เซฟาโซลิน (Cefazolin)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 25 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้

เซฟาโซลินใช้เพื่อรักษา

ยาเซฟาโซลิน (Cefazolin) ใช้เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ และอาจใช้ก่อนหรือในขณะการผ่าตัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ยานี้อยู่ในกลุ่มของยาปฏิชีวนะเซฟาโลสปอริน (cephalosporin) ทำงานโดยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

วิธีการใช้ยาเซฟาโซลิน

ขึ้นอยู่กับแต่ละผลิตภัณฑ์ ยานี้อาจให้โดยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อ ใช้ยาตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา สำหรับเด็กต้องขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว

หากคุณใช้ยานี้ที่บ้าน ควรเรียนรู้วิธีเตรียมยาและคำแนะนำการใช้ยาจากบุคลากรทางการแพทย์ ก่อนใช้ยาควรตรวจสอบว่ามีฝุ่นตะกอนหรือเปลี่ยนสีหรือไม่ หากมีไม่ควรใช้ยานั้น เรียนรู้วิธีการเก็บรักษาและกำจัดอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างปลอดภัย

เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรใช้ยาปฏิชีวนะโดยเว้นระยะห่างที่เท่ากัน เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

ใช้ยาอย่างต่อเนื่องจนครบตามกำหนด แม้อาการจะหายไปหลังจากผ่านไปไม่กี่วัน การหยุดใช้ยาเร็วเกินไปอาจทำให้กลับมาติดเชื้ออีกครั้ง แจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการของคุณไม่หายไปหรือแย่ลง

การเก็บรักษายาเซฟาโซลิน

ควรเก็บในตู้เย็นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ห้ามเก็บยานี้ในช่องแช่แข็ง ยาเซฟาโซลินบางยี่ห้ออาจเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบคำแนะนำการเก็บรักษาบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกร เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาลงในชักโครกหรือเทลงท่อระบายน้ำ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุหรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาเซฟาโซลิน

แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ยานี้หรือแพ้ยาในกลุ่มเซฟาโลสปอริน (cephalosporin) หรือยาเพนิซิลลิน (penicillin) หรือหากคุณมีการแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบที่ไม่ออกฤทธิ์ ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่นได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดสอบถามเภสัชกร

ก่อนใช้ยานี้โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคไต โรคตับ โรคกระเพาะ/ลำไส้ เช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ (colitis)

ยาเซฟาโซลิน อาจทำให้วัคซีนเชื้อแบคทีเรียชนิดเชื้อเป็น (เช่น วัคซีนไทรอยด์) ทำงานไม่ได้ตามปกติ อย่ากระตุ้นภูมิคุ้มกัน (immunizations) หรือรับวัคซีนขณะที่กำลังใช้ยานี้นอกจากแพทย์สั่ง

การทำงานของไตจะลดลงเมื่อคุณมีอายุเพิ่มขึ้น เนื่องจากยานี้ถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยไต ผู้สูงอายุจึงมีความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงขณะใช้ยานี้ได้มากกว่า

แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณตั้งครรภ์ก่อนใช้ยานี้

ยานี้สามารถส่งต่อผ่านทางน้ำนมแม่ได้และอาจมีผลที่ไม่ดีต่อทารก โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อชั่งน้ำหนัก ประโยชน์ และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้ ยาเซฟาโซลินจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาเซฟาโซลิน

อาจเกิดอาการบวม รอยแดง อาการปวด หรืออาการเจ็บบริเวณที่ฉีดยา ยานี้ยังอาจจะทำให้เกิดอาการที่พบได้ไม่บ่อย อย่างเช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง หรือปวดศีรษะ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบในทันที หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือแย่ลง

โปรดจำไว้ว่าการที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงจากผลข้างเคียง และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรง ได้แก่ ปัสสาวะสีเข้ม มีรอยช้ำ หรือเลือดออกง่าย หัวใจเต้นเร็ว/รัว/จังหวะการเต้นผิดปกติ ชัก อ่อนแรงผิดปกติ ดวงตา/ผิวเป็นสีเหลือง มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจและอารมณ์ (เช่น สับสน)

ยานี้อาจทำให้เกิดสภาวะของลำไส้ที่รุนแรง แต่พบได้ไม่บ่อย เช่น อาการท้องร่วงจากเชื้อคลอสทริเดียม ดิฟฟิไซล์ (Clostridium difficile) เนื่องจากการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย อาการนี้อาจเกิดขึ้นระหว่างการรักษา หรือหลังจากหยุดการรักษาหลายสัปดาห์จนถึงเดือน แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีอาการ ได้แก่ ท้องร่วงบ่อยๆ ปวดท้อง หรือปวดเกร็งในท้อง หรือมีเลือด/มูกในอุจจาระ

อย่าใช้ยาแก้ท้องร่วง หรือยาแก้ปวดชนิดเสพติด (narcotic pain medications) หากคุณมีอาการเหล่านี้ เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงได้

การใช้ยานี้เป็นเวลานานหรือใช้ซ้ำๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อราในช่องปาก หรือยีสต์ในช่องคลอด แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณสังเกตเห็นรอยคราบสีขาวภายในปาก มีการเปลี่ยนแปลงของสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศ หรืออาการใหม่อื่นๆ

อาการแพ้ที่รุนแรงของยานี้ไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่ควรรับการรักษาในทันทีหากเกิดอาการแพ้ที่รุนแรง ได้แก่ ผดผื่น คัน/บวม (โดยเฉพาะใบหน้า ลิ้น ลำคอ) เวียนหัวอย่างรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ ยาปฏิชีวนะกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ (aminoglycoside) เช่น โทบรามัยซิน (tobramycin) เจนตามัยซิน (gentamicin) ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาฟาริน (warfarin) ยาคลอแรมเฟนิคอล (chloramphenicol)

แม้ว่ายาปฏิชีวนะส่วนใหญ่จะไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อการคุมกำเนิดโดยใช้ฮอร์โมน เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด แผ่นคุมกำเนิด หรือห่วงคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะบางตัว เช่น ไรแฟมพิน (rifampin) ไรฟาบูทิน (rifabutin) สามารถลดประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดได้ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการตั้งครรภ์ หากคุณกำลังใช้การคุมกำเนิดโดยใช้ฮอร์โมน ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อผลการทดสอบในห้องแล็บบางประการ รวมถึงการตรวจคูมบ์ (Coombs’ test) ซึ่งเป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยภาวะโลหิตจาง อาจทำให้ผลการตรวจเป็นเท็จได้ อย่าลืมแจ้งให้บุคคลากรในห้องแล็บและแพทย์ทุกคนทราบว่า คุณกำลังใช้ยานี้อยู่

ยาเซฟาโซลินอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเซฟาโซลินอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาเซฟาโซลินอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะทางสุขภาพของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเซฟาโซลินสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคถุงน้ำดีอักเสบ (Cholecystitis)

  • การติดเชื้อระดับไม่รุนแรง เนื่องจากแบคทีเรียแกรมบวกรูปร่างกลมที่มีปฎิกิริยาตอบรับไว (susceptible gram-positive cocci) : 250-500 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ทุกๆ 8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อปานกลางถึงรุนแรง : 500 มก.-1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 6-8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต เช่น เยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis) หรือติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia) : 1-1.5 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ: ในบางกรณี (เกิดได้น้อยมาก) เคยมีการใช้ยาขนาดสูงถึง 12 กรัม/วัน สำหรับการติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาท่อน้ำเชื้ออสุจิอักเสบ (epididymitis) ชนิดไม่เจาะจง

  • การติดเชื้อระดับไม่รุนแรง เนื่องจากแบคทีเรียแกรมบวกรูปร่างกลมที่มีปฎิกิริยาตอบรับไว (susceptible gram-positive cocci) : 250-500 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อปานกลางถึงรุนแรง : 500 มก.-1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 6-8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต เช่น เยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis) หรือติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia) : 1-1.5 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ

ในบางกรณีซึ่งเกิดได้น้อยมาก เคยมีการใช้ยาขนาดสูงถึง 12 กรัม/วัน สำหรับการติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อที่ข้อต่อ

  • การติดเชื้อระดับไม่รุนแรง เนื่องจากแบคทีเรียแกรมบวกรูปร่างกลมที่มีปฎิกิริยาตอบรับไว (susceptible gram-positive cocci) : 250-500 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ทุกๆ 8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อปานกลางถึงรุนแรง : 500 มก.-1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 6-8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต เช่น เยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis) หรือติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia): 1-1.5 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ: ในบางกรณีซึ่งเกิดได้น้อยมาก เคยมีการใช้ยาขนาดสูงถึง 12 กรัม/วัน สำหรับการติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคกระดูกอักเสบ (Osteomyelitis)

  • การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงเนื่องจากแบคทีเรียแกรมบวกรูปร่างกลมที่มีปฎิกิริยาตอบรับไว (susceptible gram-positive cocci) : 250-500 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อปานกลางถึงรุนแรง: 500 มก.-1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 6-8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต เช่นเยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis) หรือติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia): 1-1.5 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ: ในบางกรณีซึ่งเกิดได้น้อยมาก เคยมีการใช้ยาขนาดสูงถึง 12 กรัม/วัน สำหรับการติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)

  • การติดเชื้อระดับเบา เนื่องจากแบคทีเรียแกรมบวกรูปร่างกลมที่มีปฎิกิริยาตอบรับไว (susceptible gram-positive cocci) : 250-500 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อปานกลางถึงรุนแรง : 500 มก.-1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 6-8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต เช่น เยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis) หรือติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia) : 1-1.5 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ: ในบางกรณีซึ่งเกิดได้น้อยมาก เคยมีการใช้ยาขนาดสูงถึง 12 กรัม/วัน สำหรับการติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อที่ผิวหรือเนื่อเยื่ออ่อน

  • การติดเชื้อระดับไม่รุนแรง เนื่องจากแบคทีเรียแกรมบวกรูปร่างกลมที่มีปฎิกิริยาตอบรับไว (susceptible gram-positive cocci) : 250-500 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อปานกลางถึงรุนแรง : 500 มก.-1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 6-8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต เช่น เยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis) หรือติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia) : 1-1.5 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ: ในบางกรณีซึ่งเกิดได้น้อยมาก เคยมีการใช้ยาขนาดสูงถึง 12 กรัม/วัน สำหรับการติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย

  • การติดเชื้อระดับไม่รุนแรง เนื่องจากแบคทีเรียแกรมบวกรูปร่างกลมที่มีปฎิกิริยาตอบรับไว (susceptible gram-positive cocci) : 250-500 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อปานกลางถึงรุนแรง : 500 มก.-1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 6-8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต เช่น เยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis) หรือติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia): 1-1.5 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ: ในบางกรณีซึ่งเกิดได้น้อยมาก เคยมีการใช้ยาขนาดสูงถึง 12 กรัม/วัน สำหรับการติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อที่ผิวและโครงสร้างผิว

  • การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงเนื่องจากแบคทีเรียแกรมบวกรูปร่างกลมที่มีปฎิกิริยาตอบรับไว (susceptible gram-positive cocci) : 250-500 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อปานกลางถึงรุนแรง : 500 มก.-1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 6-8 ชั่วโมง
  • การติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต เช่นเยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis) หรือติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia) : 1-1.5 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ: ในบางกรณีซึ่งเกิดได้น้อยมาก เคยมีการใช้ยาขนาดสูงถึง 12 กรัม/วัน สำหรับการติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia)

  • 1-1.5 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ: ในบางกรณีซึ่งเกิดได้น้อยมาก เคยมีการใช้ยาขนาดสูงถึง 12 กรัม/วัน สำหรับการติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาเยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis)

  • 1-1.5 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ: ในกรณีหายาก มีการใช้ยาขนาดสูงถึง 12 กรัม/วัน สำหรับการติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต

คำแนะนำจากสมาคมโรคหัวใจสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา (Infectious Diseases Society of America) :

  • 2 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดทุกๆ 8 ชั่วโมง

ระยะเวลาการรักษา

  • การติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจที่ลิ้นหัวใจเดิม (Native valve infective endocarditis) : 6 สัปดาห์
  • เยื่อบุหัวใจอักเสบที่เกี่ยวข้องกับลิ้นหัวใจเทียมหรืออวัยวะเทียมอื่นๆ : อย่างน้อย 6 สัปดาห์

คำแนะนำ

  • คำแนะนำสำหรับการติดเชื้อที่มาจากเชื้อสายพันธุ์สแตฟิโลค็อกคัสที่มีปฏิกิริยาไวต่อออกซาซิลลิน (oxacillin-susceptible) ในผู้ป่วยที่แพ้ยาเพนนิซิลิน (ที่ไม่ใช่การแพ้ชนิดรุนแรง)
  • สำหรับการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับลิ้นหัวใจเทียมหรืออวัยวะเทียมอื่นๆ : ควรใช้ยานี้ร่วมกับเจนตามัยซิน (gentamicin) ใน 2 สัปดาห์แรก และไรแฟมพิน (rifampin) เป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์
  • ควรมีการศึกษาแนวทางในปัจจุบันเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการปอดบวม (Pneumonia)

  • 500 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • การใช้งาน : เพื่อรักษาอาการปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมเนีย

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ

  • 1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • การใช้งาน : เพื่อรักษาการติดเชื้อที่ระบบปัสสาวะฉับพลันและไม่ซับซ้อนเนื่องจากเชื้ออีโคไล เชื้อพี มิราบิลิส เชื้อสายพันธุ์เคลบเซลลา และเชื้อสเตรปโทคอกโคสิสสายพันธุ์ต่างๆ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันขณะการผ่าตัด

  • ก่อนการผ่าตัด : 1-2 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือด หรือ 1 กรัมฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 30-60 นาทีก่อนเริ่มผ่าตัด
  • ระหว่างการผ่าตัด (สำหรับการผ่าตัดนาน 2 ชั่วโมงขึ้นไป) : 500 มก.-1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อระหว่างการผ่าตัด
  • หลังจากผ่าตัด : 500 ก.-1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 6-8 ชั่วโมงเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

คำแนะนำ

  • การใช้ยานี้ก่อนการผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังการผ่าตัดอาจช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อหลังการผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่ผ่านการผ่าตัดที่ถูกจัดว่าปนเปื้อนหรืออาจปนเปื้อน เช่นการผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอด (Vaginal Hysterectomy) การผ่าตัดถุงน้ำดี (cholecystectomy) ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง (เช่นอายุมากกว่า 70 ปี หรือโรคถุงน้ำดีอักเสบฉับพลัน) ดีซ่านจากท่อตัน (obstructive jaundice) หรือหรือนิ่วในท่อน้ำดีทั่วไป
  • ควรให้ยาก่อนการผ่าตัด 30-60 นาที เพื่อจะได้มีระดับของยาปฏิชีวนะที่เพียงพอในเซรั่มและเนื้อเยื่อเมื่อเริ่มผ่าตัด
  • ควรให้ยานี้ (หากจำเป็น) ในช่วงระหว่างการผ่าตัดเพื่อเพื่อจะได้มีระดับของยาปฏิชีวนะที่เพียงพอ ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ว่าจะสัมผัสกับอวัยวะที่ติดเชื้อสูงสุด สำหรับการผ่าตัดที่มีความยาว 2 ชั่วโมงขึ้นไป การให้ยาควรปรับโดยขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการผ่าตัด
  • การให้ยาก่อนการผ่าตัดยังอาจจะได้ผลกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อบริเวณที่ผ่าตัดที่อาจมีปัจจัยเสี่ยง เช่นขณะการผ่าตัดเปิดหัวใจ (open-heart surgery) และการผ่าตัดกระดูกเทียม (prosthetic arthroplasty) การให้ยาเพื่อป้องกันโรคอาจดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง 3-5 วันหลังจากผ่าตัดเสร็จสิ้น
  • หากพบสัญญาณของการติดเชื้ออาจมีการนำตัวอย่างไปเพื่อเพาะเชื้อหรือทำการตรวจสอบปฏิกิริยาความไว เพื่อบ่งชี้อวัยวะที่ติดเชื้อ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง

การใช้งาน: เป็นการป้องกันก่อนการผ่าตัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อหลังการผ่าตัดในการผ่าตัดที่ปนเปื้อนหรืออาจจะปนเปื้อน

คำแนะนำจากสมาคมเภสัชกรในระบบสาธารณะสุขแห่งอเมริกา (ASHP) สมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา สมาคมโรคติดต่อจากการผ่าตัด (SIS) และสมาคมการดูแลโรคระบาดวิทยาแห่งอเมริกา (SHEA)

ขนาดยาก่อนการผ่าตัด

  • น้ำหนักน้อยกว่า 120 กก. : 2 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดหนึ่งครั้ง
  • น้ำหนัก 120 กก.ขึ้นไป : 3 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดหนึ่งครั้ง
  • ช่วงเวลาให้ยาซ้ำ (ตั้งแต่เริ่มให้ยาก่อนการผ่าตัดครั้งแรก) : 4 ชั่วโมง

คำแนะนำ

  • เริ่มให้ยา 60 นาทีก่อนการผ่าตัด
  • ปกติแล้วการให้ยาเพื่อการป้องกันเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอ หากการป้องกันต้องดำเนินไปจนหลังการผ่าตัดควรใช้ระยะเวลาอย่างน้อง 24 ชั่วโมง
  • เพื่อให้แน่ใจว่ามีระดับของยาในเซรั่มและเนื้อเยื่อเพียงพอ อาจต้องให้ยาซ้ำอีกครั้งหากการผ่าตัดเกินเวลา
  • อาจจำเป็นต้องให้ยาอีกครั้ง หากระยะครึ่งชีวิตของยานั้นสั้น เช่น แผลไหม้ที่กว้าง หรือมีเลือดออกขณะผ่าตัดนานเกินหรือมากเกิน อาจไม่จำเป็นต้องให้ยาซ้ำ หากระยะครึ่งชีวิตของยานั้นยาว เช่น ไตบกพร่อง
  • อาจแนะนำการใช้ยานี้ร่วมกับยาอื่น ขึ้นอยู่กับชนิดของการผ่าตัด
  • ควรมีการศึกษาแนวทางในปัจจุบันเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

การใช้งาน : แนะนำเพื่อการป้องกันระหว่างการผ่าตัดสำหรับการผ่าตัดดังต่อไปนี้

  • การผ่าตัดไส้ติ่ง สำหรับอาการไส้ติ่งอักเสบที่ไม่ซับซ้อน
  • ทางเดินน้ำดี: การผ่าตัดเปิด การผ่าตัดชนิดที่คอยได้ (elective) การผ่าตัดผ่านกล้องที่มีควมเสี่ยงสูง
  • หัวใจ: ผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ กระบวนการสอดเครื่องมือเข้าหัวใจ เช่นการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (pacemaker implantation) หรือใส่อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ปั๊มเลือดทดแทนการบีบตัวของหัวใจ (ventricular assist devices)
  • การผ่าตัดคลอด
  • ลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
  • ระบบทางเดินอาหาร : กระบวนการเข้าสู่ท่อระบบทางเดินอาหาร (เช่น การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน (bariatric) การผ่าตัดตับอ่อน (pancreaticoduodenectomy) กระบวนการที่ไม่ต้องเข้าสู่ท่อระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกรดไหลย้อน (antireflux) การเลือกตัดเฉพาะประสาทที่ควบคุมกระเพาะอาหารส่วนที่มีเยื่อเมือกผลิตกรด (highly selective vagotomy) สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง
  • หัวและคอ : อวัยวะปลอมทดแทนที่สะอาด (ไม่นับท่อระบาย [tympanostomy tubes]) การผ่าตัดโรคมะเร็งที่สะอาดกึ่งปนเปื้อน (clean-contaminated) การผ่าตัดที่สะอาดกึ่งปนเปื้อนอื่นๆ โดยไม่นับการผ่าตัดต่อมทอมซิล (tonsillectomy) และการผ่าตัดโพรงจมูกและไซนัสด้วยกล้องเอ็นโดสโคป (functional endoscopic sinus procedures)
  • ปลูกถ่ายหัวใจ ปอด หัวใจ-ปอด
  • การรักษาไส้เลื่อน อย่างการผ่าตัดแก้ไขภาวะไส้เลื่อนโดยใช้แผ่นสารสังเคราะห์เย็บปิดรู (hernioplasty) และการผ่าตัดเย็บซ่อมแซมหน้าท้องส่วนที่มีไส้เลื่อน (Herniorrhaphy)
  • การผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy) : ทางช่องคลอดหรือหน้าท้อง
  • การผ่าตัดระบบประสาท (Neurosurgery) : การผ่าตัดกะโหลกศีรษะแบบรอได้ (Elective craniotomy) การทำทางเชื่อมโพรงสมอง (CSF-shunting) การปลูกถ่ายเครื่องปั๊มภายใน (intrathecal pumps)
  • กระดูกและข้อ : ผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยมีหรือไม่มีเครื่องมือ การซ่อมแซมข้อสะโพกที่แตก (hip fracture repair) ปลูกถ่ายอุปกรณ์ยึดตรึงกระดูกภายใน (internal fixation devices) เช่น ตะปู สกรู แผ่น ลวด การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม (total joint replacement)
  • การปลูกถ่ายตับอ่อนและไต
  • การทำศัลยกรรมพลาสติก : ปราศจากปัจจัยเสี่ยงหรือสะอาดกึ่งปนเปื้อน
  • ลำไส้เล็ก : ไม่อุดตัน อุดตัน
  • ทรวงอก : การผ่าตัดที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวใจ รวมทั้งการตัดกลีบปอด (Lobectomy) การตัดปอด ทั้งข้าง (Pneumonectomy) การผ่าตัดเนื้อปอดออก (lung resection) การผ่าตัดเปิดช่องทรวงอก (thoracotomy) การผ่าตัดทรวงอกโดยใช้กล้องส่อง (video-assisted thoracoscopic surgery)
  • ทางเดินปัสสาวะ : การตรวจระบบปัสสาวะส่วนล่างด้วยเครื่องมือโดยมีความเสี่ยงว่าจะติดเชื้อ รวมทั้งการตัดตรวจชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก (transrectal prostate biopsy) ทำความสะอาดโดยไม่เข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะรวมไปถึงการใส่อวัยวะปลอม การทำความสะอาดที่ผ่านเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะซึ่งสะอาดกึ่งปนเปื้อน
  •  หลอดเลือด

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันเยื่อบุหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

คำแนะนำจากสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (AHA)

  • 1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อ 30-60 นาทีก่อนการผ่าตัด
  • แนะนำเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีหรือไม่มีอาการแพ้ยาเพนนิซิลิน/ยาแอมพิซิลลิน ไม่สามารถรับประทานยาได้ (เว้นแต่จะมีประวัติการแพ้อย่างรุนแรง การบวมใต้ชั้นผิวหนัง [angioedema] หรือลมพิษ [urticaria] โดยใช้ยาเพนนิซิลินหรือยาแอมพิซิลลิน)
  • ควรมีการศึกษาข้อมูลแนวทางในปัจจุบันเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันการติดเชื้อสเตร๊บโตคอคคัล กรุ๊ปบี ในทารกแรกเกิด (Perinatal Group B Streptococcal Disease) 

คำแนะนำจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา

  • ฉีดเริ่มต้น 2 กรัมเข้าหลอดเลือดดำ ตามด้วย 1 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ทุกๆ 8 ชั่วโมงจนคลอด

คำแนะนำ

  • แนะนำเป็นยาที่ควรสำหรับคนไข้ที่แพ้ยาเพนนิซิลิน (ไม่มีอาการแพ้รุนแรง)
  • ใช้ยานี้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนคลอดถือว่าเป็นยาปฏิชีวนะป้องกันที่เหมาะสมในระหว่างคลอด
  • ควรมีการศึกษาข้อมูลแนวทางในปัจจุบันเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม การใช้งาน: ยาปฏิชีวนะป้องกันขณะการคลอดเพื่อป้องกันการติดเชื้อสเตร๊บโตคอคคัสกรุ๊ปบีในทารกแรกเกิด

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) 

คำแนะนำจากสมาคมการฟอกไตทางช่องท้องระหว่างประเทศ (ISPD)

ฟอกต่อเนื่อง (เปลี่ยนถ่ายของเหลวทั้งหมด)

  • ขนาดยาเริ่มต้น : 500 มก./ลิตร ฉีดเข้าช่องท้อง
  • ขนาดยาประคับประคองการรักษา : 125 มก./ลิตร ฉีดเข้าช่องท้อง การให้ยาเป็นระยะๆ (เปลี่ยนถ่ายวันละครั้ง) : 15 ถึง 20 มก./กก ฉีดเข้าช่องท้อง วันละครั้ง ระยะเวลาการรักษา : 14-21 วัน

คำแนะนำ

  • สามารถให้ยาปฏิชีวนะในช่องท้องได้อย่างต่อเนื่อง (ทุกๆ การเปลี่ยนถ่าย) หรือให้เป็นระยะๆ (วันละครั้ง)
  • สำหรับการให้ยาเป็นระยะๆ ควรให้สารละลายสำหรับฟอกไตที่มียาปฏิชีวนะอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เพื่อให้มีการดูดซึมของยาอย่างเพียงพอ
  • ควรมีการศึกษาข้อมูลแนวทางในปัจจุบันเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

การใช้งาน : สำหรับการรักษาภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบที่เกี่ยวข้องกับการฟอกไตทางช่องท้อง

การปรับขนาดยาสำหรับไต 

ผู้ใหญ่

  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ (CrCl) 35 -54 มล./นาที : โดยปกติให้ยาทุกๆ 8 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 11-34 มล./นาที : 50% ของขนาดยาปกติทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 10 มล./นาทีหรือน้อยกว่า : 50% ของขนาดยาปกติทุกๆ 18 ถึง 24 ชั่วโมง

คำแนะนำ สำหรับผู้ใหญ่ แนะนำให้การลดขนาดยาหลังจากให้ยาครั้งแรกลงมาให้เหมาะสมกับความรุนแรงของการติดเชื้อ

คำแนะนำอื่นๆ 

คำแนะนำการให้ยา

  • บรรจุภัณฑ์ชนิดดูเพล็กซ์ (Duplex[R]) : ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำนานกว่า 30 นาที อย่าใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในชุดการเชื่อมต่อ
  • บรรจุภัณฑ์ชนิดกาแล็กซี (Galaxy[R]) : (PL 2040 Plastic) : ให้ยาทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่องหรือเป็นระยะๆ อย่าใช้บรรจุภัณฑ์แบบพลาสติกในชุดการเชื่อมต่อ
  • ผงยาในขวดไวอัล : อาจฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อ

-ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ : ฉีดเข้ามวลกล้ามเนื้อขนาดใหญ่

-ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ : อาจฉีดเข้าโดยตรงอย่างรวดเร็ว (bolus) หรือให้ยาเป็นระยะ หรือให้ยาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการฉีดโดยตรงควรฉีดช้าๆ 3-5 นาทีโดยตรง หรือผ่านท่อสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับของเหลวเข้าทางหลอดเลือดดำ

  • การฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำนั้น นิยมสำหรับอาการติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต

การเก็บรักษา 

  • บรรจุภัณฑ์ชนิดดูเพล็กซ์ : ยังไม่ได้ใช้ : เก็บที่ 20-25 องศาเซลเซียส (68-77 องศาฟาเรนไฮต์)
  • ระหว่างการเดินทางเพื่อนำไปใช้ อนุญาตให้ได้ที่ 15-30 องศาเซลเซียส (59-86 องศาฟาเรนไฮต์)
  • หลังจากที่ผสมยาแล้ว (เปิดใช้งาน) : อาจเก็บได้นานถึง 24 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง หรือ 7 วันในตู้เย็น
  • บรรจุภัณฑ์ชนิดกาแล็กซี : เก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียส (-4 องศาฟาเรนไฮต์) และควรถือด้วยความระมัดระวัง ยาที่ละลายแล้วแล้วมีความคงตัว นานเป็นเวลา 48 ชั่วโมงที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส (77 องศาฟาเรนไฮต์) หรือ 30 วันที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส ห้ามแช่แข็งอีกครั้ง
  • ยาผงในขวดไวอัล: ก่อนการผสมยาให้เก็บที่ 20-25 องศาเซลเซียส (68-77 องศาฟาเรนไฮต์)
  • ป้องกันจากแสง หลังจากการผสมยา/เจือจาง : ยาที่ละลายแล้วมีความคงตัวเป็นเวลา 24 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง หรือเป็นเวลา 10 วันที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส (41 องศาฟาเรนไฮต์)

เทคนิคการผสมยา/เตรียมยา

  • บรรจุภัณฑ์ชนิดดูเพล็กซ์และยาผงในขวดไวอัล : ควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิต
  • บรรจุภัณฑ์ชนิดกาแล็กซี : ละลายบรรจุภัณฑ์แช่แข็งโดยวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง (25 องศาเซียลเซียส [77 ฟาเรนไฮต์]) หรือในตู้เย็น (5 องศาเซียลเซียส [41 ฟาเรนไฮต์]) อย่าละลายยาโดยการแช่ไว้ใต้น้ำหรือไมโครเวฟ

ความเข้ากันของการฉีดยาทางหลอดเลือด (IV compatibility) 

  • สารเจือจางที่เข้ากันและสารละลายฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (ยาผงในขวด) : น้ำกลั่นที่ใช้ผสมยาฉีด
  • น้ำที่ยับยั้งการออกฤทธิ๋ของเชื้อแบคทีเรียแล้วเพื่อใช้ผสมยาฉีด (ขวดไวอัลขนาดใหญ่ [pharmacy bulk vials]) น้ำเกลือโซเดียมคลอไรด์สำหรับฉีด เภสัชตํารับของประเทศสหรัฐอเมริกา (USP) 5% หรือ 10% สารเดกซ์โทรส (Dextrose) หรือกลูโคส (Glucose) สำหรับฉีด เภสัชตํารับของประเทศสหรัฐอเมริกา 5% สารเดกซ์โทรสในสารละลายแลคเตทริงเกอร์ (Lactated Ringer) สำหรับฉีด
  • เภสัชตํารับของประเทศสหรัฐอเมริกา 5% เดกซ์โทรส และ 0.9% น้ำเกลือโซเดียมคลอไรด์สำหรับฉีด
  • เภสัชตํารับของประเทศสหรัฐอเมริกา 5% เดกซ์โทรส และ 0.45% น้ำเกลือโซเดียมคลอไรด์สำหรับฉีด
  • เภสัชตํารับของประเทศสหรัฐอเมริกา 5% เดกซ์โทรส และ 0.2% น้ำเกลือโซเดียมคลอไรด์สำหรับฉีด
  • เภสัชตํารับของประเทศสหรัฐอเมริกา สารละลายแลคเตทริงเกอร์สำหรับฉีด
  • เภสัชตํารับของประเทศสหรัฐอเมริกา น้ำตาลอินเวิร์ต (invert sugar) 5% หรือ 10% ในน้ำกลั่นที่ใช้ผสมยาฉีด สารละลายริงเกอร์สำหรับฉีด
  • เภสัชตํารับของประเทศสหรัฐอเมริกา 5% โซเดียมไบคาร์บอเนตสำหรับฉีด

เภสัชตํารับของประเทศสหรัฐอเมริกา

  • บรรจุภัณฑ์ชนิดดูเพล็กซ์ : ห้ามใส่สารเติมแต่งลงในบรรจุภัณฑ์
  • บรรจุภัณฑ์ชนิดกาแล็กซี : ห้ามใส่ยาเสริม

ทั่วไป

  • ยานี้ใช้สำหรับการรักษาการติดเชื้อที่รุนแรงเนื่องจากมีปฏิกิริยาไวต่อเชื้อแบคทีเรียที่กำหนด
  • การเพาะเชื้อและข้อมูลของปฏิกิริยาความไวของเชื้อควรถูกพิจารณา เมื่อมีการเลือกหรือแก้ไขสูตรยาต้านเชื้อแบคทีเรีย หรือหากไม่มีข้อมูลอาจทำอาจพิจารณาจากระบาดวิทยาในท้องถิ่น (local epidemiology) และรูปแบบของปฏิกิริยาความไวเมื่อเลือกการรักษาแบบกว้าง (empiric therapy)
  • ยานี้กำจัดเชื้อสเตรปโทคอกไคจากโพรงจมูก (Nasopharynx) แต่ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวประสิทธิภาพในการป้องกันไข้รูมาติก (rheumatic fever) ที่ตามมาภายหลัง ยาเพนนิซิลิน จี เบนซาทีนสำหรับฉีด (penicillin G benzathine) นั้นถูกพิจารณาเป็นยาลำดับแรกๆ ที่ควรถูกเลือกใช้ในการรักษาและป้องกันการติดเชื้อสเตรปโทคอกคัล (รวมถึงการป้องกันไข้รูมาติก)
  • มีปริมาณโซเดียมประมาณ 48 มก. (2 มิลลิอิควิวาเลนท์) ต่อกรัมของยา

การเฝ้าระวัง

  • ระบบเลือด : ผู้ป่วยที่ค่าเวลาโปรทรอมบิน (Prothrombin time) อยู่ในระดับเสี่ยง (ตับหรือไตทำงานบกพร่อง สภาวะโภชนาการต่ำ การรักษาด้วยยาต้านจุลชีพ [antimicrobial therapy] ในระยะยาว)
  • ระบบไต : สมรรถภาพของไตในผู้สูงอายุ

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย 

  • ควรหลีกเลี่ยงการข้ามมื้อยาและใช้ยาให้ครบตามกำหนด
  • ติดต่อแพทย์ทันทีหากอุจจาระเหลวหรือมีเลือด

ขนาดยาเซฟาโซลินสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคถุงน้ำดีอักเสบ (Cholecystitis) 

1 เดือนขึ้นไป

  • การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง : 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 หรือ 4 ครั้ง
  • การติดเชื้อที่รุนแรง: 100 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 หรือ 4 ครั้ง

คำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชแห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Pediatrics)

อายุ 7 วัน หรือน้อยกว่า

  • 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง

อายุ 8-28 วัน

  • น้ำหนักไม่เกิน 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • น้ำหนักมากกว่า 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง

อายุ 1 เดือนขึ้นไป

การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง

  • 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 3 กรัม/วัน

การติดเชื้อที่รุนแรง

  • 100 ถึง 150 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด: 6 กรัม/วัน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาถุงเก็บอสุจิอักเสบ – ไม่เจาะจง

อายุ 1 เดือนขึ้นไป

  • การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง : 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 หรือ 4 ครั้ง
  • การติดเชื้อที่รุนแรง : 100 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 หรือ 4 ครั้ง

คำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชแห่งสหรัฐอเมริกา

อายุ 7 วัน หรือน้อยกว่า

  • 25 มก./กก./วัน ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง

อายุ 8-28 วัน

  • น้ำหนักไม่เกิน 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • น้ำหนักมากกว่า 2 กก. :  25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง

1 เดือนขึ้นไป

การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง

  • 25- 50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 3 กรัม/วัน

การติดเชื้อที่รุนแรง

  • 100 ถึง 150 มก./กก. แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 6 กรัม/วัน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อที่ข้อต่อ 

1 เดือนขึ้นไป

  • การติดเชื้อระดับเบาถึงปานกลาง : 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • การติดเชื้อที่รุนแรง : 100 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง

คำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชแห่งสหรัฐอเมริกา 

อายุ 7 วัน หรือน้อยกว่า

  • 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง

อายุ 8-28 วัน

  • น้ำหนักไม่เกิน 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • น้ำหนักมากกว่า 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง

1 เดือนขึ้นไป

การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง

  • 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 3 กรัม/วัน

การติดเชื้อที่รุนแรง

  • 100-150 มก./กก. แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 6 กรัม/วัน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคกระดูกอักเสบ

1 เดือนขึ้นไป

  • การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง : 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • การติดเชื้อที่รุนแรง : 100 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 หรือ 4 ครั้ง

คำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชแห่งสหรัฐอเมริกา

อายุ 7 วัน หรือน้อยกว่า

  • 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง

อายุ 8-28 วัน

  • น้ำหนักถึง 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • น้ำหนักมากกว่า 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง

1 เดือนขึ้นไป

การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง

  • 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 3 กรัม/วัน

การติดเชื้อที่รุนแรง

  • 100 -150 มก./กก. แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 6 กรัม/วัน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคปอดบวม 

1 เดือนขึ้นไป

  • การติดเชื้อระดับเบาถึงปานกลาง : 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • การติดเชื้อที่รุนแรง : 100 มก./กก. แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง

คำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชแห่งสหรัฐอเมริกา 

อายุ 7 วัน หรือน้อยกว่า

  • 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง

อายุ 8-28 วัน

  • น้ำหนักไม่เกิน 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • น้ำหนักมากกว่า 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง

1 เดือนขึ้นไป

การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง

  • 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 3 กรัม/วัน

การติดเชื้อที่รุนแรง

  • 100-150 มก./กก. แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 6 กรัม/วัน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาต่อมลูกหมากอักเสบ

1 เดือนขึ้นไป

  • การติดเชื้อระดับเบาถึงปานกลาง : 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • การติดเชื้อที่รุนแรง : 100 มก./กก. แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 หรือ 4 ครั้ง

คำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชแห่งสหรัฐอเมริกา 

อายุ 7 วัน หรือน้อยกว่า

  • 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง

อายุ 8-28 วัน

  • น้ำหนักไม่เกิน 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • น้ำหนักมากกว่า 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง

1 เดือนขึ้นไป

การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง

  • 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 3 กรัม/วัน

การติดเชื้อที่รุนแรง

  • 100-150 มก./กก. แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 6 กรัม/วัน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อที่ผิวหรือเนื้อเยื่ออ่อน 

1 เดือนขึ้นไป

  • การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง : 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • การติดเชื้อที่รุนแรง : 100 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง

คำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชแห่งสหรัฐอเมริกา 

อายุ 7 วัน หรือน้อยกว่า

  • 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง

อายุ 8-28 วัน

  • น้ำหนักไม่เกิน 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • น้ำหนักมากกว่า 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง

1 เดือนขึ้นไป

การติดเชื้อระดับรุนแรงถึงปานกลาง

  • 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 3 กรัม/วัน

การติดเชื้อที่รุนแรง

  • 100-150 มก./กก. แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 6 กรัม/วัน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย

1 เดือนขึ้นไป

  • การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง : 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • การติดเชื้อที่รุนแรง : 100 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง

คำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชแห่งสหรัฐอเมริกา

อายุ 7 วัน หรือน้อยกว่า

  • 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง

อายุ 8-28 วัน

  • น้ำหนักไม่เกิน 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • น้ำหนักมากกว่า 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง

1 เดือนขึ้นไป

การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง

  • 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 3 กรัม/วัน

การติดเชื้อที่รุนแรง

  • 100-150 มก./กก. แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 6 กรัม/วัน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาที่ระบบทางเดินปัสสาวะ 

1 เดือนขึ้นไป

  • การติดเชื้อระดับเบาถึงปานกลาง : 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • การติดเชื้อที่รุนแรง : 100 มก./กก. แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง

คำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชแห่งสหรัฐอเมริกา 

อายุ 7 วัน หรือน้อยกว่า

  • 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง

อายุ 8-28 วัน

  • น้ำหนักไม่เกิน 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • น้ำหนักมากกว่า 2 กก. : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง

1 เดือนขึ้นไป

การติดเชื้อระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง

  • 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 3 กรัม/วัน

การติดเชื้อที่รุนแรง

  • 100-150 มก./กก. แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 6 กรัม/วัน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อที่ผิวและโครงสร้างผิว

1 เดือนขึ้นไป

  • การติดเชื้อระดับเบาถึงปานกลาง : 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 หรือ 4 ครั้ง
  • การติดเชื้อที่รุนแรง : 100 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 หรือ 4 ครั้ง

คำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชแห่งสหรัฐอเมริกา 

อายุ 7 วัน หรือน้อยกว่า

  • 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง

อายุ 8-28 วัน

  • น้ำหนักไม่เกิน 2 กก : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • น้ำหนักมากกว่า 2 กก : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง

1 เดือนขึ้นไป

การติดเชื้อระดับเบาถึงปานกลาง

  • 25-50 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 3 กรัม/วัน

การติดเชื้อที่รุนแรง :

  • 100-150 มก./กก. แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด : 6 กรัม/วัน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาติดเชื้อในกระแสเลือด 

1 เดือนขึ้นไป

  • 100 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 หรือ 4 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาเยื่อบุหัวใจอักเสบ

1 เดือนขึ้นไป

  • 100 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 หรือ 4 ครั้ง

คำแนะนำจากสมาคมโรคหัวใจสหรัฐอเมริกา

1 ปีขึ้นไป

  • 100 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 8 ชั่วโมง
  • ขนาดยาสูงสุด : 12 กรัม/วัน
  • ระยะเวลาการรักษา : อย่างน้อย 4 ถึง 6 สัปดาห์

คำแนะนำ

  • เป็นสูตรทางเลือกสำหรับเชื้อสเตรปโทคอกไค ที่ไวต่อเพนนิซิลิน จี อย่างมาก (ความเข้มข้นของยาที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียขั้นต่ำ [MBC] มากขึ้น 0.1 ไมโครกรัม/มล.) เชื้อสเตปฟิโลคอกไค (เชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส หรือเชื้อสแตปฟิโลคอคไค โคแอกกูเลส [coagulase] ที่เป็นแกรมลบ) มีปฏิกิริยาไวต่อเพนนิซิลิน จี ขนาดไม่เกิน1 ไมโครกรัม/มล. (หายาก) และเชื้อสแตปฟิโลคอคไคที่ต้านทานต่อเพนนิซิลิน 1 ไมโครกรัม/มล. เชื้อสเตรปโทคอกไคที่ไวต่อเพนนิซิลิน จี อย่างมาก ซึ่งรวมถึง เชื้อสเตรปโทคอกไค วิริแดนส์ส่วนใหญ่ (viridans) เชื้อสเตรปโทคอกไคกลุ่มเอ บี ซี จี และกลุ่มดี ที่ไม่ใช่กลุ่มเอ็นเตอร์โรคอคคัล (สเตรปโทคอกคัส บอวิสหรือสเตรปโทคอกคัส เอไควนัส)
  • สำหรับเชื้อสเตรปโทคอกไคที่ต้านทานต่อเพนนิซิลินจี 0.1 ไมโครกรัม/มล. อาจใช้ยานี้ร่วมกับเจนตามัยซินหรือใช้แยกต่างหากในช่วง 3-5 วันแรก
  • ควรมีการศึกษาข้อมูลแนวทางในปัจจุบันเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อป้องกันเยื่อบุหัวใจอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย 

คำแนะนำจากสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (AHA)

เด็ก : 50 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อ 30-60 นาทีก่อนการผ่าตัด

ขนาดยาสูงสุด : 1 กรัม/ครั้ง

คำแนะนำ

  • แนะนำเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีหรือไม่มีอาการแพ้ยาเพนนิซิลิน/ยาแอมพิซิลลิน ไม่สามารถรับประทานยาได้ (เว้นแต่จะมีประวัติการแพ้อย่างรุนแรง การบวมใต้ชั้นผิวหนัง [angioedema] หรือลมพิษ [urticaria] โดยใช้ยาเพนนิซิลินหรือยาแอมพิซิลลิน)
  • ควรมีการศึกษาข้อมูลแนวทางในปัจจุบันเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อการป้องกันขณะผ่าตัด 

คำแนะนำจากสมาคมเภสัชกรในระบบสาธารณสุขแห่งอเมริกา (ASHP) สมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา (IDSA) สมาคมโรคติดต่อจากการผ่าตัด (SIS) และสมาคมการดูแลโรคระบาดวิทยาแห่งอเมริกา (SHEA)

ขนาดยาก่อนการผ่าตัด : 30 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำครั้งเดียว

ขนาดยาสูงสุด

  • น้ำหนักน้อยกว่า 120 กก. : ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ครั้งละ 2 กรัม
  • น้ำหนัก 120 กก. ขึ้นไป : ฉีดเข้าหลอดเลือดครั้งละ 3 กรัม ช่วงเวลาให้ยาซ้ำ (ตั้งแต่เริ่มให้ยาก่อนการผ่าตัดครั้งแรก) : 4 ชั่วโมง

คำแนะนำ

  • เริ่มให้ยา 60 นาทีก่อนการผ่าตัด
  • ปกติแล้วการให้ยาเพื่อการป้องกันเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอ หากการป้องกันต้องดำเนินไปจนหลังการผ่าตัดควรใช้ระยะเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง
  • เพื่อให้แน่ใจว่ามีระดับของยาในเซรั่มและเนื้อเยื่อเพียงพอ อาจต้องให้ยาซ้ำอีกครั้ง หากการผ่าตัดเกินจากช่วงระยะเวลาการให้ยาซ้ำที่ตามที่แนะนำ
  • อาจจำเป็นต้องให้ยาอีกครั้งหากระยะครึ่งชีวิตของยานั้นสั้นลง เช่นมีแผลไหม้ที่กว้าง หรือมีเลือดออกขณะผ่าตัดนานเกินหรือมากเกิน อาจไม่จำเป็นต้องให้ยาซ้ำหากระยะครึ่งชีวิตของยานั้นยาวขึ้น เช่น ไตบกพร่อง
  • อาจแนะนำการใช้ยานี้ร่วมกับยาอื่น ขึ้นอยู่กับชนิดของการผ่าตัด
  • ควรมีการศึกษาแนวทางในปัจจุบันเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

การใช้งาน : แนะนำเพื่อการป้องกันในการผ่าตัดสำหรับการผ่าตัดดังต่อไปนี้

  • การผ่าตัดไส้ติ่งสำหรับอาการไส้ติ่งอักเสบที่ไม่ซับซ้อน
  • ทางเดินน้ำดี : การผ่าตัดเปิด การผ่าตัดชนิดที่คอยได้ (elective) การผ่าตัดผ่านกล้องที่มีควมเสี่ยงสูง
  • หัวใจ : ผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ กระบวนการสอดเครื่องมือเข้าหัวใจ เช่น การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (pacemaker implantation) หรือใส่อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ปั๊มเลือดทดแทนการบีบตัวของหัวใจ (ventricular assist devices)
  • การผ่าตัดคลอด
  • ลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
  • ระบบทางเดินอาหาร : กระบวนการเข้าสู่ท่อระบบทางเดินอาหาร (เช่น การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน (bariatric) การผ่าตัดตับอ่อน (pancreaticoduodenectomy) กระบวนการที่ไม่ต้องเข้าสู่ท่อระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกรดไหลย้อน (antireflux) การเลือกตัดเฉพาะประสาทที่ควบคุมกระเพาะอาหารส่วนที่มีเยื่อเมือกผลิตกรด (highly selective vagotomy) สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง
  • หัวและคอ: อวัยวะปลอมทดแทนที่สะอาด (ไม่นับท่อระบาย [tympanostomy tubes]) การผ่าตัดโรคมะเร็งที่สะอาดกึ่งปนเปื้อน (clean-contaminated) การผ่าตัดที่สะอาดกึ่งปนเปื้อนอื่นๆ โดยไม่นับการผ่าตัดต่อมทอมซิล (tonsillectomy) และการผ่าตัดโพรงจมูกและไซนัสด้วยกล้องเอ็นโดสโคป (functional endoscopic sinus procedures)
  • หัวใจ ปอด การปลูกถ่าย หัวใจ-ปอด -การรักษาไส้เลื่อน อย่างการผ่าตัดแก้ไขภาวะไส้เลื่อนโดยใช้แผ่นสารสังเคราะห์เย็บปิดรู (hernioplasty) และการผ่าตัดเย็บซ่อมแซมหน้าท้องส่วนที่มีไส้เลื่อน (Herniorrhaphy)
  • การผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy) : ทางช่องคลอดหรือหน้าท้อง
  • การผ่าตัดระบบประสาท (Neurosurgery) : การผ่าตัดกะโหลกศีรษะแบบรอได้ (Elective craniotomy) การทำทางเชื่อมโพรงสมอง (CSF-shunting) การปลูกถ่ายเครื่องปั๊มภายใน (intrathecal pumps)
  • กระดูกและข้อ : ผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยมีหรือไม่มีเครื่องมือ การซ่อมแซมข้อสะโพกที่แตกหัก (hip fracture repair) ปลูกถ่ายอุปกรณ์ยึดตรึงกระดูกภายใน (internal fixation devices) เช่น ตะปู สกรู แผ่น ลวด การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม (total joint replacement)
  • ตับอ่อน การปลูกถ่ายตับอ่อนและไต
  • การทำศัลยกรรมพลาสติก : ปราศจากปัจจัยเสี่ยงหรือสะอาดกึ่งปนเปื้อน
  • ลำไส้เล็ก : ไม่อุดตัน อุดตัน
  • ทรวงอก : การผ่าตัดที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวใจ รวมทั้งการตัดกลีบปอด (Lobectomy) การตัดปอดทั้งข้าง (Pneumonectomy) การผ่าตัดเนื้อปอดออก (lung resection) การผ่าตัดเปิดทรวงอก (thoracotomy) การผ่าตัดทรวงอกโดยใช้กล้องส่อง (video-assisted thoracoscopic surgery)
  • ทางเดินปัสสาวะ : การตรวจระบบปัสสาวะส่วนล่างโดยใช้เครื่องมือโดยมีความเสี่ยงว่าจะติดเชื้อ รวมทั้งการตัดตรวจชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก (transrectal prostate biopsy) ทำความสะอาดโดยไม่เข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะรวมไปถึงการใส่อวัยวะปลอม การทำความสะอาดที่ผ่านเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะ กึ่งสะอาดกึ่งปนเปื้อน
  • หลอดเลือด

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) 

คำแนะนำจากสมาคมการฟอกไตทางช่องท้องระหว่างประเทศ (ISPD)

การป้องกัน : การสัมผัสกับสิ่งปนเปื้อน

  • 125 มก./ลิตร ฉีดเข้าช่องท้อง การผ่าตัดทำฟันแบบรุกรานร่างกาย : 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ครั้งเดียว 30-60 นาทีก่อนการผ่าตัด
  • ขนาดยาสูงสุด : 1 กรัม/ครั้ง

กระบวนการสำหรับระบบทางเดินอาหาร

  • 25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ครั้งเดียว หยอดเข้าหลอดเลือดดำภายใน 60 นาทีก่อนการผ่าตัด
  • ขนาดยาสูงสุด : 2 กรัม/ครั้ง

การรักษา: แบบต่อเนื่อง

  • ขนาดยาเริ่มต้น : 500 มก./ลิตร ฉีดเข้าช่องท้อง
  • ขนาดยาประคับประคองการรักษา : 125 มก./ลิตร ฉีดเข้าช่องท้อง การให้ยาแบบเป็นระยะ : 20 มก./กก. ฉีดเข้าช่องท้องวันละครั้ง

คำแนะนำ

  • สำหรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนถ่ายด้วยขนาดยาเริ่มต้น ควรใช้เวลา 3-6 ชั่วโมง การเปลี่ยนถ่ายหลังจากนั้น ขณะการรักษาควรใช้ขนาดยาระดับประคับประคองการรักษา
  • สำหรับการรักษาแบบให้ยาเป็นระยะ ควรให้ยาวันละครั้งในระยะยาว (เว้นแต่จะระบุระยะเวลาที่เฉพาะเจาะจง)
  • ควรมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางในปัจจุบันเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

การปรับขนาดยาสำหรับไต 

ผู้ป่วยเด็ก

  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ (CrCl) 40-70 มล./นาที : 60% ของขนาดยาปกติ แบ่งให้ทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 20-40 มล./นาที : 25% ของขนาดยาปกติ แบ่งให้ทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 5-20 มล./นาที : 10% ของขนาดยาปกติ แบ่งให้ทุกๆ 24 ชั่วโมง

คำแนะนำ

สำหรับผู้ป่วยเด็ก ขนาดยาที่แนะนำทั้งหมดให้หลังจากการให้ยาในขนาดยาเริ่มต้น

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาผงสำหรับฉีด
  • สารละลายสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
  • ยาผงสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
  • สารละลายสำหรับฉีด

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด 

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

กระชาย คุณประโยชน์ดี ๆ ต่อสุขภาพ ที่มาพร้อมกับความเผ็ดร้อน

กระชาย เป็นสมุนไพรที่มีรสชาติเผ็ดร้อน ส่วนต่าง ๆ ของกระชายสามารถนำมาประกอบอาหารและมีสรรพคุณทางยา มักพบในอาหารจำพวก ผัดเผ็ด ผัดฉ่า แกงป่า

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai

คันหัวนม จนทนไม่ไหว ร่างกายกำลังบอกอะไรคุณหรือเปล่า

เมื่อเกิดอาการ คันหัวนม หลายคนคงสงสัยว่ามันเกิดจากอะไร บางครั้งอาการที่เกิดขึ้นอาจจะกำลังบอกอะไรคุณอยู่ก็เป็นได้ ทาง Hello คุณหมอจึงได้นำเรื่องนี้มาฝากกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

อันตรายอาจถึงตาย! สาเหตุที่ว่าทำไมคุณถึงไม่ควร ป้อนน้ำผึ้งให้เด็กทารก

การ ป้อนน้ำผึ้งให้เด็กทารก อาจจะเป็นอันตรายต่อลูกน้อยเป็นอย่างมาก อันตรายที่ว่านั้นเป็นอย่างไร มาหาคำตอบร่วมกันกับ Hello คุณหมอ ได้เลยค่ะ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล

บรูเซลโลซิส (Brucellosis)

บรูเซลโลซิส (Brucellosis) เป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรียที่ชื่อว่า บรูเซลลา โดยทั่วไปมักปะปนอยู่ภายในเนื้อสัตว์ และนมที่ไม่ผ่านกระบวนการการฆ่าเชื้อใด ๆ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by panyapat Aiemsin