backup og meta

แบ่งปัน

หรือ คัดลอกลิงก์

การผลัดเซลล์ผิว คืออะไร ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนผลัดเซลล์ผิว

การผลัดเซลล์ผิว คืออะไร ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนผลัดเซลล์ผิว
การผลัดเซลล์ผิว คืออะไร ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนผลัดเซลล์ผิว

การผลัดเซลล์ผิว คือ การนำสารเคมีมาทาบริเวณที่ต้องการผลัดเซลล์ผิว จากนั้นจึงทำการลอกออก เพื่อขจัดผิวหนังชั้นบนสุด การผลัดเซลล์ผิวต้องทำโดยคุณหมอเท่านั้น และอาจต้องทำหลายครั้งกว่าจะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม การผลัดเซลล์ผิวอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวแดง ตกสะเก็ด มีอาการแดง เกิดรอยแผลเป็น ดังนั้น การรู้ถึงวิธีการผลัดเซลล์ผิวและข้อควรระวังจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

[embed-health-tool-bmr]

การผลัดเซลล์ผิว คืออะไร

การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peel) เป็นกระบวนการที่ใช้สารละลายเคมีกับผิวหนัง เพื่อขจัดผิวหนังชั้นบนสุด โดยผิวที่ถูกทำลายไปจะสร้างขึ้นมาใหม่จากชั้นลึกของหนังกำพร้าและจากผิวหนังชั้นตื้น ซึ่งผิวหนังที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จะกลับมาเรียบเนียนขึ้น อย่างไรก็ตาม การผลัดเซลล์ผิวอาจทำได้ในระดับความลึกของชั้นผิวที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ระดับตื้นไปจนถึงระดับลึก ซึ่งการผลัดเซลล์ผิวอาจต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าการผลักเซลล์ผิวระดับตื้น นอกจากนี้ การผลัดเซลล์ผิวอาจต้องทำมากกว่า 1 ครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

ระดับความลึกของ การผลัดเซลล์ผิว

การผลัดเซลล์ผิวเป็นการนำสารเคมีมาใช้ในการผลัดเซลล์ผิวหนังออก โดยการผลัดเซลล์ผิวอาจขึ้นอยู่กับปัญหาที่ต้องการแก้ไข โดยการผลัดเซลล์ผิวอาจมีความลึกอยู่ 3 ระดับ ดังนี้

  1. การผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกสุด (Light Chemical Peel) เป็นการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกของผิวหนังชั้นหนังกำพร้า ใช้เพื่อรักษาริ้วรอย สิว สีผิวไม่สม่ำเสมอ และความแห้งกร้าน ซึ่งอาจต้องทำการผลัดเซลล์ผิวทุก 2-5 สัปดาห์
  2. การผลัดเซลล์ผิวในระดับกลาง หรือเซลล์ผิวที่ตายแล้ว (Medium Chemical Peel) เป็นการผลัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกจากเซลล์ผิวหนังชั้นนอกและจากส่วนบนของผิวหนังชั้นกลาง หรือที่เรียกว่า ชั้นหนังแท้ การผลัดเซลล์ผิวชนิดนี้อาจใช้เพื่อรักษาริ้วรอย แผลเป็นจากสิว และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ โดยอาจต้องทำซ้ำ ๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
  3. การผลัดเซลล์ผิวในระดับลึก (Deep Chemical Peel) เป็นการขจัดเซลล์ผิวได้อย่างล้ำลึก โดยคุณหมออาจแนะนำให้ทำในกรณีที่มีริ้วรอยที่ลึก รอยแผลเป็น หรือรอยบนผิวหนังที่อาจกลายเป็นมะเร็งได้ (Precancerous Growths) โดยอาจไม่จำเป็นต้องทำซ้ำ ๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เต็มที่

อย่างไรก็ตาม การผลัดเซลล์ผิวนั้น ไม่สามารถขจัดรอยแผลเป็น ริ้วรอยที่ลึกมาก หรือกระชับผิวหนังที่หย่อนคล้อยได้

สำหรับสารเคมีที่นำมาใช้ในการผลัดเซลล์ผิว อาจมีดังนี้

  • เรตินอยด์ เช่น ตรทติโนอิน (Tretinoin) ละลายในโพรพิลีนไกลคอล (Propylene Glycol)
  • กรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha Hydroxy Acids) เช่น กรดแลคติก (Lactic Acid) กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid)
  • กรดเบต้าไฮดรอกซี (Beta Hydroxy Acid) เช่น กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid)
  • กรดไตรคลอโรอะซิติก (Trichloroacetic Acid) และฟีนอล (Phenol) เช่น กรดคาร์บอกซิลิก (Carboxylic Acid)
  • การใช้สารละลายเจสเนอร์ (Jessner Peeling) ซึ่งประกอบด้วยรีซอร์ซินอล (Resorcinol) 14 กรัม กรดซาลิไซลิก แอซิด (Salicylic acid) 14 กรัม กรดแลคติก (Lactic Acid) 85% ในเอทานอล 95%

สิ่งที่ควรรู้และการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผลัดเซลล์ผิว 

ก่อนเริ่มการผลัดเซลล์ผิว ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความต้องการของตัวเอง รวมถึงรับคำแนะนำจากคุณหมอ นอกจากนี้ คุณหมออาจทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้

  • ซักถามประวัติทางการแพทย์ ดังนั้น ควรเตรียมพร้อมในการตอบคำถามเกี่ยวกับสภาวะทางการแพทย์ การใช้ยาต่าง ๆ รวมถึงการใช้เครื่องสำอางทั้งในอดีตและปัจจุบัน
  • ตรวจร่างกาย คุณหมออาจตรวจสอบผิวหนังและบริเวณที่ต้องทำการผลัดเซลล์ผิว เพื่อพิจารณาว่า ควรผลัดเซลล์ผิวในระดับใดถึงจะเห็นผล และอาจต้องพิจารณาลักษณะทางกายภาพ เช่น สีผิว ความหนาของผิวหนัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อผลลัพธ์
  • พูดคุยเกี่ยวกับความคาดหวัง ควรพูดคุยกับคุณหมอเกี่ยวกับแรงจูงใจ ความคาดหวัง และความเสี่ยงที่อาจะเกิดขึ้น รวมถึงรวจสอบให้แน่ใจว่า ต้องเข้ารับการผลัดเซลล์ผิวกี่ครั้ง ระยะเวลาในการพักฟื้น รวมถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผลัดเซลล์ผิว

หลังจากคุยกับคุณหมอเรียบร้อยแล้ว ก่อนเข้ารับการผลัดเซลล์ผิวอาจต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้

  • กินยาต้านไวรัส คุณหมออาจสั่งจ่ายยาต้านไวรัสก่อนและหลังรักษา เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส
  • ใช้ครีมเรตินอยด์ คุณหมออาจอาจแนะนำให้ใช้ครีมเรตินอยด์ เช่น เรตินเอ (Retin-A) รีโนวา (Renova) 2-3 สัปดาห์ก่อนการรักษา เพื่อช่วยในการรักษา
  • ใช้สารประกอบกลุ่มฟอกสี คุณหมออาจอาจแนะนำให้ใช้สารฟอกสี เช่น ไฮโดรควิโนน  (Hydroquinone) ซึ่งอาจช่วยยับยั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสีผิว และครีมเรตินอยด์ หรืออาจแนะนำให้ใช้ทั้ง 2 อย่าง ก่อนหรือหลังการผลัดเซลล์ผิว เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด การตากแดดมากเกินไปก่อนทำหัตถการ อาจทำให้เกิดเม็ดสีผิดปกติถาวรในบริเวณที่ทำการผลัดเซลล์ผิว ดังนั้น ควรปรึกษาเรื่องการป้องกันแสงแดดกับคุณหมอ
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางบางชนิดและการกำจัดขนบางประเภท ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการผลัดเซลล์ผิว และหยุดใช้เทคนิคการกำจัดขนต่าง ๆ เช่น อิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis) นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการทำทรีทเม้นต์ต่าง ๆ เช่น ทรีทเม้นต์ผม ดัดผม ยืดผมถาวร มาส์กหน้า สครับหน้า ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนผลัดเซลล์ผิว และไม่ควรโกนขนในบริเวณที่จะทำการผลัดเซลล์ผิวเป็นเวลาประมาณ 24 ชั่วโมงก่อนทำการผลัดเซลล์ผิว
  • จัดหารถในการนั่งรถกลับบ้าน หากไม่แน่ใจว่าหลักจากการผลัดเซลล์ผิวแล้ว จะสามารถกลับบ้านเองได้หรือไม่ ให้เตรียมการสำหรับกลับบ้านเอาไว้ โดยอาจชวนคนในครอบครัว หรือเพื่อนไปด้วย

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเข้ารับการผลัดเซลล์ผิว

การผลัดเซลล์ผิวนั้นอาจจทำให้เกิดความเสี่ยงและผลข้างเคียงต่างๆ ตามมาได้ ซึ่งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น มีดังนี้

  • ผิวแดง ตกสะเก็ด และอาจมีอาการบวมร่วมด้วย การรักษาตามปกติจากการผลัดเซลล์ผิวอาจเกี่ยวข้องกับรอยแดงของผิวหนังที่ผ่านการผลัดเซลล์ผิว โดยหลังจากการผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมีระดับกลางหรือระดับลึกแล้ว รอยแดงอาจอยู่ได้นานถึง 2-3 เดือน
  • เสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็น แม้การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมีอจไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็น แต่หากมีรอยแผลเป็นเกิดขึ้นก็มักจะอยู่บริเวณส่วนล่างของใบหน้าซึ่งคุณหมออาจสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะและยาสเตียรอยด์ ที่อาจช่วยทำให้แผลเป็นที่เกิดขึ้นดูอ่อนลง
  • การเปลี่ยนแปลงของสีผิว การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมีอาจทำให้ผิวมีสีเข้มกว่าปกติ เกิดรอยดำ หรือสีผิวที่อ่อนกว่าปกติ (Hypopigmentation) ซึ่งการรอยดำอาจเรื่องปกติที่มักเกิดขึ้นหลังจากทำการผลัดเซลล์ผิว ในขณะที่การเกิดสีผิวที่อ่อนกว่าปกติ มักเกิดขึ้นหลังจากการผลัดเซลล์ผิวในระดับที่ลึก ปัญหาเหล่านี้อาจพบได้ในผู้ที่มีสีผิว ซึ่งบางครั้งอาจเกิดขึ้นถาวร
  • การติดเชื้อ การผลัดเซลล์ผิวอาจนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือไวรัส เช่น การลุกลามของไวรัสเริม ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดเริมที่ริมฝีปาก (Cold Sores)
  • หัวใจ ไต หรือตับถูกทำลาย การผลัดเซลล์ผิวในระดับที่ลึกอาจต้องใช้กรดคาร์โบลิก (Carboxylic Acid) ซึ่งอาจทำลายกล้ามเนื้อหัวใจและทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อไตและตับ ดังนั้น เพื่อจำกัดการสัมผัสกับกรดคาร์โบลิก จึงควรเข้ารับการผลัดเซลล์ผิวด้วยเคมีในระดับลึกทีละส่วน ในช่วงเวลา 10-20 นาทีเท่านั้น

การผลัดเซลล์ผิวอาจไม่เหมาะสมสำหรับทุกคน ดังนั้น คุณหมออาจไม่แนะนำให้ทำการผลัดเซลล์ผิว หากมีพฤติกรรมต่าง ๆ ดังนี้

  • ใช้ยารักษาสิวไอโสเตรติโนอิน (Isotretinoin) แบบกิน ในช่วง 6 ดือนที่ผ่านมา
  • มีประวัติส่วนตัวหรือประวัติครอบครัวเกี่ยวกับการเกิดคีลอยด์
  • กำลังตั้งครรภ์
  • มีเริมที่ริมฝีปาก (Cold Sores) บ่อยหรือรุนแรง

หมายเหตุ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Prevention of Complications in Chemical Peeling. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3047741/. Accessed September 23, 2020

Chemical Peels and Your Skin. https://www.webmd.com/beauty/cosmetic-procedures-chemical-peel-treatments#1. Accessed September 23, 2020

Chemical peel. https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/chemical-peel/about/pac-20393473. Accessed September 23, 2020

Chemical peels. https://www.nhs.uk/conditions/cosmetic-procedures/chemical-peels/. Accessed May 17, 2022

CHEMICAL PEELS: OVERVIEW. https://www.aad.org/public/cosmetic/younger-looking/chemical-peels-overview. Accessed May 17, 2022

เวอร์ชันปัจจุบัน

06/03/2023

เขียนโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

อัปเดตโดย: สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

avatar

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย


เขียนโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย · แก้ไขล่าสุด 06/03/2023

ad iconโฆษณา

คุณได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่?

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา