เฟโนโพรเฟน (Fenoprofen)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 17/09/2020 . 9 mins read
Share now

เฟโนโพรเฟน (Fenoprofen) เป็นยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดเนื่องจากสภาวะต่างๆ ตั้งแต่อาการปวดระดับเบาถึงระดับปานกลาง และยังใช้เพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการบวมของโรคข้ออักเสบด้วย

ข้อบ่งใช้

เฟโนโพรเฟน ใช้สำหรับ

ยาเฟโนโพรเฟน (Fenoprofen) ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดเนื่องจากสภาวะต่างๆ ระดับเบาถึงปานกลาง ยานี้ยังใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด อาการบวม และอาการข้อแข็งจากโรคข้ออักเสบ (arthritis) ยาแก้ปวดเฟโนโพรเฟนนี้เป็นยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID)

หากคุณกำลังรักษาโรคเรื้อรัง เช่นโรคข้ออักเสบ โปรดสอบถามแพทย์สำหรับวิธีการรักษาโดยไม่ใช้ยา หรือการใช้ยาอื่นเพื่อรักษาอาการปวดของคุณ

วิธีการใช้ ยาเฟโนโพรเฟน

  • รับประทานยานี้พร้อมกับดื่มน้ำเต็มแก้ว (8 ออนซ์ หรือ 240 มล.) เว้นเสียแต่ว่าแพทย์จะสั่งให้ทำแบบอื่น อย่าล้มตัวลงนอนเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที หลังจากรับประทานยาแล้ว หากเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วนหลังจากใช้ยานี้อาจรับประทานยาพร้อมกับอาหาร นม หรือยาลดกรดได้
  • ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา อย่าใช้ยามากกว่า 3,200 มก. ภายใน 24 ชั่วโมง สำหรับการลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เช่น อาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร
  • ควรใช้ยานี้ในขนาดต่ำที่สุด เท่าที่มีประสิทธิภาพในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเพิ่มขนาดยาหรือใช้ยาบ่อยกว่าที่กำหนด สำหรับการรักษาสภาวะอย่างโรคข้ออักเสบ ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์กำหนด โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา
  • สำหรับสภาวะบางอย่าง เช่น โรคข้ออักเสบ อาจต้องใช้ยานี้เป็นประจำนานถึง 2-3 สัปดาห์กว่าที่คุณจะสังเกตเห็นประโยชน์ของยาอย่างเต็มที่
  • หากคุณใช้ยานี้เท่าที่จำเป็น ไม่ได้ใช้เป็นประจำ โปรดจำไว้ว่ายาแก้ปวดนั้นจะออกฤทธิ์ได้ดีที่สุดหากรับประทานเมื่อเริ่มมีอาการปวด หากคุณรอให้อาการปวดรุนแรงขึ้น ยานี้อาจจะไม่ได้ผลดีนัก
  • โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง

การเก็บรักษา ยาเฟโนโพรเฟน

เฟโนโพรเฟน ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง เฟโนโพรเฟนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งเฟโนโพรเฟนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูก สอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ ยาเฟโนโพรเฟน

  • ก่อนใช้เฟโนโพรเฟน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือแพ้ต่อยาแอสไพรินหรือยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์อื่นๆ เช่น ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ยานาพรอกเซน (naproxen) หรือยาเซเลโคซิบ (celecoxib) หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
  • ไม่ควรใช้ยานี้หากคุณมีสภาวะบางอย่าง ก่อนใช้ยานี้โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ โรคไตขั้นรุนแรง โรคหอบหืดที่ไวต่อแอสไพริน เคยมีอาการหายใจติดขัดพร้อมกับอาการน้ำมูกไหล คัดจมูกหลังจากใช้ยาแอสไพรินหรือยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์อื่นๆ เพิ่งผ่านการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)
  • ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคตับ โรคเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือหลอดอาหาร เช่น มีเลือดออก มีแผล หรือมีอาการแสบร้อนกลางอกกำเริบ โรคหัวใจ เช่นเคยเป็นโรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง ความดันเลือดสูง อาการบวม โรคบวมน้ำหรือภาวะคั่งน้ำ ความผิดปกติของเลือด เช่น ภาวะโลหิตจาง ปัญหาเกี่ยวกับลิ่มเลือดหรือตกเลือด โรคหอบหืด ริดสีดวงจมูก (nasal polyps)
  • ในบางครั้งการใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์รวมถึงเฟโนโพรเฟนนั้นอาจจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับไตได้ ปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นหากคุณมีภาวะขาดน้ำ เป็นโรคหัวใจล้มเหลว หรือเป็นโรคไต เป็นผู้สูงอายุ หรือกำลังใช้ยาบางอย่าง (อ่านเเพิ่มเติมในส่วนปฏิกิริยาของยา) ควรดื่มน้ำให้มากตามที่แพทย์กำหนดเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง
  • ก่อนการผ่าตัด โปรดแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่าคุณกำลังใช้ยานี้
  • ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนหรือง่วงซึม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกัญชานั้นอาจทำให้อาการวิงเวียนหรือง่วงซึมรุนแรงขึ้นได้ อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัวจนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย จำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปรึกษาแพทย์หากคุณใช้กัญชา
  • ยานี้อาจทำให้มีอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร การดื่มสุราและสูบบุหรี่ทุกวัน โดยเฉพาะเมื่อใช้ยานี้ร่วมด้วยนั้นอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออก ควรจำกัดปริมาณการดื่มสุราและหยุดสูบบุหรี่ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
  • ยานี้อาจทำให้คุณมีปฏิกิริยาไวต่อแสงแดดมากขึ้น ควรจำกัดเวลาอยู่ใต้แสงแดด หลีกเลี่ยงบูธอาบแดดและหลอดไฟอุลตร้าไวโอเลต ควรทาครีมกันแดดและสวมเสื้อผ้าป้องกันเมื่ออยู่นอกบ้าน โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีอาการแดดเผาหรือแผลพุพองหรือรอยแดงที่ผิวหนัง
  • ผู้สูงอายุอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะอาการเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ปัญหาเกี่ยวกับไต และปัญหาเกี่ยวกับหัวใจรุนแรงขึ้น
  • ก่อนใช้ยานี้ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงในการใช้ยานี้ (เช่น การแท้งบุตร หรือมีบุตรยาก) โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณตั้งครรภ์หรือมีแผนที่จะตั้งครรภ์ ขณะตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น ไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์และส่งผลกระทบต่อการคลอดบุตรตามปกติ
  • ยานี้สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

เฟโนโพรเฟนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด N โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ ยาเฟโนโพรเฟน

  • อาจเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน มีแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องผูก ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ง่วงซึม หรือวิงเวียน หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที
  • โปรดจำไว้ว่าการที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ
  • ยานี้อาจจะเพิ่มระดับของความดันโลหิต โปรดตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำและแจ้งให้แพทย์ทราบหากผลการตรวจนั้นสูง
  • โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังนี้ ปวดท้อง บวมที่มือหรือเท้า น้ำหนักลดอย่างกะทันหันหรือหาสาเหตุไม่ได้ การมองเห็นเปลี่ยนแปลง การได้ยินเปลี่ยนแปลง เช่น มีเสียงอื้อในหู มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ หัวใจเต้นเร็วหรือรัว ปวดหัวบ่อยครั้งหรือรุนแรง หมดสติ กลืนลำบากหรือมีอาการปวดขณะกลืน เหนื่อยล้าผิดปกติ
  • โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีผลข้างเคียงที่หายากแต่รุนแรงมากดังนี้ มีสัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับไต เช่น ปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง ปัสสาวะเป็นฟองหรือมีสีชมพู ปัสสาวะบ่อย แสบร้อน หรือมีอาการปวดขณะปัสสาวะ มีสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น เป็นไข้ เจ็บคอบ่อยครั้ง มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย คอแข็งเกร็งโดยหาสาเหตุไม่ได้
  • ในนานๆ ครั้ง ยานี้อาจจะทำให้เกิดโรคตับที่รุนแรง อาจถึงแก่ชีวิต หากคุณสังเกตเห็นผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงมากเหล่านี้ ควรหยุดใช้ยาและติดต่อแพทย์หรือเภสัชกรในทันที อาการดวงตาหรือผิวหนังเป็นสีเหลือง ปัสสาวะสีคล้ำ ปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้อาเจียนบ่อยครั้ง
  • การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ ได้แก่

  • ยาอะลิสคิเรน (aliskiren)
  • ยาในกลุ่มเอซีอี อินฮิบิเตอร์ (ACE inhibitors) เช่น ยาแคปโทพริล (captopril) หรือลิซิโนพริล (lisinopril)
  • ยาในกลุ่มแอนจิโอเทนซิน ทู รีเซพเตอร์ บล็อกเกอร์ (angiotensin II receptor blockers) เช่น โลซาร์แทน (losartan) หรือวาลซาร์แทน (valsartan)
  • ยาไซโดโฟเวียร์ (cidofovir)
  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) เช่น เพรดนิโซน (prednisone) ยาลิเทียม (lithium) ยาเมโธเทรกเซท (methotrexate)
  • ยาขับน้ำหรือยาขับปัสสาวะ เช่น ฟูโรเซไมด์ (furosemide)

ยานี้อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออกเมื่อใช้ร่วมกับยาอื่นที่อาจทำให้อาการเลือดออกได้ เช่น

  • ยาต้านเกล็ดเลือด อย่างยาโคลพิโดเกรล (clopidogrel)
  • ยาเจือจางเลือด อย่างดาบิกาแทรน (dabigatran) อีนอกซาพาริน (enoxaparin) หรือวาฟาริน (warfarin) และอื่นๆ

ควรอ่านฉลากยาตามใบสั่งแพทย์และยาที่หาซื้อเองทั้งหมดอย่างละเอียดเนื่องจากมียาจำนวนมากที่มีส่วนผสมของยาบรรเทาอาการปวดหรือลดไข้ เช่น ยาแอสไพริน ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ อย่างยาเซเลโคซิบ (celecoxib) ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือยาคีโตโรแลค (ketorolac)

ยาเหล่านี้คล้ายกับเฟโนโพรเฟนและอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงหากใช้ร่วมกัน แต่แพทย์อาจจะสั่งให้คุณใช้ยาแอสไพรินในขนาดต่ำ (โดยทั่วไปคือขนาด 81-325 มก. ต่อวัน) เพื่อป้องกันโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง คุณควรใช้ยาแอสไพรินนั้นต่อไปนอกเสียจากแพทย์จะสั่งแบบอื่น โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อผลการตรวจในห้องแล็บบางชนิด เช่น ผลการตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ โปรดแจ้งบุคลากรในห้องแล็บและแพทย์ของคุณทุกคนให้ทราบว่าคุณกำลังใช้ยานี้

เฟโนโพรเฟนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

เฟโนโพรเฟนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

เฟโนโพรเฟนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาด ยาเฟโนโพรเฟน สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis)

  • 400 มก. ถึง 600 มก. รับประทานวันละ 3 หรือ 4 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 3200 มก./วัน

คำแนะนำ

  • ควรปรับขนาดยาหหลังจากผ่านช่วงเริ่มต้นการรักษาหรือในช่วงที่อาการกำเริบ
  • ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์นั้นมักจะต้องใช้ยาในขนาดที่มากกว่าผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม ควรใช้ยาในขนาดต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพที่ยอมรับได้ในการควบคุมสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง

การใช้งาน เพื่อบรรเทาสัญญาณและอาการของโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)

  • 400 มก. ถึง 600 มก. รับประทานวันละ 3 หรือ 4 ครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 3200 มก./วัน

คำแนะนำ

  • ควรปรับขนาดยาหลังจากผ่านช่วงเริ่มต้นการรักษาหรือในช่วงที่อาการกำเริบ
  • ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์นั้นมักจะต้องใช้ยาในขนาดที่มากกว่าผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม ควรใช้ยาในขนาดต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพที่ยอมรับได้ในการควบคุมสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง

การใช้งาน

เพื่อบรรเทาสัญญาณและอาการของโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการปวด

200 มก. รับประทานทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมงเท่าที่จำเป็น

การใช้งาน

เพื่อบรรเทาอาการปวดระดับเบาถึงปานกลาง

การปรับขนาดยาสำหรับไต

โรคตับขั้นรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้เว้นเสียแต่ว่าประโยชน์ของยาจะมากกว่าความเสี่ยงในการทำให้การทำงานของไตแย่ลง

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

หากเกิดโรคตับขึ้นหรือมีอาการทั่วร่างกาย เช่น ภาวะเซลล์เม็ดเลือดขาวอีโอซิโนฟิลต่ำ (eosinophilia) หรือาการผดผื่น ควรหยุดใช้ยานี้

การปรับขนาดยา

ผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุอาจจะต้องใช้ยาในขนาดที่ต่ำกว่าเนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่าในการเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงผลที่ไม่ถึงประสงค์ต่อหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร ตับหรือไต

ข้อควรระวัง

  • ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์นั้น ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดอาการหลอดเลือดดำของหัวใจอุดตันที่รุนแรง รวมถึงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) และโรคหลอดเลือดสมองซึ่งอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ความเสี่ยงนี้อาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของการรักษาและอาจจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการใช้ยา
  • ห้ามใช้ยานี้หากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)
  • ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลไม่พึงประสงค์ต่อระบบทางเดินอาหาร ทั้งอาการเลือดออก มีแผล และอาการกระเพาะอาหารหรือลำไส้ทะลุ ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นในเวลาไหนก็ได้ของการใช้ยาและเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการเตือน ผู้ป่วยสูงอายุและผู้ป่วยที่เคยมีแผลในกระเพาะอาหาร หรืออาการเลือดออกในระบบทางเดินอาหารนั้นจะมีความเสี่ยงมากกว่า ที่จะเกิดอาการของระบบทางเดินอาหารที่รุนแรง

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

สามารถรับประทานยาพร้อมกับอาหารหรือนม ปริมาณการดูดซึมยาทั้งหมดนั้นจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่อาจจะชะลอหรือลดระดับยาสูงสุดในเลือด

การเก็บรักษา

เก็บยาไว้ในภาชนะที่ปิดแน่น

ทั่วไป

  • ก่อนเริ่มต้นการรักษา ควรเปรียบเทียบระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงของการใช้ยานี้กับวิธีการรักษาอื่นๆ
  • ควรใช้ยาในขนาดต่ำที่สุดเท่าที่มีประสิทธิภาพ ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดที่สอดคล้องกับเป้าหมายการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
  • อาการควรจะดีขึ้นภายในไม่กี่วัน แต่อาจจะต้องรับการรักษาเพิ่มเติม 2 ถึง 3 สัปดาห์เพื่อประเมินประโยชน์ของการรักษาอย่างเต็มที่
  • การใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจวาย โรคหัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นเวลาใดก็ได้ระหว่างการรักษาและจะเพิ่มขึ้นกับผู้ที่ใช้ยาเป็นเวลานาน ผู้เคยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือมีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และผู้ที่ใช้ยาในขนาดสูง

การเฝ้าระวัง

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด เฝ้าระวังความดันโลหิตในช่วงเริ่มต้นการรักษาและตลอดระยะเวลาการรักษา
  • ระบบทางเดินอาหาร เฝ้าระวังสัญญาณและอาการของโรคเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร
  • สมรรถภาพของไต เฝ้าระวังสถานะของไต โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโปรสตาแกลนดินส์ของไต (renal prostaglandins) นั้นมีบทบาทในการสนับสนุนการรักษาระดับเลือดที่มาเลี้ยงไต
  • เฝ้าระวังจำนวนเม็ดเลือด สมรรถภาพของไต และสมรรถภาพของตับเป็นระยะๆ สำหรับผู้ป่วยที่รับการรักษาในระยะยาว

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ผู้ป่วยควรรับคำแนะนำทางการแพทย์หากเกิดสัญญาณและอาการที่ระบบทางเดินอาหาร ปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ต่อผิว อาการแพ้ ความเป็นพิษต่อตับ หรืออาการน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้หรือบวมน้ำ (edema)
  • ผู้ป่วยควรรับการรักษาในทันทีหากมีสัญญาณหรืออาการของโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งอาการหายใจติดขัด พูดไม่ชัด เจ็บหน้าอก หรืออ่อนแรงที่ด้านหนึ่งของร่างกาย
  • ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หากตั้งครรภ์ มีแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์

ขนาด ยาเฟโนโพรเฟน สำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน
  • ยาผงสำหรับผสม

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ผักไนท์เฉด ส่งผลต่อโรคข้ออักเสบ และทำให้อาการอักเสบกำเริบจริงหรือไม่

หลาย ๆ คนมีความเชื่อว่าการกิน ผักไนท์เฉด ส่งผลต่อโรคข้ออักเสบ ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ แต่จริง ๆ แล้วยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าผักไนท์เฉดทำให้เกิดการอักเสบ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by ชลธิชา จันทร์วิบูลย์

การปฐมพยาบาลจมูกหัก ดั้งแตก ควรจัดการอย่างไร

จมูกหัก ดั้งแตก มักเป็นผลมาจากการบาดเจ็บที่ใบหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้นทาง Hello คุณหมอ จึงมีแนวทาง การปฐมพยาบาลจมูกหัก มาฝากกันในบทความนี้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

อาการของมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 มีอะไรบ้าง ที่คุณผู้หญิงควรรู้

มะเร็งมีอยู่ 4 ระยะด้วยกัน โดยแต่ละระยะจะมีอาการที่แตกต่างกัน ซึ่งมะเร็งเต้านมก็แบ่งเป็น 4 ระยะ ซึ่ง อาการของมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 มีอะไรบ้าง ไปติดตามกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

พาราฟิน แว็กซ์ สามารถช่วยบรรเทาอาการ โรคข้ออักเสบ ได้จริงหรือ

พาราฟิน แว็กซ์ (Paraffin Wax) คือ ขี้ผึ้งสีขาวที่ผ่านการละลายอยู่ในเครื่องละลายเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันถูกนิยมนำมาใช้เสริมความงาม และบรรเทาอาการปวดบริเวณข้อต่อ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by panyapat Aiemsin