลือก ร้องไห้ และแขนขากระตุก ควรรีบพาไปพบคุณหมอด่วนที่สุด

    สาเหตุ

    สาเหตุของไข้

    ปกติแล้ว อุณหภูมิของร่างกายจะถูกควบคุมโดยสมองส่วนไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) เมื่อติดเชื้อหรือเจ็บป่วย สมองส่วนนี้จะทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเป็นการชั่วคราว เพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในร่างกาย

    ทั้งนี้ ไข้ยังเป็นหนึ่งในอาการของโรคหรือความเจ็บป่วย ดังนี้

    • ร่างกายติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียตามส่วนต่าง ๆ เช่น หู ปอด ลำคอ กระเพาะปัสสาวะ ไต
    • มีการอักเสบภายในร่างกาย เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
    • มีภาวะเพลียแดด
    • เป็นโรคมะเร็ง
    • มีความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ
    • เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคลูปัส

    นอกจากนี้ อุณหภูมิร่างกายยังสามารถสูงขึ้นแบบชั่วคราวได้ ในกรณีต่อไปนี้

    • ออกไปเผชิญแสงแดดนานเกินไป
    • ได้รับยาฆ่าเชื้อ หรือยาสำหรับรักษาภาวะความดันโลหิตสูงหรืออาการชัก

    เมื่อไรควรไปพบคุณหมอ

    เมื่อเป็นไข้ หากดูแลตนเองในเบื้องต้น เช่น เช็ดตัว รับประทานยาลดไข้ พักผ่อนให้พอ ดื่มน้ำมาก ๆ ไข้มักลดลงภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ในแต่ละช่วงวัยเมื่อเป็นไข้อาจมีอาการแตกต่างกันไป และควรพบคุณหมอเมื่อเป็นไข้ในกรณีต่อไปนี้

    ทารก

    • วัยแรกเกิด-3 เดือน เมื่อวัดไข้ทางช่องหูแล้วพบว่าอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าหรือเท่ากับ 38 องศาเซลเซียส
    • อายุระหว่าง 3-6 เดือน เมื่อวัดไข้ทางช่องหูแล้วพบว่าอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 38.9 องศาเซลเซียส หรือเมื่ออุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า 38.9 องศาเซลเซียส แต่มีอาการหงุดหงิดหรือไม่สบายตัวร่วมด้วย
    • อายุระหว่าง 7-24 เดือน เมื่อวัดไข้ทางช่องหูแล้วพบว่าอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 38.9 องศาเซลเซียสนานกว่า 1 วัน

    เด็ก

    • เมื่อมีไข้สูง หรือประมาณ 40 องศาเซลเซียส
    • เมื่อมีไข้ พร้อมกับมีอาการผิดปกติ เช่น ซึม สับสน อาเจียน ปวดหัว เจ็บคอ ชัก
    • เมื่อมีไข้เกินกว่า 3 วันติดต่อกัน

    ผู้ใหญ่

    • เมื่อมีไข้สูง หรือประมาณ 39.4 องศาเซลเซียส
    • เมื่อมีไข้ ร่วมกับมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น ปวดหัวอย่างรุนแรง ผื่นขึ้นตามตัว เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อาเจียนหลายครั้ง ปวดท้อง มีอาการชัก

    การวินิจฉัยและการรักษาโรค

    ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาคุณหมอทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

    การวินิจฉัยอาการ ไข้

    เมื่อไปที่สถานพยาบาล คุณหมอจะตรวจผู้ป่วยที่เป็นไข้ ด้วยวิธีการต่อไปนี้

    • วัดอุณหภูมิร่างกายด้วยปรอทหรืออุปกรณ์วัดไข้
    • สอบถามอาการของผู้ป่วย รวมทั้งประวัติสุขภาพ และประวัติการใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับอาการไข้ เช่น โรคหวัด โรคโควิด-19
    • ตรวจการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ด้วยการนำตัวอย่างของเหลวในจมูกหรือลำคอไปตรวจในห้องปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม หากไข้ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ คุณหมออาจตรวจเลือด ปัสสาวะ หรืออุจจาระของผู้ป่วย หรือเอ็กซ์เรย์ เพื่อหาสาเหตุของไข้

    การรักษาอาการ ไข้

    หากมีไข้ต่ำ คุณหมออาจไม่จ่ายยาใด ๆ ให้ แต่อาจแนะนำวิธีดูแลตนเองในเบื้องต้น เช่น เช็ดตัว ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม หากมีไข้สูง คุณหมอจะเลือกรักษาด้วยวิธีการต่อไปนี้

    • จ่ายยาลดไข้ให้ เช่น พาราเซตามอล ไอบูโพรเฟนโดยยาทั้ง 2 ชนิดจะออกฤทธิ์ภายใน 1-2 ชั่วโมง รับประทานทุก ๆ 4-6 ชั่วโมงหรือเมื่อมีอาการ อย่างไรก็ตาม การรับประทานยาลดไข้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ในระยะยาวอาจทำให้ไตเสียหายได้ จึงควรรับประทานยาตามคำแนะนำของคุณหมอ
    • รักษาอาการที่เป็นสาเหตุของไข้ เช่น หากไข้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย คุณหมอจะจ่ายยาต้านเชื้อแบคทีเรียให้ และเมื่อหายจากการติดเชื้อแล้ว อาการไข้จะหายไปด้วย
    • แนะนำให้คนไข้ดูแลตัวเอง ด้วยการดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และเช็ดตัวเพื่อให้ไข้ลด

    การปรับไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเอง

    ไข้ อาจป้องกันได้ ด้วยการดูแลตัวเองตามคำแนะนำต่อไปนี้

    • รับวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงเป็นโรคที่ทำให้เป็นไข้ เช่น โรคโควิด-19 โรคไข้หวัดใหญ่
    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา จมูก หรือปาก เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกาย และทำให้เกิดการติดเชื้อ
    • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำจากแก้วหรือขวดเดียวกับผู้อื่น รวมถึงการใช้ช้อนส้อมร่วมกับผู้อื่น
    • ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หลังใช้ห้องน้ำ หรือหลังจากเล่นกับสัตว์เลี้ยง
    • ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ พักผ่อนหรือนอนให้พอวันละ 7-9 ชั่วโมง ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ออกกำลังกายเป็นประจำ

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    แหล่งที่มา

    Fever. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/fever/symptoms-causes/syc-20352759. Accessed September 26, 2022

    Fever. https://www.webmd.com/first-aid/fevers-causes-symptoms-treatments. Accessed September 26, 2022

    Heat Exhaustion. https://www.webmd.com/fitness-exercise/heat-exhaustion. Accessed September 26, 2022

    Fever. https://www.betterhealth.vic.gov.au/health/conditionsandtreatments/fever. Accessed September 26, 2022

    Show Me the Science – Why Wash Your Hands?. https://www.cdc.gov/handwashing/why-handwashing.html. Accessed September 26, 2022

    รูปของผู้เขียนbadge
    เขียนโดย ธนชาติ จึงแย้มปิ่น แก้ไขล่าสุด 06/10/2022
    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย Duangkamon Junnet