brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน

แบ่งปัน

ปวดท้องบิด เกิดจากอะไร และวิธีดูแลตัวเอง

ปวดท้องบิด เป็นความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนท้องถูกมัดเป็นปมในบริเวณใดก็ได้ โดยอาจอยู่ระหว่างด้านล่างของซี่โครงและกระดูกเชิงกราน ซึ่งอาการปวดท้องบิดอาจหายไปเองหรืออาจปวดรุนแรงมาก อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดท้องบิดเกิดขึ้นอย่างเรื้อรังเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยอาการและทำการรักษา

ปวดท้องบิด เกิดจากอะไร และวิธีดูแลตัวเอง

ปวดท้องบิด เกิดจากอะไร

ปวดท้องบิด เป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้ในหลายตำแหน่ง เช่น ท้องส่วนบน ท้องส่วนบนขวา บริเวณใกล้สะดือ ท้องล่างขวา โดยอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น แก๊สในกระเพาะมากเกินไป เป็นตะคริวที่ท้องเนื่องจากกระเพาะและลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส รวมถึงยังอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบย่อยอาหารและลำไส้ที่ไม่รุนแรง เช่น

  • ท้องผูก ท้องเสีย
  • อาหารไม่ย่อย
  • ไข้หวัดลงกระเพาะ
  • ลำไส้แปรปรวน
  • แพ้อาหาร แพ้แลคโตส
  • อาหารเป็นพิษ

หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ร้ายแรง เช่น

  • มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งอวัยวะอื่น ๆ
  • ไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี
  • หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง
  • ลำไส้อุดตัน โรคลำไส้อักเสบ
  • กรดไหลย้อน
  • ลำไส้ขาดเลือด
  • ตับอ่อนอักเสบ

อาการปวดท้องบิดที่เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น

  • ปวดประจำเดือน
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ปอดอักเสบ
  • การตั้งครรภ์
  • ถุงน้ำรังไข่แตก
  • โรคกระดูกเชิงกรานอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ
  • นิ่วในไต
  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

นอกจากนี้ อาการปวดท้องบิดยังอาจมีสาเหตุมาจากผลข้างเคียงของยา เช่น

  • ยาแอสไพริน
  • ยาต้านการอักเสบ
  • ยารักษาโรคสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์

อาการที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกับอาการปวดท้องบิด

บางครั้งอาการปวดท้องบิดยังอาจเกิดพร้อมกับอาการปวดแสบปวดร้อน เป็นตะคริวที่ท้อง ท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร การผายลม เรอ มีไข้ ขาดน้ำ เสียดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือรู้สึกสูญเสียความอยากอาหาร

เมื่อไหร่ควรเข้าพบคุณหมอ

อาการปวดท้องบิดอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง ดังนั้น หากมีอาการที่รุนแรงหรือมีอาการต่อไปนี้ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยอาการ

  • ปวดท้องบิดรุนแรง หรืออาการแย่ลง
  • อาการปวดท้องบิดเกิดขึ้นหลายชั่วโมงหรือมากกว่านั้น
  • อาการปวดท้องบิดรบกวนการนอนหลับ
  • อาการปวดแพร่กระจายไปยังคอ หน้าอก หรือไหล่
  • อาการปวดท้องทำให้กลืนลำบาก หรือความอยากอาหารลดลง
  • มีเลือดออกจากลำไส้ หรือมีเลือดปนในปัสสาวะ
  • เลือดออกทางช่องคลอด
  • นิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไป โดยไม่สามารถปัสสาวะ อุจจาระ หรือผายลมได้ตามปกติ
  • อาเจียนอย่างต่อเนื่อง มีไข้สูง ผิวเหลือง
  • ท้องบวม น้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุ

วิธีดูแลตัวเองเมื่อปวดท้องบิด

การรักษาอาการปวดท้องบิดอาจขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ เช่น ความผิดปกติของระบบย่อยอาหารและลำไส้ ผลข้างเคียงของยา (เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ยาลดการอักเสบ)ดังนั้น การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารอาจช่วยลดอาการปวดท้องบิดได้ ดังนี้

  • รับประทานอาหารมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อและรับประทานอาหารช้า ๆ เพื่อให้อาหารย่อยได้ง่ายและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดดอาการท้องอืด แก๊สในกระเพาะอาหาร และป้องกันอาการปวดท้องบิดได้
  • เคี้ยวอาหารให้ละเอียด เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น
  • ดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง เนื่องจากการดื่มน้ำเย็นอาจส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหารและอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องบิดได้
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแก๊สสูงหรือย่อยยาก เช่น เบียร์ น้ำอัดลม โซดา กะหล่ำปลี ถั่ว ธัญพืช
  • จัดการกับความเครียด เนื่องจากฮอร์โมนความเครียดอาจส่งผลให้ระบบย่อยอาหารและลำไส้ทำงานลดลง ซึ่งอาจทำให้มีอาการปวดท้องบิดได้
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ และไม่นอนหลังจากรับประทานอาหาร เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
fact-check
ทีม Hello คุณหมอ
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย
เขียนโดย ทัตพร อิสสรโชติ · แก้ไขล่าสุด 20/02/2024