โรคเบาหวาน เกิดจากฮอร์โมนชนิดใดทำงานผิดปกติและการควบคุมอาการ

    โรคเบาหวาน เกิดจากฮอร์โมนชนิดใดทำงานผิดปกติและการควบคุมอาการ

    โรคเบาหวาน เกิดจากฮอร์โมนชนิดใดทำงานผิดปกติ อาจเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย เพื่อต้องการทราบถึงสาเหตุให้แน่ชัดและรับการรักษาได้อย่างตรงจุด ซึ่งโรคเบาหวานนี้เป็นโรคเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่า 126-200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร อีกทั้งไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่มีวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ต้อกระจก ต้อหิน ตาบอด ปลายประสาทอักเสบและภาวะเลือดเป็นกรด

    โรคเบาหวาน เกิดจากฮอร์โมนชนิดใดทำงานผิดปกติ

    โรคเบาหวาน ไม่ได้เกิดจากฮอร์โมนทำงานผิดปกติ แต่เกิดจากการที่ร่างกายมีระดับฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ที่มีสาเหตุหลักมาจากตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินทำงานผิดปกติ จึงส่งผลให้ร่างกายมีอินซูลินไม่เพียงพอนำไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือหากร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินเพื่อเผาผลาญน้ำตาลในเลือดได้เพียงพอ จนส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจนเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2

    อาการของโรคเบาหวาน

    อาการของโรคเบาหวาน มีดังนี้

    • หิวบ่อยและรู้สึกเหนื่อยล้า หากร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานได้อย่างเพียงพอ อาจส่งผลให้มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า และรู้สึกอยากอาหารมากกว่าปกติ
    • กระหายน้ำมากและปัสสาวะบ่อย คนทั่วไปมักปัสสาวะ 4-7 ครั้ง ใน 24 ชั่วโมง แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน อาจส่งผลไตทำงานหนักเพื่อช่วยขับน้ำตาลส่วนเกินออกในรูปแบบปัสสาวะ จึงทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น อีกทั้งการปัสสาวะบ่อยยังทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ทำให้รู้สึกกระหายน้ำมากและดื่มน้ำบ่อยขึ้น จึงอาจปัสสาวะบ่อยได้เช่นกัน
    • ปากแห้งและผิวแห้ง อาจเกิดจากร่างกายขาดน้ำเนื่องจากปัสสาวะบ่อยเกินไปและดื่มน้ำไม่เพียงพอ จนผิวขาดความชุ่มชื้น นำไปสู่อาการคันผิว ผิวแห้งและปากแห้ง
    • แขน ขาและเท้าชา เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงที่ควบคุมยาก จึงอาจทำให้หลอดเลือดและเส้นประสาทเสียหายที่ส่งผลให้เกิดอาการชาหรือเสียวซ่าบริเวณแขน ขา และเท้า
    • น้ำหนักลดลง ปกติแล้วอินซูลินจะทำหน้าที่ดึงน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานได้อาจทำให้ร่างกายจำเป็นต้องเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทน ที่ส่งผลให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังอาจทำให้รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน ที่เป็นสัญญาณเตือนของภาวะเลือดเป็นกรด จากการที่ร่างกายผลิตคีโตน (Ketones) ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งออกฤทธิ์เป็นกรดเข้าสู่ในกระแสเลือดมากเกินไป และอาจอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
    • ปัญหาด้านการมองเห็น หากผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดีและปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลให้เส้นประสาทของจอประสาทตาเสียหาย ทำให้มองเห็นเป็นภาพเบลอ ภาพซ้อน และเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคต้อกระจก ต้อหิน และตาบอดได้
    • แผลหายช้า ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนเลือด และทำให้เส้นประสาทเสียหาย จึงรบกวนต่อกระบวนการสมานแผลส่งผลให้แผลหายช้า

    การควบคุมอาการของโรคเบาหวาน

    การควบคุมอาการของโรคเบาหวาน อาจทำได้ดังนี้

    • การฉีดอินซูลิน เพื่อเพิ่มปริมาณของอินซูลินที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ โดยควรผ่านการอนุญาตจากคุณหมอเพื่อพิจารณาอาการและภาวะสุขภาพ เนื่องจากอินซูลินมีการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น อินซูลินชนิดออกฤทธิ์เร็ว อินซูลินชนิดออกฤทธิ์เร็วและสั้น อินซูลินชนิดออกฤทธิ์ปานกลาง อินซูลินชนิดออกฤทธิ์นาน
    • ยารักษาโรคเบาหวาน เช่น เมตฟอร์มิน (Metformin) ไกลเบนคลาไมด์ (Glibencamide) ไกลคาไซด์ (Gliclazide) ไกลพิไซด์ (Glipizide) ยาในกลุ่มเอสจีแอลทีทู อินฮิบิเตอร์ (SGLT2 Inhibitor) หรือยาในกลุ่มดีพีพีโฟร์ อินฮิบิเตอร์ (DPP-4 Inhibitor) ใช้เพื่อเพิ่มความไวต่ออินซูลิน กระตุ้นให้ร่างกายผลิตอินซูลิน เพื่อลดน้ำตาลในเลือด และช่วยป้องกันไม่ให้อาการของโรคเบาหวานที่เป็นอยู่แย่ลง
    • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควรเน้นการรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ มีไขมันดีและมีใยอาหารสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า อัลมอนด์ อะโวคาโด บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ ผักคะน้า กะหล่ำ ผักกาดขาว น้ำมันมะกอก เพื่อช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและไขมันจากอาหาร ที่อาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี อีกทั้งยังทำให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ลดพฤติกรรมการรับประทานอาหารมาก และอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
    • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและแป้งสูง เช่น อาหารทอด อาหารแปรรูป ขนมหวาน ข้าวขาว ขนมปังขาว มันฝรั่ง เผือก ข้าวโพด น้ำอัดลม น้ำผลไม้และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงที่อาจส่งผลให้อาการเบาหวานแย่ลง
    • ออกกำลังกาย เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน วิ่งบนลู่วิ่ง อย่างน้อย 30 นาที เป็นเวลา 5 วัน/สัปดาห์ หรือ 150 นาที/สัปดาห์ หรือแม้แต่การทำงานบ้านหรือพาสัตว์เลี้ยงออกไปเดินเล่น ที่อาจช่วยกระตุ้นการผลิตอินซูลิน นำไปสู่การเผาผลาญน้ำตาลในเลือดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
    • หยุดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ร่างกายดื้ออินซูลินที่อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและอาการเบาหวานแย่ลง อีกทั้งยังเสี่ยงเป็นโรคร้ายแรงอื่น ๆ เช่น โรคมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง
    • ตรวจน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำโดยสามารถตรวจได้ด้วยตัวเองที่บ้านและควรจดบันทึกค่าน้ำตาลในเลือด ช่วงเวลาที่ตรวจแต่ละครั้ง เพื่อแจ้งให้คุณหมอทราบเมื่อถึงนัดหมายตรวจสุขภาพครั้งถัดไป เพราะการตรวจน้ำตาลในเลือดอาจทำให้ทราบถึงผลของแผนการรักษา ยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวาน ยาลดน้ำตาลในเลือดว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

    พลอย วงษ์วิไล


    เขียนโดย ปัญญพัฒน์ เอี่ยมสิน · แก้ไขล่าสุด 3 สัปดาห์ก่อน

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา