อยากผอม ลดความอ้วน แค่เลิกทำเรื่องง่ายๆ พวกนี้วันละหนึ่งอย่างก็พอ

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

อยากผอม ลดความอ้วน ลองมาหลายวิธีแล้วก็ไม่ได้ผล อาจเป็นเพราะการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ และทำให้เป็นนิสัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยการเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ในชีวิตนั้น คนเราต้องใช้เวลาอย่างน้อย 21 วัน เพื่อให้ติดเป็นนิสัย แต่บ่อยครั้งที่ยังไม่ถึง 21 วันเราก็มักจะเลิกทำไปก่อน จึงไม่ประสบความสำเร็จในการลดความอ้วนซะที

ในบทความนี้ Hello คุณหมอจึงมีอีกวิธีมาแนะนำ นั่นก็คือ แทนที่จะไปโฟกัสกับการสร้างนิสัยใหม่หลายอย่างพร้อมกัน ให้สาวๆ ลองเปลี่ยนมาเป็นการเลิกทำสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพและรูปร่างของเรา แค่เพียง 1 อย่างในแต่ละวัน และนี่คือ นิสัยที่ถ้าเลิกทำได้ จะหุ่นสวยปังแน่นอน

อยากผอม ลดความอ้วน แค่เลิกทำสิ่งเหล่านี้

  1. เลิกกินขนมขบเคี้ยว

ขนมขบเคี้ยวที่เราชอบกินเวลาดูทีวี หรือกินหลังจากที่เพิ่งกินข้าวเสร็จ ทำให้สาวๆ อ้วน เพราะในขนมอุดมไปด้วยแป้งและน้ำตาล เมื่อร่างกายได้รับแป้งและน้ำตาล ก็จะทำให้ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หลั่งออกมา อินซูลินจะรักษามวลไขมันไว้ ทำให้ร่างกายไม่เผาผลาญไขมันเวลาที่อินซูลินสูง ดังนั้น น้ำตาลและแป้งที่ได้จากขนมจะทำให้สาวๆ อ้วน เพราะร่างกายไม่นำไขมันไปใช้นั่นเอง

  1. เลิกนิสัยกินเร็ว

กว่าสมองของเราจะรับรู้ว่า ‘อิ่ม’ นั้นใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ดังนั้นใครที่กินข้าวเร็ว แค่ 5 นาทีก็หมดจานแล้ว จะทำให้รู้สึกว่ายังกินไม่อิ่ม และต้องหาอะไรกินอีก ทำให้อ้วนขึ้นในที่สุด การฝึกให้ตัวเองกินช้าลง จะช่วยให้เรามีสติเวลากิน และช่วยให้เราไม่กินเยอะเกินไปในแต่ละมื้อ

  1. เลิกนิสัยนอนดึก

การนอนดึกทำให้ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ ไหนจะเป็นความง่วงในตอนกลางวันอีก ที่ทำให้หลายคนแก้ง่วงด้วยการหาอะไรกินแก้ง่วง ถ้าตอนกลางคืนนอนดึก ตอนเช้าเราจะหิวมากเป็นพิเศษเนื่องจากฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นความหิวทำงานผิดปกติ มีงานวิจัยที่พบว่าคนที่นอนน้อย นอนดึก จะมีฮอร์โมนเกรลินสูงกว่าคนที่นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ดังนั้น สาวๆ ลองเลิกนิสัยนอนดึกดู ตอนเช้าจะได้ไม่ต้องหิวจนหน้ามืดตามัว และกินไม่บันยะบันยัง

  1. เลิกนิสัยดื่มน้ำน้อย

เวลาร่างกายขาดน้ำ ร่างกายจะส่งสัญญาณบอกสมองว่าให้หาอะไรมากินเดี๋ยวนี้ ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นน้ำหรืออาหาร ทำให้หลายครั้งสาวๆ ไปหาของกิน ทั้งที่จริงๆ แล้วแค่กินน้ำเปล่า 2 แก้วก็อาจทำให้ไม่รู้สึกหิวแล้ว เพราะร่างกายต้องการน้ำ ไม่ได้ต้องการอาหาร ซึ่งการดื่มน้ำอย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน จะช่วยทำให้ร่างกายไม่อยู่ในภาวะขาดน้ำ และทำให้ไม่รู้สึกหิวบ่อยได้

  1. เลิกตั้งเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้

เป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้เช่น ลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์ หรือลดน้ำหนัก 30 กิโลกรัมใน 1 เดือน จะทำให้สาวๆ ไม่ประสบความสำเร็จในการลดความอ้วน เพราะเป้าหมายไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง จริงอยู่ที่มีกรณีที่คนสามารถลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาสั้นๆ แต่นั่นคือ เขาอาจจะกำลังป่วยเป็นโรคร้ายแรง การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วจะทำให้มีปัญหากับสุขภาพในอนาคต สาวๆจึงควรหยุดตั้งเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ และอาจเปลี่ยนมาโฟกัสที่เป้าหมายเล็กๆ แทน เช่น ฉันจะลดน้ำหนักอาทิตย์ละครึ่งกิโลกรัม จากนั้นพูดแล้วทำให้ได้ ครึ่งกิโลกรัมอาจจะดูน้อย แต่ถ้าทำอย่างต่อเนื่องก็จะไปถึง 10 กิโลกรัมแน่นอน และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคู่กันไปด้วย

  1. เลิกนั่งแช่หรือนอนนิ่งทั้งวัน

การนอนกลิ้งไปกลิ้งมา หรือนั่งอยู่กับที่ทั้งวันจะทำให้ร่างกายของเราไม่ได้ขยับเลย สาวๆ ควรเลิกนิสัยนั่งๆ นอนๆ และลองออกกำลังกายอย่างง่ายดู การออกกำลังกายเพื่อการลดความอ้วนนั้นไม่ได้มีจุดประสงค์ เพื่อให้เผาผลาญอาหารที่กินเข้าไป แต่เป็นการออกกำลังกายเพื่อทำให้ฮอร์โมนในร่างกายทำงานอย่างเป็นปกติ

สาวๆรู้หรือเปล่าว่า ฮอร์โมนมีส่วนสำคัญมากที่ทำให้เราอ้วน เช่น ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ที่กระตุ้นความหิว ฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ที่ทำให้ร่างกายอิ่ม หรือฮอร์โมนอินซูลินที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในร่างกาย และเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญไขมัน ดังนั้นจึงขอแนะนำให้เลิกนิสัยนอนกลิ้งไปกลิ้งมา แล้วเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นมาขยับร่างกาย ก็จะช่วยทำให้ฮอร์โมนในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ ส่งผลให้สาวๆ ลดความอ้วนได้ แถมสุขภาพดีด้วย

  1. เลิกนิสัยไม่กินข้าวเช้า

หลายคนคิดว่าการอดข้าวเช้าจะทำให้ผอมลง เพราะได้รับแคลอรี่ต่อวันน้อยลง แต่จริงๆ แล้วการอดข้าวเช้าจะทำให้สาวๆ กินมากกว่าเดิมในมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น ดังนั้นการเลิกนิสัยอดข้าวเช้า และหันมากินข้าวเช้าทุกวันจะทำให้สาวๆ ผอมลงได้ เพราะมีงานวิจัยที่ชี้ว่า คนที่กินข้าวเช้าจะมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) น้อยกว่า และมีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าคนที่อดข้าวเช้า

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน