home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณกำลังมีภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

เอชไอวี (HIV) หรือ เอดส์ (AIDS)

คำจำกัดความ|สาเหตุ|สิ่งบ่งชี้และอาการ|ภาวะแทรกซ้อน|การวินิจฉัยและการตรวจ|การรักษาและการจัดการ
เอชไอวี (HIV) หรือ เอดส์ (AIDS)

เอชไอวี (HIV) เป็นไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรค เอดส์ (AIDS) ไวรัสชนิดนี้จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้ร่างกายต่อสู้กับโรคและการติดเชื้อต่าง ๆ ได้ยาก

คำจำกัดความ

เอชไอวี (HIV) หรือ เอดส์ (AIDS) คืออะไร

ไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่องในมนุษย์ (Human Immunodeficiency Virus) หรือ เอชไอวี (HIV) เป็นไวรัสที่เป็นสาเหตุของ โรคเอดส์ (Acquired Immune Deficiency Syndrome: AIDS) โรคเอดส์เป็นโรคในขั้นรุนแรงที่สุดที่เกิดจาก เชื้อไวรัสเอชไอวี โดยไวรัสชนิดนี้จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งเป็นการป้องกันโรคของร่างกาย และส่งผลให้ร่างกายต่อสู้กับโรค แบคทีเรีย ไวรัส และการติดเชื้อต่าง ๆ ได้ยาก ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือผู้ใดก็ตาม ที่คาดว่ามีความเสี่ยงในการติดเชื้อ สมควรได้รับความเห็นใจและความช่วยเหลือ

จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี ค.ศ. 2014 มีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ประมาณ 1.2 ล้านคน โรคเอดส์เกิดจากไวรัสเอชไอวี โรคนี้จัดว่าเป็นโรคที่ไม่รักษาให้หายขาดได้ ต่อไปนี้ เป็นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะของโรคนี้

สาเหตุ

สาเหตุของโรคเอดส์

โรคเอดส์เกิดจาก เชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งติดต่อผ่านทางการสัมผัสกับสารคัดหลั่งต่าง ๆ ตั้งแต่เลือด น้ำอสุจิ หรือของเหลวในช่องคลอดที่มีเชื้อปนเปื้อน ตัวอย่างเช่น

  • จากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี โดย เชื้อไวรัสเอชไอวี มักติดต่อได้มากที่สุดทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากของเหลวจากร่างกายสัมผัสกัน และเชื้อไวรัสถูกส่งต่อให้กัน โดยเฉพาะในบริเวณที่มีรอยฉีกขาดที่เนื้อเยื่อช่องคลอด หรือทวารหนัก มีบาดแผล หรือมีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เด็กผู้หญิงมักมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี เนื่องจากเนื้อเยื่อช่องคลอดบอบบาง และไวต่อการติดเชื้อมากกว่าเนื้อเยื่อช่องคลอดของผู้ใหญ่
  • จากการใช้เข็ม เข็มฉีดยา หรืออุปกรณ์ฉีดยาอื่น ๆ ที่มีเชื้อไวรัสเอชไอวีร่วมกัน
  • โดยการใช้เครื่องมือสักและเจาะร่างกาย รวมถึงหมึกสำหรับสัก ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ และทำความสะอาดอย่างถูกต้อง และมีการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี
  • จากมารดาที่มีการติดต่อไวรัสเอชไอวีไปยังทารก (ก่อนหรือระหว่างการคลอด) และจากการให้นมบุตร
  • จากการมีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ประเภทอื่น เช่น หนองในเทียม หรือคลามัยเดีย (Chlamydia) หรือโรคหนองใน การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ต่าง ๆ ทำให้กลไกการป้องกันทางธรรมชาติของร่างกายลดลง และเพิ่มโอกาสการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี หากมีการสัมผัสกับเชื้อ
  • มีแผลหรือบาดแผลสัมผัสกับเลือด น้ำอสุจิ หรือสารคัดหลั่งจากช่องคลอด ที่ติด เชื้อไวรัสเอชไอวี

คุณไม่สามารถติด เชื้อไวรัสเอชไอวี โดยการสัมผัสในชีวิตประจำวันเหล่านี้

  • การสัมผัส
  • การจับมือ
  • การกอดหรือจูบ
  • การไอหรือจาม
  • การให้เลือด
  • การใช้สระว่ายน้ำหรือโถส้วมร่วมกัน
  • การใช้ผ้าปูที่นอนร่วมกัน
  • การใช้ภาชนะหรือรับประทานอาหารร่วมกัน
  • สัตว์ ยุง หรือแมลง

สิ่งบ่งชี้และอาการ

สิ่งบ่งชี้และอาการของโรคเอดส์คืออะไร

คุณไม่สามารถมั่นใจได้ว่าติด เชื้อไวรัสเอชไอวี หรือไม่จนกว่าจะได้รับการทดสอบ ถึงแม้ว่าคุณไม่แสดงอาการใด ๆ แต่คุณสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

ระยะฟักตัวของโรคเอดส์สามารถใช้เวลาได้ถึงสิบปี นับจากการเริ่มติดเชื้อ ดังนั้น ผู้ที่ติดเชื้ออาจดูและรู้สึกสุขภาพดีได้เป็นเวลาหลายปี แต่ยังคงสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี และ เอดส์ คืออะไร

โรคเอดส์สามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้น จึงก่อให้เกิดภาวะติดเชื้อขึ้นได้ ภาวะติดเชื้อที่เกิดจาก เชื้อไวรัสเอชไอวี และโรคเอดส์ที่พบได้ทั่วไป ได้แก่

  • วัณโรค (TB) ในประเทศยากจน วัณโรคเป็นอาการติดเชื้อที่สัมพันธ์กับโรคเอดส์ซึ่งมักพบได้มากที่สุด และเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการเสียชีวิตของผู้ที่เป็นโรคเอดส์
  • ไวรัสเฮอร์พีสที่พบได้ทั่วไป แพร่กระจายอยู่ในของเหลวภายในร่างกาย เช่น น้ำลาย เลือด ปัสสาวะ น้ำอสุจิ และน้ำนม ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงช่วยต้านเชื้อไวรัสนี้ได้ แต่เชื้อโรคก็ยังคงแฝงอยู่ในร่างกาย หากระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เชื้อไวรัสจะก่อตัวขึ้นอีก ซึ่งจะมีผลต่อดวงตา ทางเดินอาหาร ปอด และอวัยวะอื่น ๆ
  • โรคติดเชื้อราแคนดิดา (Candidiasis) เป็นภาวะติดเชื้อที่สัมพันธ์กับ เชื้อไวรัสเอชไอวี ที่พบได้ทั่วไป ทำให้เกิดอาการอักเสบและรอยด่างหนาสีขาวที่ผนังเยื่อเมือกที่ปาก ลิ้น หลอดอาหาร หรือช่องคลอด
  • ภาวะเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อรา (Cryptococcal meningitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) เป็นอาการติดเชื้อที่แผ่นเยื่อและของเหลวโดยรอบสมองและไขสันหลัง (meninges) ภาวะเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อรา เป็นภาวะติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง ที่สัมพันธ์กับไวรัสเอชไอวีซึ่งพบได้ทั่วไป มีสาเหตุมาจากเชื้อราที่พบในดิน
  • ภาวะติดเชื้อที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตประเภทนี้ เกิดจากการติดเชื้อทอกโซพลาสมากอนดิไอ (Toxoplasma gondii) ซึ่งเป็นปรสิตที่แพร่กระจายส่วนใหญ่ในสัตว์จำพวกแมว แมวที่ติดเชื้อจะแพร่กระจายปรสิตในอุจจาระ และปรสิตอาจแพร่กระจายไปยังสัตว์อื่น ๆ และมนุษย์
  • การติดเชื้อซึ่งเกิดจากปรสิตที่อาศัยอยู่ในลำไส้ที่พบได้ทั่วไปในสัตว์ โรคอุจจาระร่วงคริปโตสปอริดิโอซีส (cryptosporidiosis) เกิดขึ้นเมื่อรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน เชื้อปรสิตเจริญเติบโตในลำไส้และท่อน้ำดี ก่อให้เกิดอาการท้องร่วงรุนแรงและเรื้อรังในผู้ป่วยโรคเอดส์

นอกเหนือจากภาวะติดเชื้อ ยังมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งและโรคเกี่ยวกับระบบประสาท รวมทั้งเกี่ยวกับไต ในผู้ป่วยโรคเอดส์

การวินิจฉัยและการตรวจ

การตรวจเชื้อไวรัสเอชไอวี คืออะไร

การตรวจเลือดช่วยให้แพทย์ระบุได้ว่าคุณติดเชื้อหรือไม่

ความแม่นยำในการตรวจ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาในการรับเชื้อไวรัสเอชไอวีครั้งล่าสุด (เช่น เพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน) หากคุณเคยมีประสบการณ์ที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อ คุณอาจติดเชื้อได้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ดีในการตรวจเชื้อไวรัสเอชไอวี โดยมีช่วงเวลาประมาณ 3 เดือนสำหรับแอนติบอดีเอชไอวีเพื่อแสดงในผลตรวจเอชไอวี

มีหลายวิธีในการทดสอบเอชไอวี เช่น

  1. การตรวจเชื้อไวรัสเอชไอวีมาตรฐาน – เจาะเลือดจากเส้นเลือดที่แขนและส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบ ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์สำหรับผลตรวจทั้งหมด
  2. การตรวจคัดกรองเอชไอวีแบบรวดเร็ว (การตรวจเฉพาะจุด) – เจาะเลือดจากนิ้วมือ สามารถทราบผลการตรวจและคัดกรองได้ในเวลาไม่นาน

ผลตรวจหมายความว่าอย่างไร

หากผลตรวจเป็นบวก (เกิดปฏิกิริยา)

  • คุณมีแอนติบอดีสำหรับ เชื้อไวรัสเอชไอวี และมีการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณเป็นโรคเอดส์
  • ยังไม่มีผลยืนยันอย่างแน่นอนว่า ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีจะกลายเป็นโรคเอดส์

หากผลตรวจเป็นลบ คุณไม่มีแอนติบอดีในตอนที่ตรวจ อย่างไรก็ตาม

  • หากเป็นเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่มีกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง และผลตรวจเป็นลบ คุณไม่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี
  • หากเป็นเวลาน้อยกว่า 3 เดือน นับตั้งแต่มีกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง คุณควรเข้ารับการตรวจซ้ำ
  • จำไว้ว่า หากคุณมีความเสี่ยง คุณอาจติดเชื้อเมื่อใดก็ได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการติดเชื้อ อ่านได้ในส่วน “สาเหตุของโรคเอดส์”

การรักษาและการจัดการ

การรักษาไวรัสเอชไอวีและโรคเอดส์

ยังไม่มีการรักษาหรือวัคซีนสำหรับไวรัสเอชไอวี/โรคเอดส์ มียาบางตัวที่ช่วยชะลอการเกิดโรค ให้ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับคุณ

คุณควรทราบผลการตรวจให้เร็วที่สุด เพื่อเข้ารับคำแนะนำและการรักษา ซึ่งได้แก่

  • การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษา
  • หากมีเพศสัมพันธ์ ให้แจ้งคู่นอนที่อาจติดเชื้อได้รับทราบ
  • ไม่ใช้เข็มร่วมกัน
  • เข้ารับคำปรึกษาทางจิตวิทยาจากนักบำบัด และ/หรือเข้าร่วมกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์
  • รับข้อมูลและความช่วยเหลือทางสังคมและกฎหมายจากองค์กรที่ให้บริการด้านไวรัสเอชไอวี/โรคเอดส์
  • ห้ามเปิดเผยสถานะการตรวจเชื้อไวรัสเอชไอวีแก่ผู้อื่นที่ไม่จำเป็นต้องทราบ เพราะผู้ติดเชื้อเอชไอวีอาจถูกรังเกียจ เปิดเผยเพียงกับคนที่ช่วยเหลือคุณเท่านั้น

พิจารณาการใช้ยาที่อาจช่วยชะลอการติดเชื้อ

เราสามารถจัดการกับโรคเอดส์ได้อย่างไร

รักษาระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ด้วยการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอและใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ เช่น

  • รับประทานอาหารที่ดี
  • พักผ่อนและออกกำลังกายอย่างเพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาเสพติด รวมทั้งสุราและบุหรี่
  • เรียนรู้วิธีจัดการความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณติดเชื้อไวรัสเอชไอวี คุณสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ แม้ว่าไม่มีอาการใด ๆ เพื่อปกป้องตัวคุณรวมถึงผู้อื่น ป้องกันการแพร่เชื้อด้วยการ

  • ใช้ถุงยางอนามัยสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก
  • ไม่ใช้เข็มหรืออุปกรณ์ยาอื่น ๆ ร่วมกัน
  • แจ้งบุคคลที่อาจสัมผัสของเหลวในร่างกายของคุณ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ หรือผู้ดูแลเกี่ยวกับสุขภาพฟันของคุณ

ถ้าคุณติด เชื้อไวรัสเอชไอวี และตั้งครรภ์ ให้ปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการรักษา หากไม่รับการรักษา ทารกจำนวนประมาณ 25 คน จาก 100 คน ที่เกิดจากหญิงที่ติดเชื้อจะติดเชื้อด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การใช้ยารักษาไวรัสเอชไอวี การผ่าคลอด และการงดให้นมบุตร จะช่วยลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อให้เหลือน้อยกว่าร้อยละ 2

เราสามารถป้องกันตนเองจาก เชื้อไวรัสเอชไอวี /โรคเอดส์ได้อย่างไร

เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อเอชไอวี คุณควร

  • ใช้ถุงยางอนามัยหล่อลื่นสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด
  • ใช้ถุงยางอนามัยไม่หล่อลื่นสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ทางปากกับคู่นอนผู้ชาย
  • ใช้แผ่นยางกั้น ซึ่งเป็นแผ่นยางอนามัย หรือถุงยางอนามัยไม่หล่อลื่นสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ทางปากกับคู่นอนผู้หญิง
  • ใช้ถุงยางอนามัยหล่อลื่นสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
  • งดเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์
  • ไม่ใช้เข็มฉีดยา กระบอกฉีดยา อุปกรณ์ฉีดยา หรือเครื่องมือช่วยการมีเพศสัมพันธ์ร่วมกัน
  • ให้มั่นใจว่าเครื่องมือสำหรับสักและเจาะผิวหนังผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว
  • ห้ามใช้เครื่องใช้ส่วนตัวที่อาจปนเปื้อนเลือด เช่น แปรงสีฟัน มีดโกน เข็มสำหรับสักและเจาะผิวหนัง และใบมีดสำหรับตัด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

What Are HIV and AIDS?
https://www.hiv.gov/hiv-basics/overview/about-hiv-and-aids/what-are-hiv-and-aids Accessed November, 2020

What is HIV?
https://www.cdc.gov/hiv/basics/whatishiv.html Accessed November, 2020

HIV/AIDS
https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/hiv-aids/symptoms-causes/syc-20373524 Accessed November,
2020

HIV/AIDS
https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hiv-aids Accessed November, 2020

รูปของผู้เขียน
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนโดย ธีรวิทย์ บุญราศรี
แก้ไขล่าสุด 02/08/2018
x