โรคเอดส์ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) เรียกอีกอย่างว่า ระยะเอดส์ ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี เชื้อสร้างความเสียหายให้ระบบภูมิคุ้มกัน จนขัดขวางกระบวนการในการต่อสู้กับการติดเชื้อไวรัสและเชื้อโรคอื่น ๆ ทั้งยังอาจแพร่กระจายโดยการสัมผัสกับเลือดที่ติดเชื้อ จากแม่สู่ลูกในระหว่างตั้งครรภ์ การคลอดบุตร หรือให้นมบุตร การติดเชื้อเอชไอวีอาจใช้เวลาหลายปีกว่าที่เชื้อจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงและเข้าสู่ระยะโรคเอดส์ แม้จะยังไม่มียารักษาการติดเชื้อเอชไอวี แต่การรับประทานยาตามคำแนะนำของคุณหมอก็สามารถช่วยชะลอการเข้าสู่ระยะโรคเอดส์ และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะเอดส์ได้
โรคเอดส์ หรือที่เรียกว่า ระยะเอดส์ คือ คือกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการติดไวรัสเอชไอวี จัดเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ เซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรคเอดส์จะถูกทำลายและลดจำนวนลง ทำให้ติดเชื้ออื่น ๆ และเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายขึ้น โดยเชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ การได้รับเลือดผู้ติดเชื้อเข้าสู่ร่างกาย การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ทารกในครรภ์ได้รับเชื้อจากมารดาตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี ทารกได้รับเชื้อเพราะกินนมแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวี เป็นต้น
โรคเอดส์สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงอาจเป็นกลุ่มพนักงานบริการทางเพศ กลุ่มชายรักชาย และผู้ที่ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด โดยปัจจุบันในประเทศไทย มีผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังคงมีชีวิตอยู่ประมาณ 500,000 คน โดยเป็นผู้ที่ได้รับยาต้านไวรัส 394,598 คน ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,600 คน และผู้เสียชีวิตจากเอชไอประมาณวี 12,000 คน
อาการที่พบได้บ่อยของการติดเชื้อเอชไอวี มีดังนี้
- มีไข้
- ปวดศีรษะ
- ไอ เจ็บคอ
- หนาวสั่น
- มีเหงื่อออกช่วงเวลากลางคืน
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้าง่าย
- ผื่นขึ้นตามลำตัว
- ต่อมน้ำเหลืองบวม
- มีแผลในปาก
- ท้องเสีย
แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณว่าการติดเชื้อเอชไอวีพัฒนาเป็นการติดเชื้อในระยะสุดท้าย หรือที่เรียกว่า โรคเอดส์
- มีไข้ซ้ำ ๆ
- หนาวสั่น เหงื่อออก
- ต่อมน้ำเหลืองบวม
- น้ำหนักลดลงอย่างไร้สาเหตุ
- ท้องเสียเรื้อรัง
- เหนื่อยล้าง่าย
- มีจุดสีขาวในลิ้นและในช่องปาก
- ผื่นขึ้นบนผิวหนัง
สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคเอดส์มาจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวีผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งในช่องคลอดและทวารหนักระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ การรับเลือดของผู้ติดเชื้อผ่านการให้เลือด อีกทั้งมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวีก็อาจสามารถแพร่เชื้อไวรัสสู่ทารกได้ เชื้อไวรัสเอชไอวีอาจทำลายเซลล์ CD4 ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ร่างกายของต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย โดยปกติ ร่างกายจะมีเซลล์ CD4 ในเลือดประมาณ 500-1,400 เซลล์/ลบ.มม. แต่หากมีเซลล์ CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ ก็อาจส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือไม่มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อเอชไอวี หรือที่เรียกว่า ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสเอชไอวีไม่สามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสเมื่อกอด หอม จูบ หรือจับมือกับผู้ติดเชื้อ บางคนอาจมีอาการที่เป็นสัญญาณว่าติดเชื้อเอชไอวี หรืออาจไม่แสดงอาการใด ๆ และอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าการติดเชื้อจะเข้าสู่ระยะโรคเอดส์ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลให้ติดเชื้อเอชไอวีนำไปสู่ระยะโรคเอดส์ มีดังนี้
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันด้วยการสวมถุงยางอนามัย
- มีคู่นอนหลายคน
- เป็นโรคติดต่อเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองในเทียม เริม ภาวะช่องคลอดอักเสบ ซึ่งอาจก่อให้เกิดแผลเปิดที่ทำให้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ง่ายขึ้น
- ฉีดยาหรือใช้เข็มเจาะเลือดร่วมกับผู้อื่น
- ได้รับเลือดผ่านการให้เลือด
- เป็นทารกที่เกิดจากคุณแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือทารกที่กินนมแม่ที่ติดเชื้อ
ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาคุณหมอทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
การวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์ คุณหมออาจทำการทดสอบด้วยวิธีทางการแพทย์ ดังนี้
- ทดสอบแอนติเจนและแอนติบอดี คุณหมออาจเก็บตัวอย่างเลือดจากหลอดเลือดดำไปทดสอบหาเชื้อเอชไอวี ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 3-12 สัปดาห์
- ทดสอบกรดนิวคลีอิก (Nucleic acid tests) เป็นการเก็บตัวอย่างเลือดไปตรวจหาปริมาณของเชื้อไวรัสเอชไอวี
- ทดสอบหาภาวะแทรกซ้อน คุณหมออาจทดสอบหาภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ของโรคเอดส์ร่วมด้วย เช่น วัณโรค ไวรัสตับอักเสบบี ภาวะตับไตล้มเหลว การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ มะเร็งปากมดลูก การติดเชื้อไซโตเมกะโลไวรัส (Cytomegalovirus) การติดเชื้อทอกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เพื่อทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที
- ทดสอบระยะของเชื้อเอชไอวี เป็นการทดสอบหาระยะการติดเชื้อเอชไอวี เพื่อหาวิธีรักษาให้เหมาะสมกับระยะที่ผู้ป่วยเป็น
- หาปริมาณไวรัส ด้วยการตรวจตัวอย่างเลือด วิธีนี้อาจเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เริ่มรักษาการติดเชื้อเอชไอวีแล้ว
- ตรวจการดื้อยา เอชไอวีบางสายพันธุ์ดื้อต่อยาต้านเชื้อ การทดสอบนี้จะช่วยให้คุณหมอทราบว่าไวรัสเอชไอวีที่อยู่ในร่างกายผู้ป่วยดื้อยาหรือไม่
- ตรวจจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว หากมีเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ในเลือดต่ำกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. อาจเป็นไปได้ว่าจะเข้าสู่ระยะโรคเอดส์
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาการติดเชื้อเอชไอวี และโรคเอดส์ให้หายขาด แต่วิธีต่อไปนี้อาจช่วยควบคุมไม่ให้อาการแย่ลงและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจยิ่งทำลายสุขภาพได้
- ยาต้านไวรัสเอชไอวี องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะวัยเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร เป็นต้น ควรได้รับยาต้านไวรัสตลอดชีวิต แต่จะได้รับยาชนิดใดนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคุณหมอ
กลุ่มยาเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ (NNRTIs) เช่น เอฟฟาไวเร็นซ์ (Efavirenz) ริวพิไวรีน (Rilpivirine) โดราไวรีน (Doravirine) กลุ่มยาเอ็นเอาร์ทีแอลเอส (NRTIs) เช่น อบาคาเวียร์ (Abacavir) ทีโนโฟเวียร์ (Tenofovir) เอ็มตริไซตาบีน (Emtricitabine) ลามิวูดีน (Lamivudine) ไซโดวูดีน (Zidovudine) สารยับยั้งโปรตีเอสเอชไอวี เช่น อะทาซานาเวียร์ (Atazanavir) ดารูนาเวียร์ (Darunavir) สารอินทีเกรส (Integrase) เช่น เอ็มตริไซตาบีน (Emtricitabine) ทีโนโฟเวียร์ (Tenofovir) สารยับยั้งป้องกันเชื้อไวรัสเข้ามาในเซลล์เม็ดเลือดขาว เช่น มาราวิร๊อค (Maraviroc) เอ็นฟูเวอร์ไทด์ (Enfuvirtide) การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเอง
การปรับไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคเอดส์
วิธีต่อไปนี้ อาจช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีที่นำไปสู่โรคเอดส์ได้
- สวมถุงยางอนามัย หรือใช้แผ่นยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- รับประทานอาหาร หรืออาหารเสริมที่มีวิตามินและแร่ธาตุ เช่น โพรไบโอติก วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินซี เหล็ก สังกะสี
- ตรวจร่างกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในทารก
- ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
- ใช้ยาต้านไวรัสตามที่คุณหมอกำหนด เช่น ยาเพร็พ (PrEP) หากกังวลว่าอาจติดเชื้อไวรัสเอชไอวี