โรคดักแด้ ในเด็ก อาการ สาเหตุ วิธีดูแล

    โรคดักแด้ ในเด็ก อาการ สาเหตุ วิธีดูแล

    โรคดักแด้ คือความผิดปกติทางผิวหนังที่ทำให้ผิวบอบบาง เป็นแผลง่าย ในเด็กที่มีอาการรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองสามารถดูแลเด็กที่เป็นโรคดักแด้ด้วยวิธีการที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาอาการ และทำให้เด็กสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกสบายขึ้น เช่น การให้เด็กรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก การให้ทาโลชั่นเป็นประจำ

    โรคดักแด้ คืออะไร

    โรคดักแด้ (Epidermolysis Bullosa) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้ค่อนข้างยาก ทำให้ผู้ป่วยมีผิวหนังบอบบางจนฉีกขาดได้ง่าย หรือเกิดแผลพุพองเมื่อถูกสัมผัสเพียงเล็กน้อย โดยเด็กแรกเกิดที่เป็นโรคดักแก้มักถูกเรียกว่า เด็กผีเสื้อ เนื่องจากมีผิวที่เปราะบางเหมือนผีเสื้อ สำหรับเด็กที่มีอาการไม่รุนแรงมาอาจดีขึ้นได้เอง ส่วนผู้ที่มีอาการรุนแรงอาจรู้สึกเจ็บปวด ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมา หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากเด็กมีอาการดังกล่าวข้างต้นนี้ ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ทั้งนี้ โรคดักแด้แบ่งตามชั้นผิวหนังที่เกิดโรคออกเป็น 5 ชนิด ได้แก่

    1. ตุ่มน้ำพองใสในชั้นหนังแท้ (Dystrophic Epidermolysis Bullosa หรือ DEB) เด็กที่ป่วยเป็นโรคดักแด้ชนิดนี้ จะพบอาการในชั้นหนังแท้ ทำให้ผิวหนังไม่ผนึกติดกัน เนื่องจากขาดคอลลาเจนในการสมานไว้ สำหรับบางราย โรคดังกล่าวอาจไม่แสดงอาการออกมาจนเข้าสู่ช่วงวัยเด็ก

  • ตุ่มน้ำพองใสระหว่างชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ (Junctional Epidermolysis Bullosa หรือ JEB) ผู้ป่วยโรคดักแด้ชนิดนี้จัดว่าเป็นชนิดที่ร้ายแรงที่สุด ทำให้เกิดการพองตัวในชั้นลึกของผิวหนัง
  • ตุ่มน้ำพองใสในชั้นหนังกำพร้า (Epidermolysis Bullosa Simplex หรือ EBS) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในทารกแรกเกิด ส่วนใหญ่จะพบตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า
  • ตุ่มน้ำพองใสแบบ Epidermolysis Bullosa Acquisita ผู้ป่วยจะมีแผลหรือตุ่มพองบริเวณมือและเท้า โดยโรคชนิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเด็ก และไม่ใช่โรคที่เกิดจากทางพันธุกรรม
  • ตุ่มน้ำพองใสแบบ Kindler Syndrome ผู้ที่ป่วยเป็นโรคดักแด้ชนิดนี้จะมีสีผิวเปลี่ยนไปเมื่อโดนแสงแดด เนื่องจากเกิดแผลในชั้นผิวที่แตกต่างกัน ทำให้มีอาการของโรคหลายอย่าง
  • สาเหตุของ โรคดักแด้

    สาเหตุของโรคดักแด้ เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมบางอย่างที่ได้รับจากพ่อแม่ โดยยีนที่ได้รับถ่ายทอดเกิดการกลายพันธุ์ส่งผลให้เด็กทารกมีผิวหนังที่เปราะบาง เกิดแผลพุพองได้ง่าย

    อาการของ โรคดักแด้

    • มีแผลที่ผิวหนัง
    • มีแผลตุ่มพุพองภายในปากหรือคอ
    • ผมร่วง หนังศีรษะพอง
    • ผิวบอบบาง มีอาการคัน และรู้สึกเจ็บปวด
    • เล็บเปราะบาง
    • เกิดตุ่มพองภายในทางเดินอาหารและบริเวณทวารหนัก

    เคล็ดลับในการดูแลเด็กที่เป็น โรคดักแด้

    โรคดักแด้นั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ คุณหมอจะรักษาโดยการแนะนำยาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ เช่น บรรเทาอาการระคายเคืองของผิว บรรเทาอาการเจ็บป่วย เป็นต้น อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกได้ด้วยตัวเอง โดยมีเคล็ดลับเพื่อป้องกันการเกิดแผลพุพองหรือปัญหาผิวหนังที่รุนแรงชนิดอื่น ๆ ตามมา ดังนี้

    • ทาโลชั่นผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นและลดแรงเสียดทาน
    • เลือกเสื้อผ้าหลวมๆ เนื้อผ้าบางเบา และไม่มีตะเข็บ สวมใส่ให้ลูก
    • อาบน้ำให้ลูก โดยใช้น้ำอุณหภูมิห้องเหมาะสมที่สุด
    • เลือกอาหารที่มี ธาตุเหล็ก หรือรับประทานอาหารเสริมวิตามิน เพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
    • หากลูกมีอาการไข้ขึ้นหรือหนาวสั่น ผิวแดงหรือมีหนองไหลออกมา ควรรีบพาลูกไปพบคุณหมอทันที

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

    พลอย วงษ์วิไล


    เขียนโดย จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์ · แก้ไขล่าสุด 30/11/2022

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา