เฟโนโพรเฟน (Fenoprofen)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ข้อบ่งใช้

ยา เฟโนโพรเฟน ใช้สำหรับ

ยา เฟโนโพรเฟน (Fenoprofen) ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดเนื่องจากสภาวะต่างๆ ระดับเบาถึงปานกลาง ยานี้ยังใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด อาการบวม และอาการข้อแข็งจากโรคข้ออักเสบ (arthritis) ยาแก้ปวดเฟโนโพรเฟนนี้เป็นยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID)

หากคุณกำลังรักษาโรคเรื้อรัง เช่นโรคข้ออักเสบ โปรดสอบถามแพทย์สำหรับวิธีการรักษาโดยไม่ใช้ยา หรือการใช้ยาอื่นเพื่อรักษาอาการปวดของคุณ

วิธีการใช้ยา เฟโนโพรเฟน

รับประทานยานี้พร้อมกับดื่มน้ำเต็มแก้ว (8 ออนซ์ หรือ 240 มล.) เว้นเสียแต่ว่าแพทย์จะสั่งให้ทำแบบอื่น อย่าล้มตัวลงนอนเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที หลังจากรับประทานยาแล้ว หากเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วนหลังจากใช้ยานี้อาจรับประทานยาพร้อมกับอาหาร นม หรือยาลดกรดได้

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา อย่าใช้ยามากกว่า 3,200 มก. ภายใน 24 ชั่วโมง สำหรับการลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เช่น อาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร

ควรใช้ยานี้ในขนาดต่ำที่สุด เท่าที่มีประสิทธิภาพในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเพิ่มขนาดยาหรือใช้ยาบ่อยกว่าที่กำหนด สำหรับการรักษาสภาวะอย่างโรคข้ออักเสบ ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์กำหนด โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา

สำหรับสภาวะบางอย่าง เช่น โรคข้ออักเสบ อาจต้องใช้ยานี้เป็นประจำนานถึง 2-3 สัปดาห์กว่าที่คุณจะสังเกตเห็นประโยชน์ของยาอย่างเต็มที่

หากคุณใช้ยานี้เท่าที่จำเป็น ไม่ได้ใช้เป็นประจำ โปรดจำไว้ว่ายาแก้ปวดนั้นจะออกฤทธิ์ได้ดีที่สุดหากรับประทานเมื่อเริ่มมีอาการปวด หากคุณรอให้อาการปวดรุนแรงขึ้น ยานี้อาจจะไม่ได้ผลดีนัก

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง

การเก็บรักษายา เฟโนโพรเฟน

ยาเฟโนโพรเฟนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาเฟโนโพรเฟนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาเฟโนโพรเฟนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูก สอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยา เฟโนโพรเฟน

ก่อนใช้ยาเฟโนโพรเฟน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือแพ้ต่อยาแอสไพรินหรือยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์อื่นๆ เช่น ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ยานาพรอกเซน (naproxen) หรือยาเซเลโคซิบ (celecoxib) หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ไม่ควรใช้ยานี้หากคุณมีสภาวะบางอย่าง ก่อนใช้ยานี้โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ โรคไตขั้นรุนแรง โรคหอบหืดที่ไวต่อแอสไพริน เคยมีอาการหายใจติดขัดพร้อมกับอาการน้ำมูกไหล คัดจมูกหลังจากใช้ยาแอสไพรินหรือยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์อื่นๆ เพิ่งผ่านการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคตับ โรคเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือหลอดอาหาร เช่น มีเลือดออก มีแผล หรือมีอาการแสบร้อนกลางอกกำเริบ โรคหัวใจ เช่นเคยเป็นโรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง ความดันเลือดสูง อาการบวม โรคบวมน้ำหรือภาวะคั่งน้ำ ความผิดปกติของเลือด เช่น ภาวะโลหิตจาง ปัญหาเกี่ยวกับลิ่มเลือดหรือตกเลือด โรคหอบหืด ริดสีดวงจมูก (nasal polyps)

ในบางครั้งการใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์รวมถึงยาเฟโนโพรเฟนนั้นอาจจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับไตได้ ปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นหากคุณมีภาวะขาดน้ำ เป็นโรคหัวใจล้มเหลว หรือเป็นโรคไต เป็นผู้สูงอายุ หรือกำลังใช้ยาบางอย่าง (อ่านเเพิ่มเติมในส่วนปฏิกิริยาของยา) ควรดื่มน้ำให้มากตามที่แพทย์กำหนดเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง

ก่อนการผ่าตัด โปรดแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่าคุณกำลังใช้ยานี้

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนหรือง่วงซึม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกัญชานั้นอาจทำให้อาการวิงเวียนหรือง่วงซึมรุนแรงขึ้นได้ อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัวจนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย จำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปรึกษาแพทย์หากคุณใช้กัญชา

ยานี้อาจทำให้มีอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร การดื่มสุราและสูบบุหรี่ทุกวัน โดยเฉพาะเมื่อใช้ยานี้ร่วมด้วยนั้นอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออก ควรจำกัดปริมาณการดื่มสุราและหยุดสูบบุหรี่ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยานี้อาจทำให้คุณมีปฏิกิริยาไวต่อแสงแดดมากขึ้น ควรจำกัดเวลาอยู่ใต้แสงแดด หลีกเลี่ยงบูธอาบแดดและหลอดไฟอุลตร้าไวโอเลต ควรทาครีมกันแดดและสวมเสื้อผ้าป้องกันเมื่ออยู่นอกบ้าน โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีอาการแดดเผาหรือแผลพุพองหรือรอยแดงที่ผิวหนัง

ผู้สูงอายุอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะอาการเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ปัญหาเกี่ยวกับไต และปัญหาเกี่ยวกับหัวใจรุนแรงขึ้น

ก่อนใช้ยานี้ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงในการใช้ยานี้ (เช่น การแท้งบุตร หรือมีบุตรยาก) โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณตั้งครรภ์หรือมีแผนที่จะตั้งครรภ์ ขณะตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น ไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์และส่งผลกระทบต่อการคลอดบุตรตามปกติ

ยานี้สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ยาเฟโนโพรเฟนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด N โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยา เฟโนโพรเฟน

อาจเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน มีแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องผูก ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ง่วงซึม หรือวิงเวียน หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่าการที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

ยานี้อาจจะเพิ่มระดับของความดันโลหิต โปรดตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำและแจ้งให้แพทย์ทราบหากผลการตรวจนั้นสูง

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังนี้ ปวดท้อง บวมที่มือหรือเท้า น้ำหนักลดอย่างกะทันหันหรือหาสาเหตุไม่ได้ การมองเห็นเปลี่ยนแปลง การได้ยินเปลี่ยนแปลง เช่น มีเสียงอื้อในหู มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ หัวใจเต้นเร็วหรือรัว ปวดหัวบ่อยครั้งหรือรุนแรง หมดสติ กลืนลำบากหรือมีอาการปวดขณะกลืน เหนื่อยล้าผิดปกติ

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีผลข้างเคียงที่หายากแต่รุนแรงมากดังนี้ มีสัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับไต เช่น ปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง ปัสสาวะเป็นฟองหรือมีสีชมพู ปัสสาวะบ่อย แสบร้อน หรือมีอาการปวดขณะปัสสาวะ มีสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น เป็นไข้ เจ็บคอบ่อยครั้ง มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย คอแข็งเกร็งโดยหาสาเหตุไม่ได้

ในนานๆครั้งยานี้อาจจะทำให้เกิดโรคตับที่รุนแรง อาจถึงแก่ชีวิต หากคุณสังเกตเห็นผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงมากเหล่านี้ ควรหยุดใช้ยาและติดต่อแพทย์หรือเภสัชกรในทันที อาการดวงตาหรือผิวหนังเป็นสีเหลือง ปัสสาวะสีคล้ำ ปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้อาเจียนบ่อยครั้ง

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ ได้แก่

  • ยาอะลิสคิเรน (aliskiren)
  • ยาในกลุ่มเอซีอี อินฮิบิเตอร์ (ACE inhibitors) เช่น ยาแคปโทพริล (captopril) หรือลิซิโนพริล (lisinopril)
  • ยาในกลุ่มแอนจิโอเทนซิน ทู รีเซพเตอร์ บล็อกเกอร์ (angiotensin II receptor blockers) เช่น โลซาร์แทน (losartan) หรือวาลซาร์แทน (valsartan)
  • ยาไซโดโฟเวียร์ (cidofovir)
  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) เช่น เพรดนิโซน (prednisone) ยาลิเทียม (lithium) ยาเมโธเทรกเซท (methotrexate)
  • ยาขับน้ำหรือยาขับปัสสาวะ เช่น ฟูโรเซไมด์ (furosemide)

ยานี้อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออกเมื่อใช้ร่วมกับยาอื่นที่อาจทำให้อาการเลือดออกได้ เช่น

  • ยาต้านเกล็ดเลือด อย่างยาโคลพิโดเกรล (clopidogrel)
  • ยาเจือจางเลือด อย่างดาบิกาแทรน (dabigatran) อีนอกซาพาริน (enoxaparin) หรือวาฟาริน (warfarin) และอื่นๆ

ควรอ่านฉลากยาตามใบสั่งแพทย์และยาที่หาซื้อเองทั้งหมดอย่างละเอียดเนื่องจากมียาจำนวนมากที่มีส่วนผสมของยาบรรเทาอาการปวดหรือลดไข้ เช่น ยาแอสไพริน ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ อย่างยาเซเลโคซิบ (celecoxib) ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือยาคีโตโรแลค (ketorolac)

ยาเหล่านี้คล้ายกับยาเฟโนโพรเฟนและอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงหากใช้ร่วมกัน แต่แพทย์อาจจะสั่งให้คุณใช้ยาแอสไพรินในขนาดต่ำ (โดยทั่วไปคือขนาด 81-325 มก. ต่อวัน) เพื่อป้องกันโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง คุณควรใช้ยาแอสไพรินนั้นต่อไปนอกเสียจากแพทย์จะสั่งแบบอื่น โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อผลการตรวจในห้องแล็บบางชนิด เช่น ผลการตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ โปรดแจ้งบุคลากรในห้องแล็บและแพทย์ของคุณทุกคนให้ทราบว่าคุณกำลังใช้ยานี้

ยาเฟโนโพรเฟนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเฟโนโพรเฟนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาเฟโนโพรเฟนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเฟโนโพรเฟนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis)

  • 400 มก. ถึง 600 มก. รับประทานวันละ 3 หรือ 4 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 3200 มก./วัน

คำแนะนำ

  • ควรปรับขนาดยาหหลังจากผ่านช่วงเริ่มต้นการรักษาหรือในช่วงที่อาการกำเริบ
  • ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์นั้นมักจะต้องใช้ยาในขนาดที่มากกว่าผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม ควรใช้ยาในขนาดต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพที่ยอมรับได้ในการควบคุมสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง

การใช้งาน เพื่อบรรเทาสัญญาณและอาการของโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)

  • 400 มก. ถึง 600 มก. รับประทานวันละ 3 หรือ 4 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 3200 มก./วัน

คำแนะนำ

  • ควรปรับขนาดยาหหลังจากผ่านช่วงเริ่มต้นการรักษาหรือในช่วงที่อาการกำเริบ
  • ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์นั้นมักจะต้องใช้ยาในขนาดที่มากกว่าผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม ควรใช้ยาในขนาดต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพที่ยอมรับได้ในการควบคุมสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง

การใช้งาน

เพื่อบรรเทาสัญญาณและอาการของโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการปวด

200 มก. รับประทานทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมงเท่าที่จำเป็น

การใช้งาน

เพื่อบรรเทาอาการปวดระดับเบาถึงปานกลาง

การปรับขนาดยาสำหรับไต

โรคตับขั้นรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้เว้นเสียแต่ว่าประโยชน์ของยาจะมากกว่าความเสี่ยงในการทำให้การทำงานของไตแย่ลง

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

หากเกิดโรคตับขึ้นหรือมีอาการทั่วร่างกาย เช่น ภาวะเซลล์เม็ดเลือดขาวอีโอซิโนฟิลต่ำ (eosinophilia) หรือาการผดผื่น ควรหยุดใช้ยานี้

การปรับขนาดยา

ผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุอาจจะต้องใช้ยาในขนาดที่ต่ำกว่าเนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่าในการเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงผลที่ไม่ถึงประสงค์ต่อหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร ตับหรือไต

ข้อควรระวัง

  • ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์นั้น ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดอาการหลอดเลือดดำของหัวใจอุดตันที่รุนแรง รวมถึงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) และโรคหลอดเลือดสมองซึ่งอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ความเสี่ยงนี้อาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของการรักษาและอาจจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการใช้ยา
  • ห้ามใช้ยานี้หากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)
  • ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลไม่พึงประสงค์ต่อระบบทางเดินอาหาร ทั้งอาการเลือดออก มีแผล และอาการกระเพาะอาหารหรือลำไส้ทะลุ ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นในเวลาไหนก็ได้ของการใช้ยาและเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการเตือน ผู้ป่วยสูงอายุและผู้ป่วยที่เคยมีแผลในกระเพาะอาหาร หรืออาการเลือดออกในระบบทางเดินอาหารนั้นจะมีความเสี่ยงมากกว่า ที่จะเกิดอาการของระบบทางเดินอาหารที่รุนแรง

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

สามารถรับประทานยาพร้อมกับอาหารหรือนม ปริมาณการดูดซึมยาทั้งหมดนั้นจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่อาจจะชะลอหรือลดระดับยาสูงสุดในเลือด

การเก็บรักษา

เก็บยาไว้ในภาชนะที่ปิดแน่น

ทั่วไป

  • ก่อนเริ่มต้นการรักษา ควรเปรียบเทียบระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงของการใช้ยานี้กับวิธีการรักษาอื่นๆ
  • ควรใช้ยาในขนาดต่ำที่สุดเท่าที่มีประสิทธิภาพ ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดที่สอดคล้องกับเป้าหมายการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
  • อาการควรจะดีขึ้นภายในไม่กี่วัน แต่อาจจะต้องรับการรักษาเพิ่มเติม 2 ถึง 3 สัปดาห์เพื่อประเมินประโยชน์ของการรักษาอย่างเต็มที่
  • การใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจวาย โรคหัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นเวลาใดก็ได้ระหว่างการรักษาและจะเพิ่มขึ้นกับผู้ที่ใช้ยาเป็นเวลานาน ผู้เคยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือมีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และผู้ที่ใช้ยาในขนาดสูง

การเฝ้าระวัง

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด เฝ้าระวังความดันโลหิตในช่วงเริ่มต้นการรักษาและตลอดระยะเวลาการรักษา
  • ระบบทางเดินอาหาร เฝ้าระวังสัญญาณและอาการของโรคเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร
  • สมรรถภาพของไต เฝ้าระวังสถานะของไต โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโปรสตาแกลนดินส์ของไต (renal prostaglandins) นั้นมีบทบาทในการสนับสนุนการรักษาระดับเลือดที่มาเลี้ยงไต
  • เฝ้าระวังจำนวนเม็ดเลือด สมรรถภาพของไต และสมรรถภาพของตับเป็นระยะๆ สำหรับผู้ป่วยที่รับการรักษาในระยะยาว

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ผู้ป่วยควรรับคำแนะนำทางการแพทย์หากเกิดสัญญาณและอาการที่ระบบทางเดินอาหาร ปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ต่อผิว อาการแพ้ ความเป็นพิษต่อตับ หรืออาการน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้หรือบวมน้ำ (edema)
  • ผู้ป่วยควรรับการรักษาในทันทีหากมีสัญญาณหรืออาการของโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งอาการหายใจติดขัด พูดไม่ชัด เจ็บหน้าอก หรืออ่อนแรงที่ด้านหนึ่งของร่างกาย
  • ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หากตั้งครรภ์ มีแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์

ขนาดยาเฟโนโพรเฟนสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน
  • ยาผงสำหรับผสม

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Share now :

Review Date: พฤศจิกายน 27, 2019 | Last Modified: ธันวาคม 31, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน