เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ไม่อดอาหาร ใช้ในกรณีไหน ต้องเตรียมตัวยังไง

    เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ไม่อดอาหาร ใช้ในกรณีไหน ต้องเตรียมตัวยังไง

    การ เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ไม่อดอาหาร เป็นวิธีตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดที่นิยมใช้ โดยทั่วไปจะมี 2 ประเภท คือ การตรวจฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (Hemoglobin A1C หรือ HbA1C) และการเจาะน้ำตาลแบบสุ่ม มักใช้เพื่อคัดกรองและวินิจฉัยโรคเบาหวานในกรณีที่เสี่ยงเกิดโรคเบาหวาน และใช้สำหรับการประเมินความสามารถในการควบคุมโรคเบาหวานของผู้ป่วย โดยผู้ที่จะเข้ารับการตรวจน้ำตาลด้วยวิธีทั้ง 2 วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องอดอาหารมาล่วงหน้า

    การ เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ไม่อดอาหาร ใช้ในกรณีใดบ้าง

    สาเหตุหลักที่อาจทำให้ต้องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยการเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ไม่อดอาหาร อาจมีดังนี้

    • เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน คุณหมออาจสั่งตรวจน้ำตาลในเลือดหากมีอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เช่น ปวดศีรษะ สายตาพร่ามัว อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย กระหายน้ำบ่อย และอาการภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น เวียนศีรษะ หน้ามืด หนาวสั่น ตัวสั่น เหงื่อออกมาก ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าเป็นโรคเบาหวานหรือภาวะทางสุขภาพอื่น ๆ

  • ใช้ยาที่อาจกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือด เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) จึงจำเป็นต้องหมั่นตรวจเลือดเพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพ เช่น การตรวจสารเคมีในเลือด (Basic metabolic panel หรือ BMP) การตรวจสมดุลของของเหลวและการทำงานของไตและตับ (comprehensive metabolic panel หรือ CMP) ที่ประกอบไปด้วยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
  • โดยทั่วไปแล้วการตรวจน้ำตาลในเลือดจะใช้ในการคัดกรองโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นภาวะสุขภาพที่พบได้บ่อย คุณหมออาจแนะนำให้ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ไม่อดอาหาร เพื่อคัดกรองความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานเป็นประจำ

    เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ไม่อดอาหาร มีแบบไหนบ้าง

    การเจาะน้ำตาลปลายนิ้วแบบไม่ต้องอดอาหาร (Non fasting blood tests) แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้

    1. การเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ไม่อดอาหาร แบบ HbA1c

    การตรวจฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี หรือการตรวจวัดระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (Hemoglobin A1C หรือ HbA1c) เป็นการตรวจวัดระดับโปรตีนของฮีโมโกลบินในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่จับตัวกับน้ำตาลกลูโคส (Glycated hemoglobin) ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งฮีโมโกลบินเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่นำออกซิเจนจากปอดไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

    การตรวจฮีโมโกลบิน เอ วัน ซีทำได้ด้วยการใช้เข็มขนาดเล็กเจาะบริเวณแขนหรือปลายนิ้วมือเพื่อนำเลือดปริมาณเล็กน้อยไปตรวจ นิยมใช้เป็นวิธีหลักในการประเมินความสามารถในการควบคุมโรคเบาหวาน เนื่องจากให้ผลลัพธ์ชัดเจนกว่าวิธีอื่น จึงช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาและดูแลตัวเองได้เหมาะสมกับภาวะสุขภาพของผู้ป่วยมากที่สุด และช่วยป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น โรคเบาหวานขึ้นตา โรคไต โรคหัวใจ

    นอกจากนี้ การตรวจฮีโมโกลบิน เอ วัน ซียังสามารถใช้ในการคัดกรองและวินิจฉัยโรคเบาหวานได้อย่างแม่นยำ ผู้ที่เข้ารับการตรวจฮีโมโกลบิน เอ วัน ซีสามารถทราบผลได้ภายในวันที่ตรวจ โดยทั่วไปจะตรวจปีละ 1-2 ครั้ง แต่หากค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดสูงเกินเกณฑ์ที่กำหนด หรือจำเป็นต้องได้รับการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ก็อาจต้องเข้ารับการตรวจฮีโมโกลบิน เอ วันทุก ๆ 3-6 เดือน

    ค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม หรือค่าฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี มีดังต่อไปนี้

    • ต่ำกว่า 5.7% หมายถึง ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ
    • 7-6.4% หรือมีระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมระหว่าง 42-48 มิลลิโมล/โมล หมายถึง มีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabetes)
    • 5% ขึ้นไป หรือมีระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม 48 มิลลิโมล/โมล ขึ้นไป หมายถึง เป็นโรคเบาหวาน

    2. การ เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ไม่อดอาหาร แบบ Random blood glucose test

    การเจาะน้ำตาลแบบสุ่ม (Random blood glucose test) เป็นการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยการสุ่มเวลาในการเจาะน้ำตาลปลายนิ้วหรือเจาะเส้นเลือดที่แขนโดยไม่ต้องอดอาหารล่วงหน้า คุณหมอมักใช้วิธีนี้ในการวินิจฉัยโรคเบาหวานสำหรับผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน หากตรวจพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือตั้งแต่ 11.1 มิลลิโมล/ลิตรขึ้นไป หมายถึง ผู้ทดสอบเป็นโรคเบาหวาน

    หากคุณหมอสงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อาจให้เข้ารับการทดสอบเลือดเพิ่มเติมเพื่อหาออโตแอนติบอดี (Autoantibodies) หรือสารภูมิคุ้มกันที่ทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อหรืออวัยวะในร่างกาย และอาจให้เข้ารับการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารคีโตน (Ketone) ซึ่งเกิดจากร่างกายเผาผลาญไขมันเป็นน้ำตาลเพื่อใช้เป็นพลังงาน เนื่องจากการทำงานของอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตผิดปกติ

    โดยทั่วไป อาหารหรือเครื่องดื่มที่บริโภคเข้าไปจะไม่กระทบต่อผลลัพธ์ของการเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ไม่อดอาหาร จึงทำให้ผู้ที่จะเข้าทดสอบรับการตรวจน้ำตาลในเลือดวิธีนี้ ไม่จำเป็นต้องงดอาหารหรือเครื่องดื่มใด ๆ ก่อนเข้ารับการทดสอบ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะเข้ารับการเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ไม่อดอาหาร ควรเตรียมตัวในเบื้องต้นด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงก่อนถึงเวลานัดตรวจวัดระดับน้ำตาล และสามารถรับประทานยารักษาโรคประจำตัวได้ตามปกติ ทั้งนี้ควรพกบัตรประชาชนและบัตรนัดไปโรงพยาบาลด้วยเพื่อใช้ยืนยันตัวตน

    ระดับน้ำตาลในเลือด แค่ไหนเสี่ยงเบาหวาน

    เกณฑ์ระดับน้ำตาลในเลือด อาจมีดังนี้

    • ระดับน้ำตาลในเลือด 70-100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่าอยู่ในระดับปกติ
    • ระดับน้ำตาลในเลือด 100-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่ามีภาวะก่อนเบาหวาน
    • ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่าเป็นโรคเบาหวาน

    ระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

    ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1

    • ควรมีระดับน้ำตาลในเลือดก่อนรับประทานอาหารอยู่ที่ 90-130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • ควรมีระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร (1-2 ชั่วโมง) น้อยกว่า 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • ควรมีระดับน้ำตาลในเลือดก่อนนอนอยู่ที่ 90-150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

    ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2

    • ควรมีระดับน้ำตาลในเลือดก่อนรับประทานอาหารอยู่ที่ 70-130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • ควรมีระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร (1-2 ชั่วโมง) น้อยกว่า 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • ควรมีระดับน้ำตาลในเลือดก่อนนอนอยู่ที่ 90-150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

    เนตรนภา ปะวะคัง


    เขียนโดย ศุภานิช สุริโย · แก้ไขล่าสุด 29/12/2022

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา