มะเร็งลำไส้ เป็นมะเร็งที่เกิดในลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนล่างของระบบย่อยอาหาร มักเกิดร่วมกับโรคมะเร็งทวารหนัก ซึ่งเป็นมะเร็งบริเวณส่วนสุดท้ายของลำไส้

คำจำกัดความ

มะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon cancer) เป็นมะเร็งที่เกิดในลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนล่างของระบบย่อยอาหาร มักเกิดร่วมกับโรคมะเร็งทวารหนัก ซึ่งเป็นมะเร็งบริเวณส่วนสุดท้ายของลำไส้ โดยจะเรียกรวมกันว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer) กรณีส่วนใหญ่ของมะเร็งลำไส้เริ่มจากกลุ่มก้อนเซลล์ขนาดเล็กที่เรียกว่า ติ่งเนื้อ ซึ่งไม่ใช่เซลล์ก่อมะเร็ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ติ่งเนื้อเหล่านี้จำนวนหนึ่งอาจพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่พบบ่อยเพียงใด

โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่

อาการทั่วไปของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้แก่

  • ระบบขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไป เช่น ท้องเสียหรือท้องผูก หรือการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความสม่ำเสมอของอุจจาระ โดยมีอาการติดต่อกันนานกว่า 4 สัปดาห์
  • เลือดออกทางทวารหนักหรือมีเลือดปนในอุจจาระ
  • มีอาการผิดปกติในช่องท้องเรื้อรัง เช่น ตะคริว แก๊ส หรืออาการปวด
  • มีความรู้สึกว่าขับถ่ายไม่หมด
  • อ่อนเพลียหรือหมดแรง
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวนมากไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่อปรากฏอาการ จะมีความแตกต่างกันออกไปโดยขึ้นอยู่กับขนาดของมะเร็งและบริเวณที่เกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมี
ข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีข้อคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของมำเร็งลำไส้ใหญ่

ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ สาเหตุของมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แพทย์จะทราบว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเซลล์ที่แข็งแรงในลำไส้มีความผิดปกติเกิดขึ้นในระดับดีเอ็นเอ

เซลล์ที่แข็งแรงจะเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างเป็นลำดับเพื่อทำให้ร่างกายทำหน้าที่ได้ตามปกติ แต่เมื่อดีเอ็นเอของเซลล์เกิดความเสียหายและกลายเป็นมะเร็ง เซลล์จะแบ่งตัวต่อเนื่องถึงแม้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเซลล์ใหม่ จนก่อตัวกลายเป็นก้อนเนื้อ เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์มะเร็งจะขยายตัวจนคุกคามและทำลายเนื้อเยื่อปกติที่อยู่ใกล้เคียง และสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้

การผ่าเหล่าทางพันธุกรรมของยีนที่เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การผ่าเหล่าทางพันธุกรรมของยีนที่เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถถ่ายทอดในครอบครัวได้ แต่มีโอกาสทำให้เกิดมะเร็งเพียง
เล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีการระบุที่แน่ชัดว่าผู้มีที่ยีนผ่าเหล่านี้จะเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพียงแต่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอย่างมีนัยสำคัญ

รูปแบบที่พบได้มากที่สุดของกลุ่มอาการมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ได้แก่

  • กลุ่มอาการ Hereditary nonpolyposis colorectal cancer (HNPCC) หรือ กลุ่มอาการลินช์ (Lynch syndrome) เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งชนิดอื่นๆ โดยผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการ HNPCC มีแนวโน้มเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 50 ปี
  • กลุ่มอาการ Familial adenomatous polyposis (FAP) เป็นความผิดปกติที่พบได้น้อย ซึ่งสามารถพบได้จากการตรวจพันธุกรรมเท่านั้น ในกลุ่มอาการนี้ จะพบติ่งเนื้อจำนวนนับพันในเยื่อบุลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ผู้ที่มีกลุ่มอาการ FAP ที่ไม่ได้รับการรักษาจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 40 ปี

กลุ่มอาการ FAP กลุ่มอาการ HNPCC และกลุ่มอาการอื่นๆ ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม สามารถตรวจพบได้โดยการทดสอบพันธุกรรม หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับประวัติครอบครัวที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรปรึกษาแพทย์ว่ามีความเสี่ยงการเกิดโรคหรือไม่

ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การศึกษากับกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากเผยให้เห็นว่าการรับประทานอาหารแบบตะวันตกอาจะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เนื่องจากเป็นอาหารไขมันสูงและมีเส้นใยต่ำ

จากการศึกษาพบว่าผู้ที่เคยรับประทานอาหารไขมันต่ำและมีเส้นใยสูงแล้วเปลี่ยนไปบริโภคอาหารตะวันตกที่มีไขมันสูงและใยอาหารต่ำมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ายังไม่ทราบเหตุผลชัดเจน แต่นักวิจัยกำลังศึกษาว่าอาหารที่มีไขมันสูงและเส้นใยต่ำส่งผลต่อจุลชีพที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่หรือไม่ หรือส่งผลอย่างไรต่อการอักเสบที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยเป็นกรณีศึกษาที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยอย่างกว้างขวาง

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการสำหรับการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เช่น

  • อายุที่มากขึ้น คนจำนวนมากที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่มะเร็งลำไส้ใหญ่ก็สามารถเกิดขึ้นในคนอายุน้อยได้ แต่พบได้น้อยกว่ามาก
  • เชื้อชาติแอฟริกัน-อเมริกัน ชาวแอฟริกัน-อเมริกันมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ
  • ประวัติสุขภาพส่วนบุคคล ผู้ที่เคยตรวจพบว่าลำไส้ใหญ่หรือมีติ่งเนื้อ มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคต
  • ภาวะลำไส้อักเสบ โรคติดเชื้อเรื้อรังในลำไส้ เช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผล และโรคโครห์น (Crohn’s disease) สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
  • กลุ่มอาการที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม กลุ่มอาการทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากสมาชิกในครอบครัวสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ กลุ่มอาการเหล่านี้ ได้แก่ กลุ่มอาการ FAP และกลุ่มอาการ HNPCC ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากลุ่มอาการลินช์ (Lynch syndrome)
  • ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ คุณมีโอกาสมากขึ้นในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หากมีบิดามารดา พี่น้อง หรือลูกเป็นโรคนี้ หากสมาชิกในครอบครัวมากกว่าหนึ่งรายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งทวารหนัก คุณจะมีความเสี่ยงมากขึ้นได้
  • อาหารที่มีเส้นใยต่ำและไขมันสูง มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งทวารหนักอาจสัมพันธ์กับการบริโภคอาหารที่มีเส้นใยต่ำและไขมันสูง การศึกษาวิจัยในด้านนี้มีผลการศึกษาหลายประการ การศึกษาบางกรณีพบความเสี่ยงสูงขึ้นในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ที่รับประทานอาหารจำพวกเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูปจำนวนมาก
  • ไลฟ์สไตล์ที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย หากไม่เคลื่อนไหวร่างกาย จะมีโอกาสมากขึ้นที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ การทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำอาจลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน การต้านอินซูลินอาจมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ผู้ที่เป็นโรคอ้วน มีความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลล์ลำไส้ใหญ่ตาย เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่จัดว่ามีน้ำหนักปกติ
  • ผู้ที่สูบบุหรี่ อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
  • การรักษามะเร็งด้วยการฉายรังสี การรักษามะเร็งด้วยการฉายรังสีโดยตรงที่ช่องท้อง อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่

ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แพทย์จะให้มีการตรวจร่างกายโดยละเอียด รวมทั้งการซักประวัติสุขภาพส่วนบุคคลและของครอบครัวอีกด้วย โดยมักมีการวินิจฉัยหลังจากทำการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ หรือการสวนแป้งแบเรียม

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ เป็นกระบวนการการใส่ท่อที่ยืดหยุ่นได้ ขนาดยาวที่ติดตั้งกล้องเข้าไปในทวารหนักเพื่อตรวจภายในลำไส้ใหญ่ หากพบติ่งเนื้อ จะตัดออกและส่งไปให้นักพยาธิวิทยาตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็งหรือเซลล์ที่เกิดขึ้นก่อนเป็นมะเร็ง

การสวนแป้งแบเรียม เริ่มจากให้ผู้ป่วยงดอาหารหรือน้ำเป็นเวลาหลายชั่วโมงก่อนเริ่มกระบวนการ แล้วฉีดสารละลายที่มีส่วนประกอบของแบเรียมเข้าไปในลำไส้ผ่านทางทวารหนัก หลังจากแบเรียมเรียงตัวในลำไส้ใหญ่ จะมีการเอกซเรย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก แบเรียมจะปรากฏเป็นสีขาวในการเอกซเรย์ ส่วนก้อนเนื้อและติ่งเนื้อจะปรากฏเป็นโครงร่างสีทึบ

หากมีการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่หลังจากการตรวจตัวอย่างติ่งเนื้อ แพทย์มักจะให้มีการเอกซเรย์หน้าอก การอัลตราซาวนด์ หรือการตรวจ CT scan ที่ปอด ตับ และช่องท้อง เพื่อตรวจดูการแพร่กระจายของมะเร็ง นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจดำเนินการตรวจเลือดเพื่อหาสาร CEA (carcinoembryonic antigen) ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งที่ได้มาจากเซลล์มะเร็งจำนวนหนึ่ง

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

การรักษาขึ้นอยู่กับประเภทของมะเร็ง ระยะของมะเร็งว่าแพร่กระจายไปมากเพียงใด อายุ สุขภาพ และลักษณะส่วนบุคคลอื่นๆ ไม่มีการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยเฉพาะเพียงวิธีเดียว แต่มีทางเลือกการรักษาที่ใช้มากที่สุด ได้แก่ การผ่าตัด เคมีบำบัด และการฉายรังสี การรักษามีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดมะเร็งและ/หรือบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากมะเร็ง

การผ่าตัด

การผ่าตัดเพื่อนำลำไส้บางส่วนหรือทั้งหมดออกเรียกว่าการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ ในระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะนำส่วนของลำไส้ใหญ่ที่เป็นมะเร็งและบริเวณโดยรอบมะเร็งออกไป

นอกจากนี้ ยังจะมีการผ่าตัดนำต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงออกไปด้วย โดยส่วนของลำไส้ใหญ่ที่ปกติจะถูกเชื่อมต่อกับลำไส้ตรงอีกครั้ง หรืออาจมีการเชื่อมต่อลำไส้กับผนังช่องท้องที่เรียกว่าการผ่าตัดลำไส้ใหญ่เปิดทางหน้าท้องโดยเป็นการผ่าตัดนำของเสียออกจากร่างกายผ่านผนังช่องท้องออกสู่บริเวณหน้าท้อง แทนการนำออกทางทวารหนัก

นอกเหนือจากการผ่าตัด แพทย์ยังสามารถนำมะเร็งขนาดเล็กในบริเวณเฉพาะออกไปโดยใช้วิธีการผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง การผ่าตัดด้วยการส่องกล้องจะทำผ่านรอยผ่าขนาดเล็กจำนวนมากในช่องท้อง โดยเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการนำติ่งเนื้อที่มีขนาดใหญ่ออกไปได้

การผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการชั่วคราว อาจเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ของมะเร็งที่ร้ายแรงหรือไม่สามารถรักษาได้ การผ่าตัดประเภทนี้จะเป็นการบรรเทาการอุดกั้นที่ลำไส้ใหญ่หรือเพื่อยับยั้งภาวะอื่นๆ เช่น อาการเจ็บปวด ภาวะเลือดออก และอาการอื่นๆ

เคมีบำบัด

เคมีบำบัดเป็นการใช้สารเคมีต่างๆ ที่ส่งผลต่อกระบวนการแบ่งเซลล์ ซึ่งจะเข้าไปทำลายโปรตีนชนิดต่างๆ หรือดีเอ็นเอที่ก่อให้เกิดมะเร็ง การรักษาแบบนี้มีผลเฉาะเจาะจงกับเซลล์ที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว (ไม่จำเป็นต้องเป็นเซลล์มะเร็งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น) โดยเซลล์ปกติจะสามารถฟื้นตัวได้จากความเสียหายที่เกิดจากสารเคมี ในขณะที่เซลล์มะเร็งไม่สามารถฟื้นตัวได้

เคมีบำบัดมักใช้เพื่อรักษามะเร็งที่ลุกลามหรือแพร่กระจายเนื่องจากยาเคมีบำบัดสามารถแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย การรักษาจะทำเป็นรอบๆ ดังนั้น ร่างกายจะมีเวลาฟื้นตัวในระหว่างการใช้ยา อย่างไรก็ดี ยังคงมีผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ อ่อนเพลีย และอาเจียน การรักษาโดยใช้เคมีบำบัดมักใช้ร่วมวิธีรักษาอื่นๆ ด้วย

ปัจจุบัน มีการศึกษาอย่างกว้างขวางว่า การใช้ยาแอสไพรินในขนาดต่ำทุกวัน ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งทางเดินอาหารบางชนิด มีอัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย แต่การศึกษาดังกล่าวไม่สามารถระบุแน่ชัดถึงบทบาทของยาแอสไพรินที่มีส่วนป้องกันมะเร็ง โดยการศึกษานี้เป็นเพียงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาที่เป็นไปได้เท่านั้น

การฉายรังสี

การรักษาด้วยการฉายแสงหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการฉายรังสี เป็นการทำลายมะเร็งโดยการใช้รังสีพลังงานสูงเข้าโจมตีเซลล์มะเร็งโดยตรง ทำให้เกิดความเสียหายต่อโมเลกุลต่างๆ ที่ก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็งและทำให้เซลล์มะเร็งตายลงในที่สุด

การฉายรังสี ใช้รังสีแกมม่าพลังงานสูงที่ปลดปล่อยจากโลหะต่างๆ เช่น เรเดียมหรือเอกซเรย์พลังงานสูง เข้าไปทำเนื้องอกฝ่อลงหรือทำลายเซลล์มะเร็ง โดยอาจใช้วิธีนี้รักษามะเร็งเพียงอย่างเดียวหรือจะใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่นก็ได้

การรักษาด้วยการฉายแสงมักไม่นิยมใช้สำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มแรก แต่อาจจำเป็นต้องใช้ในกรณีที่มะเร็งทวารหนักในระยะเริ่มแรกมีการลุกลามไปยังผนังทวารหนักหรือแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง

ผลข้างเคียงของการรักษาด้วยการฉายแสงอาจได้แก่ ความผิดปกติที่ผิวหนังแบบไม่รุนแรง โดยมีอาการคล้ายผิวไหม้หรือผิวคล้ำจากแดด หรืออาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และอ่อนเพลีย นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมีแนวโน้มเบื่ออาหารและควบคุมน้ำหนักได้ยากอีกด้วย แต่ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จะทุเลาลงในเวลา 2-3 สัปดาห์หลังเสร็จสิ้นการรักษา

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับมะเร็งลำไส้ใหญ่

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการปฏิบัติตนขั้นพื้นฐานดังต่อไปนี้ อาจช่วยรับมือกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

  • เรียนรู้สิ่งที่ควรคาดหวัง ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับมะเร็งที่เป็นอยู่เพื่อให้รู้สึกสบายใจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษา
  • ควรขอให้แพทย์แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับประเภทและระยะของมะเร็งที่เป็นอยู่ รวมทั้งทางเลือกในการรักษาและผลข้างเคียง ยิ่งทราบรายละเอียดมากเท่าใด ก็จะยิ่งมั่นใจมากขึ้นเมื่อต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษา ควรหาข้อมูลในห้องสมุดใกล้เคียงหรือจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้
  • อยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนและครอบครัว การรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดให้แน่นแฟ้นกับคนรอบข้าง จะช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับโรคมะเร็งได้ เพื่อนและครอบครัวสามารถให้ความช่วยเหลือในการดูแลผู้ป่วย เช่น การช่วยดูแลบ้านเมื่อผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล นอกจากนี้ เพื่อนและครอบครัวยังสามารถให้ความช่วยเหลือทางอารมณ์ เมื่อผู้ป่วยรู้สึกทุกข์จากโรคมะเร็ง
  • หาคนที่พูดคุยกันได้ ให้หาผู้ฟังที่ดีที่พร้อมฟังและพูดคุยเกี่ยวกับความหวังและความกลัว อาจเป็นเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว ความสัมพันธ์และความเข้าใจของผู้ให้คำปรึกษา นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ นักบวช หรือกลุ่มที่ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับมะเร็งยังอาจเป็นประโยชน์อีกด้วย
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับกลุ่มให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือให้ตรวจสอบในสมุดโทรศัพท์ ห้องสมุด หรือองค์กรเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: ธันวาคม 30, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 30, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความที่เกี่ยวข้อง
อาการของมะเร็งเต้านมระยะที่ 4
อาการของมะเร็งเต้านมระยะที่ 4