home

What are your concerns?

close
Inaccurate
Hard to understand
Other

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera)

สรรพคุณ|ข้อควรระวังและคำเตือน:|ความปลอดภัย|ผลข้างเคียง|ปฏิกิริยาระหว่างยา|ขนาดยา|รูปแบบของว่านหางจระเข้

สรรพคุณ

ว่านหางจระเข้เป็นพืชที่มีลักษณะคล้ายตะบองเพชร ซึ่งเจริญเติบโตในสภาพอาการร้อน หรือภูมิอากาศแห้งแล้ง

ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ได้แก่ วุ้นและยาง วุ้นของว่านหางจระเข้ได้จากเซลล์ส่วนกลางของใบ ในขณะที่ยางได้จากเซลล์ใต้ผิวของใบ

ว่านหางจระเข้สามารถนำมารับประทาน หรือทาผิวได้ การรับประทานวุ้นของว่านหางจระเข้สามารถช่วย: ลดน้ำหนัก โรคเบาหวาน โรคไวรัสตับอักเสบ, โรคลำไส้อักเสบ โรคข้อเข่าเสื่อม แผลในกระเพาะอาหาร โรคหอบหืด บาดแผลที่ผิวหนังที่เกิดจากรังสี เป็นไข้ อาการคัน และอาการอักเสบ สารเคมีตัวหนึ่งในว่านหางจระเข้ชื่อ แอซีแมนแนน ใช้รับประทานสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ HIV/โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เอดส์). สารสกัดจากว่านหางจระเข้ยังใช้ในผู้ป่วยที่มีปริมาณคอเลสเตอรอลสูง

ส่วนวุ้นของว่านจระเข้ใช้รับประทานเป็นยาระบายเมื่อท้องผูก นอกจากนี้ยังใช้ในอาการชัก โรคหืด ไข้หวัด เลือดออก รอบเดือนมาไม่ปรกติ การบวมของลำไส้ใหญ่จากการอักเสบ อาการซึมเศร้า เบาหวาน อาการผิดปกติของตาที่อาจนำไปสู่ตาบอด มัลติเพิล สเคลอโรซิส ริดสีดวงทวารหนัก เส้นเลือดขอด ข้ออักเสบ ข้อเสื่อม ปัญหาด้านการมองเห็น ใบว่านหางจระเข้สดยังสามารถรับประทานเพื่อรักษามะเร็งในช่องปาก

เจลว่านหางจระเข้ยังถูกใช้รักษาสิว และอาการผิวหนังอักเสบที่เรียกว่า ไลเคน พลานัส การอักเสบในช่องปาก การแสบร้อนช่องปาก ผิวหนังถูกทำลายที่เกิดจากรังสี คราบหินปูน ผื่นผ้าอ้อม อาการที่ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อในร่างกายถูกทำลายด้วยความเย็นจัด โรคเหงือก แผลกดทับ โรคหิด รังแค การสมานแผล เส้นเลือดขอด และความเจ็บปวดหลังการผ่าตัด เส้นเลือดขอด ข้ออักเสบ การอักเสบและยังใช้เป็น ยาระงับเชื้อ สารสกัดจากว่านหางจระเข้ยังถูกใช้รักษา โรคเริมที่เกิดบริเวณอวัยวะเพศ
ผิวบอบบางและคัน รอยไหม้ รอยไหม้จากแดด และผิวแห้ง สารสกัดจากว่านหางจระเข้ยังใช้เป็นสารต้านแมลง น้ำที่ได้จากใบของว่านหางจระเข้ทาลงบนผิวเพื่อรักษาแผลที่ทวารหนัก สารแอซีแมนแนน (Acemannan) ในว่านหางจระเข้ ใช้ทาเพื่อรักษากระดูกเบ้าฟันอักเสบ และแผลร้อนใน

  • เจลว่านหางจระเข้อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังซึ่งจะช่วยในการรักษาโรคสะเก็ดเงินได้
  • ว่านหางจระเข้ ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น โดยปรับปรุงการไหลเวียนของเลือดบริเวณที่มีแผล และช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ตายรอบๆแผล
  • เจลว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติที่เป็นพิษต่อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิด
  • ยางของว่านหางจระเข้มีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายกับยาระบาย

ข้อควรระวังและคำเตือน:

ปรึกษาแพทย์ เภสัชกรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรในกรณีที่:

  • ตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร เนื่องจากในขณะให้นมบุตรนั้น ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
  • กำลังใช้ยาอื่น ๆ รวมถึงยาที่สามารถซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์
  • มีอาการแพ้ในว่านหางจระเข้ ยาอื่น ๆ หรืออาหารเสริมอื่น ๆ
  • มีโรคอื่น ๆ มีความผิดปกติหรือพยาธิสภาพอื่น ๆ
  • มีอาการแพ้อื่น ๆ เช่น แพ้อาหาร สีผสมอาหาร สารกันบูดหรือเนื้อสัตว์ต่าง ๆ

ข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่านหางจระเข้นั้นมีความเข้มงวดน้อยกว่าข้อกำหนดยาอื่น ๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย การใช้ผลิตภัณฑ์นี้ต้องมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

ความปลอดภัย

ว่านหางจระเข้มีความปลอดภัยกับผิวหนังหากใช้เป็นยาหรือเครื่องสำอางอย่างเหมาะสม ว่านหางจระเข้ยังมีความปลอดภัยหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมในระยะเวลาสั้นๆ โดยสามารถรับประทานเจลว่านหางจระเข้ วันละ 15 มิลลิลิตร เป็นเวลา 42 วัน หรือ สารละลาย 50% เจลว่านหางจระเข้ สองครั้งต่อวัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ สารประกอบเชิงซ้อนจำเพาะยังถูกใช้ในปริมาณ 600 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ด้วย

อย่างไรก็ตามการรับประทานส่วนลาเทกซ์นั้นไม่มีความปลอดภัยนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานในปริมาณมาก

สตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตร: การรับประทานว่านหางจระเข้ทั้งส่วนเจลและลาเทกซ์นั้นไม่มีความปลอดภัย โดยมีรายงานว่าว่านหางจระเข้มีความเกี่ยวข้องกับการแท้งบุตร นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความพิการแต่กำเนิด จึงไม่ควรรับประทานหากตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

เด็ก: การทาว่านหางจระเข้ลงบนผิวหนังในปริมาณที่เหมาะสมมีความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตามส่วนลาเทกซ์และสารสกัดจากใบว่านหางจระเข้นั้นไม่ปลอดภัยนักหากจะใช้รับประทานโดยอาจทำให้เกิดแผลในกระเพราะ ปวดเกร็งช่องท้อง ถ่ายเหลวหากใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

ผู้ป่วยเบาหวาน: นักวิจัยพบว่าการรับประทานว่านหางจระเข้อาจช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ แต่อย่างไรก็ต้องควบคุมระดับน้ำตามอย่างใกล้ชิด

ผลข้างเคียง

ส่วนลาเทกซ์ของว่านหางจระเข้สามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงเช่นการปวดท้องและปวดเกร็ง การใช้ปริมาณมากเป็นระยะเวลานานติดต่อกันอาจก่อให้เกิดอุจจาระร่วง ปัญหาเกี่ยวกับไต ปัสสาวะเป็นเลือด ระดับโพแทสเซียมต่ำ กล้ามเนื้ออ่อนแรง น้ำหนักลด การทำงานของหัวใจถูกรบกวน การรับประทานวันละ 1 กรัม ติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันอาจมีผลถึงแก่ชีวิต

มีการรายงานถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับตับหลังจากการรับประทานสารสกัดจากใบว่านหางจระเข้ อย่างไรก็ตามปัญหานี้ไม่ได้พบได้ทั่วไปและคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นกับผู้ซึ่งมีการตอบสนองต่อว่านหางจระเข้ที่สูงผิดปกติเท่านั้น

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับทุกคน แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวในข้างต้น หากมีความกังกลเกี่ยวกับผลข้างเคียงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรหรือแพทย์

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ปฏิริยาอะไรจะเกิดขึ้นจากการใช้ว่านหางจระเข้บ้าง

ว่านหางจระเข้สามารถทำปฏิกิริยากับยาที่ใช้ปัจจุบันรวมถึง สภาพทางการแพทย์จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุนไพรหรือแพทย์ก่อนใช้งาน

ผลิตภัณฑ์ที่อาจทำปฏิริยากับสมุนไพรนี้ ได้แก่:

  • ไดจอกซิน (ลาน็อกซิน)

เมื่อรับประทานส่วนลาเทกซ์ของว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติเป็นยาระบายที่เรียกว่า ยาระบายกระตุ้น โดยยานี้สามารถลดระดับโพแทสเซียมในร่างกาย โดยระดับโพแทสเซียมที่ลดลงนี้จะไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจาก ไดจอกซิน (ลาน็อกซิน)

  • ยารักษาโรคเบาหวาน

ว่านหางจระเข้อาจลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นเดียวกับยารักษาโรคเบาหวาน ฉะนั้นการรับประทานร่วมกันอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป จึงต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิด และอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนขนาดยารักษาโรคเบาหวาน ยาที่ใช้รักษาเบาหวานเช่น ไกลเมพิไรด์ (Amaryl), ไกลบูไรด์ (DiaBeta, Glynase PresTab, Micronase), อินซูลิน, ไพโอกลิตาโซน (Actos), โรสิกลิตาโซน (Avandia), คลอร์โพรพาไมด์(Diabinese), ไกลพิไซด์ (Glucotrol), โทลบูตาไมด์ (Orinase) และอื่นๆ

  • ยารับประทาน

ส่วนลาเทกซ์ของว่านหางจระเข้ เมื่อรับประทานสามารถใช้เป็นยาระบาย โดยยาระบายนี้สามารถปริมาณยาที่ร่างกายดูดซึม ดังนั้การรับประทานส่วนลาเทกซ์ร่วมกับยาปกติอาจลดประสิทธิภาพของยาได้

  • ซีโวฟลูเรน (Ultane)

ว่านหางจระเข้อาจลดประสิทธิภาพการแข็งตัวของเลือด โดย Sevoflurane ที่ปกติแล้วถูกใช้เป็นยาสลบระหว่างผ่าตัด ซีโวฟลูเรน ลดการแข็งตัวของเลือดโดยการรับประทานว่านหางจระเข้ก่อนการผ่าตัดอาจทำให้การเสียดเลือดเพิ่มขึ้นระหว่างขั้นตอนการผ่าตัด จึงไม่ควรรับประทานในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด

  • ยาระบายกระตุ้น

เมื่อรับประทานส่วนลาเทกซ์ของว่านหางจระเข้ซึ่งเป็นยาระบายกระตุ้น โดยมีหน้าที่กระตุ้นการทำงานของลำไส้ การรับประทานส่วนลาเทกซ์กับยาระบายกระตุ้นอาจทำให้ลำไส้ทำงานเร็วเกินไป ทำให้เกิดการขาดน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย

ยาระบายบางชนิดเช่น บิซาโคดิล (Correctol, Dulcolax), คาสคารา, น้ำมันระหุ่ง (Purge), เซนนา (Senokot) และอื่นๆ

  • วอร์ฟาร์ริน (Coumadin)

เมื่อรับประทานส่วนลาเทกซ์ของว่านหางจระเข้ซึ่งเป็นยาระบายกระตุ้น โดยมีหน้าที่กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้เกิดอุจจาระร่วงในผู้ใช้บางราย โดยอุจจาระร่วงจะยิ่งเพิ่มผลของวอร์ฟาร์รินและทำให้เสี่ยงต่อการเสียเลือด ฉะนั้นหากรับประทานวอร์ฟาร์รินอยู่แล้วจึงไม่ควรรับประทานลาเทกซ์มากจนเกินไป

  • ยาเม็ดน้ำ

เมื่อรับประทานส่วนลาเทกซ์ของว่านหางจระเข้ซึ่งเป็นยาระบาย ยาระบายบางตัวสามารถลดระดับโพแทสเซียมในร่างกาย ดังนั้นการรับประทานยาเม็ดน้ำร่วมกับลาเทกซ์อาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในร่างกายต่ำจนเกินไป

ตัวอย่างยาเม็ดน้ำเช่น คลอโรไทอะไซด์ (Diuril), คลอธาริโดน (Thalitone), ฟูโรซีไมด์ (Lasix), ไฮโดรคลอโรไทอะไซด์ (HCTZ, HydroDIURIL, Microzide) และอื่นๆ

ขนาดยา

ข้อมูลที่ให้ด้านล่างนี้ไม่สามารถใช้แทนของคำแนะนำทางการแพทย์จึงต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรหรือแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้

ขนาดยาปกติของว่านหางจระเข้

ขนาดปกติของการใช้ว่านหางจระเข้อาจแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพและการใช้ยาอื่น ๆ อาหารเสริมสมุนไพรไม่ปลอดภัยเสมอไป ควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญด้านสมุนไพรหรือแพทย์เพื่อทราบขนาดยาที่เหมาะสม

ผู้ใหญ่

การรับประทาน:

  • สำหรับอาการท้องผูก: ใช้ 100-200 มิลลิกรัมของว่านหางจระเข้หรือ 50 มิลลิกรัมของสารสกัดว่านหางจระเข้ในตอนเย็น นอกจากนี้ยังสามารถรับประทานแคปซูลขนาด 500 mg ที่มีส่วนประกอบของว่านหางจระเข้วันละ 1 แคปซูลแล้วค่อยๆเพิ่มเป็นวันละ 3 แคปซูล
  • สำหรับลดน้ำหนัก: ใช้ผลิตภัณฑ์เจลว่านหางจระเข้จำเพาะ(Aloe QDM complex, Univera Inc., Seoul, South Korea) ซึ่งประกอบด้วยว่านหางจระเข้ 147 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์

การใช้กับผิวหนัง:

  • สำหรับสิว: ใช้เจลว่านหางจระเข้ความเข้มข้น 50% ทาหลังล้างหน้า เช้า-เย็น ร่วมกับเจลเตรทติโนอิน (Tretinoin) ในตอนเย็น.
  • สำหรับรอยไหม้: ทาว่านหางจระเข้และครีมน้ำมันมะกอก 2 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 6 สัปดาห์ และทาครีมว่านหางตระเข้ 2ครั้งต่อวันหลังจากเปลี่ยนที่ปิดแผล หรือทุกๆสามวันจนกว่ารอยไหม้จะหาย
  • สำหรับผื่นคันบนผิวหนังหรือช่องปาก (ไลเคน พลานัส): ใช้เจลว่านหางจระเข้ทา 2-3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ หรือ ใช้น้ำยาบ้วนปากจากว่านหางจระเข้ ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ อมเป็นเวลา 2 นาทีก่อนบ้วน 4 ครั่งต่อวัน.
  • สำหรับปัญหาสภาวะช่องปาก: ใช้เจลว่านหางจระเข้ 5 มิลลิกรัมทาบริเวณแก้มทั้งสองข้าง สามครั้งต่อวัน เป็นเวลาสามเดือนสำหรับโรคสะเก็ดเงิน: ใช้ครีมว่านหางจระเข้สกัด 5% ทา 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 4 สัปดาห์

สำหรับเด็ก

สำหรับใช้ที่ผิวหนัง:

  • สำหรับสิว: ใช้เจลว่านหางจระเข้ความเข้มข้น 50% ทาหลังล้างหน้า เช้า-เย็น ร่วมกับเจลเตรทติโนอิน (Tretinoin) ในตอนเย็น.
  • สำหรับปัญหาสภาวะช่องปาก: ใช้เจลว่านหางจระเข้ 5 มิลลิกรัมทาบริเวณแก้มทั้งสองข้าง สามครั้งต่อวัน เป็นเวลาสามเดือน

รูปแบบของว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้พบได้รูปแบบต่างๆดังนี้:

  • น้ำสกัดจากใบ
  • แคปซูล/ซอฟต์เจล
  • เจล

*** Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษา***

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

ALOE http://www.webmd.com/vitamins-supplements/ingredientmono-607-aloe.aspx?activeingredientid=607 Accessed July 03, 2017


บทความที่เกี่ยวข้อง


รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย Ploylada Prommate แก้ไขล่าสุด 05/12/2017
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ