10 ข้อดีของการ งดคาเฟอีน

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

คาเฟอีน พบได้ในชา กาแฟ น้ำอัดลม ไอศกรีม ช็อกโกแลต เป็นต้น เมื่อร่างกายได้รับคาเฟอีนจะทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังงาน และตื่นตัว แม้จะมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า คาเฟอีนช่วยเพิ่มความจำ ลดการเกิดนิ่วในไต ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่ก็ใช่ว่าคาเฟอีนจะมีแต่ประโยชน์ เพราะถ้าหากร่างกายได้รับคาเฟอีนมากเกินไปก็ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้เช่นกัน ใครที่ติดคาเฟอีนชนิดที่ว่าต้องดื่มชา ดื่มกาแฟทุกวัน Hello คุณหมออยากลองชวนคุณมา งดคาเฟอีน ดูบ้าง แล้วจะรู้ว่าข้อดีเพียบ

ข้อดีของการ งดคาเฟอีน

1. งดคาเฟอีน ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

งานศึกษาวิจัยพบว่า การดื่มกาแฟเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะคนที่ดื่มกาแฟไปไม่ถึง 6 ชั่วโมงก่อนนอน จะไปรบกวนวงจรการนอนหลับ หรือรอบการนอน (sleep cycle) ส่งผลให้นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ และง่วงซึมในตอนกลางวัน คนที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่างน้ำอัดลม ชา กาแฟต่างๆ นอกจากจะนอนหลับพักผ่อนได้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้หลับเร็วขึ้นด้วย

2. วิตกกังวลน้อยลง

ข้อดีอย่างหนึ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ชอบดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ก็คือ คาเฟอีนช่วยทำให้กระปรี้กระเปร่า และตื่นตัว มีพลังงานทำกิจกรรมต่างๆ ต่อได้ทันที แต่ข้อเสียก็คืออาจไปกระตุ้นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาสู้หรือหนี (Fight or Flight) จนทำให้เกิดอาการวิตกกังวล ตื่นตระหนก ใจสั่น รวมไปถึงอาการแพนิคได้ด้วย การบริโภคคาเฟอีนให้น้อยลง หรืองดคาเฟอีนจึงอาจช่วยลดอาการเหล่านี้ได้

3. ฟันขาวและสุขภาพดีขึ้น

ใครๆ ก็คงรู้ว่า การดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลมที่มีคาเฟอีนบ่อยๆ จะทำให้เกิดคราบบนผิวฟัน ทำให้ฟันเหลือง ยิ่งปล่อยไว้นานวัน และไม่แปรงฟันเป็นประจำ คราบเหลืองที่ฟันก็จะยิ่งติดแน่น ดีไม่ดีอาจมีกลิ่นปาก และปัญหาฟันผุตามมาได้ด้วย ฉะนั้นหากอยากฟันขาวสะอาด ไม่มีปัญหาหินปูน กลิ่นปาก หรือฟันผุ ก็ควรบริโภคคาเฟอีนให้น้อยลงหรืองดคาเฟอีนไปเลย

4. ลดอาการปวดศีรษะ

จากงานวิจัยในปี 2004 พบว่า คนที่บริโภคคาเฟอีนเป็นประจำทุกวัน เสี่ยงมีอาการปวดหัวเรื้อรังมากกว่าคนที่ไม่บริโภคคาเฟอีน เพราะหากร่างกายไม่ได้รับคาเฟอีน อาจเกิดภาวะถอนคาเฟอีน (Caffeine Withdrawal) หรือเรียกง่ายๆ ว่า ลงแดงกาแฟ ซึ่งทำให้เกิดอาการสมองล้า อ่อนเพลีย ขาดสมาธิ และที่เห็นชัดที่สุดก็คือ อาการปวดศีรษะ ใครที่ไม่อยากปวดศีรษะทุกวัน จึงควรลดหรืองดคาเฟอีนให้เด็ดขาด

5. ช่วยให้ผู้หญิงมีฮอร์โมนสมดุลขึ้น

สำหรับผู้หญิง การกินอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนจะทำให้ระดับเอสโตรเจนในร่างกายเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับผู้หญิงที่มีความเสี่ยงเกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ เป็นต้น ยิ่งถ้าใครอยู่ในวัยหมดประจำเดือน หรือวัยทอง ก็ยิ่งควรงดคาเฟอีน เพราะคาเฟอีนอาจทำให้อาการวัยทองแย่ลงได้

6. ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดหัวใจวาย

คาเฟอีนกระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้น จนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพหัวใจของเราได้ งานศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า อาสาสมัครอายุ 18-45 ปีที่มีภาวะความดันโลหิตสูงและดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน มีความเสี่ยงเกิดอาการหัวใจวายมากกว่ากลุ่มที่ไม่ดื่มถึง 4 เท่า การงดคาเฟอีนจึงช่วยลดความดันโลหิต ทำให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนัก โอกาสเกิดอาการหัวใจวาย และโรคหัวใจและหลอดเลือดจึงลดลง

7. ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้น

สารฝาด หรือแทนนิน (tannin) ในคาเฟอีนอาจไปขัดขวางการดูดซึมสารอาหารและวิตามินบางชนิด เช่น แคลเซียม เหล็ก วิตามินบี ยิ่งถ้าอายุเยอะ กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ บวกกับบริโภคคาเฟอีนในปริมาณมาก ดื่มชาหรือกาแฟวันละหลายๆ แก้ว ร่างกายก็จะยิ่งดูดซึมสารอาหารได้น้อยลงไปอีก ฉะนั้นหากอยากให้ร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอ สุขภาพแข็งแรง ก็ควรงดคาเฟอีน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว

8. ช่วยเพิ่มคอลลาเจน

คาเฟอีนเป็นอีกหนึ่งตัวการขัดขวางการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย หากงดคาเฟอีนจะทำให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนได้ดีขึ้น จึงช่วยให้กระดูกและข้อต่อแข็งแรง ผมและเล็บสุขภาพดี ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีริ้วรอยน้อยลงด้วย

9. ช่วยให้ยามีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับคนที่กำลังใช้ยาบางประเภท เช่น ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่ายาปฏิชีวนะ ยาต้านซึมเศร้า โดยเฉพาะในกลุ่ม MAOI ยารักษาภูมิแพ้ คาเฟอีนจะไปขัดขวางการออกทำงานของยา ฉะนั้นหากอยากให้ยาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็ควรงดอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน โดยเฉพาะกาแฟ

10. ช่วยลดปัญหาในระบบย่อยอาหารและลำไส้

คาเฟอีนมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวจนเรารู้สึกไม่สบายในช่องท้อง และปวดท้องอยากถ่ายอุจจาระ คนที่กินกาแฟปริมาณมากๆ จึงอาจมีปัญหาท้องเสีย ท้องร่วง หรือถ่ายเหลวได้ นอกจากนี้เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอาจทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ด้วย

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน