ไข้หวัดใหญ่ และ โรคหัวใจ เกี่ยวข้องกันมากกว่าที่คุณคิด

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ถ้าคุณเป็นโรคหัวใจ สิ่งสำคัญคือจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงการเป็น โรคไข้หวัดใหญ่และโรคหัวใจ อาจทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการป่วยได้ยากขึ้น และความจริงแล้ว ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจมีแนวโน้มที่จะเป็นไข้หวัดใหญ่ มากกว่าคนที่เจ็บปวดเป็นโรคเรื้อรังอื่นๆ

นอกจากนี้การติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ ยังอาจเพิ่มความเครียดให้ร่างกายของคุณ ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ และการทำงานของหัวใจ ที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมอง แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถป้องกันได้ ด้วยการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่และโรคหัวใจ เกี่ยวข้องกันอย่างไร

ไข้หวัดใหญ่เพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ถือว่ามีความเสี่ยงสูง ในการเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรงจากไข้หวัดใหญ่ นอกจากนี้ยังพบว่า ในกลุ่มผู้ที่รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในโรงพยาบาล ในช่วงฤดูที่ไข้หวัดใหญ่ระบาดในปี 2017-2018 พบว่าโรคหัวใจเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด โดยประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะเป็นโรคหัวใจ นอกจากนี้งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า โรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (influenza) เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง

มากไปกว่านั้นยังมีหลักฐานที่พบว่า การป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ เพิ่มโอกาสของภาวะหัวใจวาย 6 เท่า ภายในเวลา 1 สัปดาห์หลังจากที่เริ่มมีอาการ และยังอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหัวใจวายมากขึ้น สำหรับผู้สูงอายุ

ไข้หวัดใหญ่อาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะหัวใจวาย

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ New England Journal of Medicine (NEJM) นักวิจัยพบความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ กับกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นโรคหัวใจ และนักวิจัยยังพบว่า การติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจวาย แม้ว่าจะไม่มากเท่าไข้หวัดใหญ่

แพทย์หญิงเจเน็ต เหว่ย ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ แห่งสถาบันหัวใจ Cedars-Sinai Heart Institute ในลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ให้ข้อมูลว่า ในฤดูที่ไข้หวัดใหญ่ระบาด ผู้ป่วยโรคหัวใจที่เข้าห้องไอซียูมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาการที่พบบ่อยคืออาการหัวใจวายหรือโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น หัวใจล้มเหลว มากไปกว่านั้นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองยังมีจำนวนเพิ่มขึ้น 3 เท่า โดยเป็นโรคหลอดเลือดสมองที่มีแนวโน้มว่า จะเกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

สาเหตุที่ทำให้ไข้หวัดใหญ่ส่งผลต่อภาวะหัวใจวาย

สอดคล้องกับข้อมูลจากแพทย์โรคหัวใจ สาเหตุที่ทำให้ไข้หวัดใหญ่ส่งผลต่อภาวะหัวใจวาย อาจเกิดจากความเครียดของร่างกายที่เกิดจากการเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ สามารถทำให้เกิดโรคหัวใจวาย เพิ่มเติมไปกว่านั้นการศึกษาวิจัยชี้ว่า คนที่มีอาการหัวใจวายเป็นครั้งแรก จะมีอาการหลังติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยง

แม้บางคนจะมีความเสี่ยงสูง แต่แพทย์ก็คาดว่าความเสี่ยงของภาวะหัวใจวายจะมีระยะเวลาประมาณ 10 ปี ไม่ใช่ภายในสัปดาห์หรือเดือน แต่การติดเชื้อ เช่น ไข้หวัดใหญ่ อาจกระตุ้นให้เกิดอาการหัวใจวายอย่างฉับพลัน ดังนั้นการป้องกันการติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ และจัดการกับความเครียด รวมถึงการนอนหลับ ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพหัวใจ

วิธีป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ จำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ นอกจากนี้วัยผู้ใหญ่ทุกคนควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยง่าย เนื่องจากไม่ใช่แค่การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เท่านั้น แต่ยังช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงภาวะหัวใจวายด้วย

มากไปกว่านั้นยังมีข้อมูลที่พบว่า วัคซีนไข้หวัดใหญ่เชื่อมโยงกับการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่น้อยลง และอัตราการเสียชีวิตที่น้อยลง 50% นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ แต่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ที่รุนแรงน้อยลง

อย่างไรก็ตาม บางคนปฏิเสธที่จะฉีดวัคซีน เพราะอาจเคยได้ยินมาว่าการฉีดวัคซีนไม่ได้ผลต่อการป้องกันโรค แต่ทั้งนี้ มีหลักฐานที่ชี้ว่า คุณควรได้รับการฉีดวัคซีน เพื่อลดความรุนแรงของการติดเชื้อ และลดโอกาสในการเกิดภาวะหัวใจวาย หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง ดังนั้นจึงควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค

เมื่อไหร่ควรพบคุณหมอ

ผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับหัวใจ ที่เกิดขึ้นภายในสัปดาห์แรกของโรคไข้หวัดใหญ่ ควรไปพบคุณหมอทันที โดยอาการของไข้หวัดใหญ่จะมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีไข้สูง
  • เจ็บหรือปวดข้อต่อ กล้ามเนื้อ และบริเวณรอบดวงตาอย่างรุนแรง
  • อ่อนเพลีย
  • ปวดหัว
  • ไอแห้ง
  • เจ็บคอ และมีสารคัดหลั่งจากจมูก
  • อาการไม่ดีขึ้น หรืออาการแย่ลง หลังจากผ่านไป 3-4 วัน
  • คุณรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย และเริ่มรู้สึกแย่ลงกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นร่วมด้วย ได้แก่ อาเจียน มีไข้ หนาวสั่น เจ็บหน้าอก หรือไอแล้วมีเสมหะหนา สีเขียวเหลือง

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน