ดวงตา ความสำคัญและโรคที่ควรระวัง

    ดวงตา ความสำคัญและโรคที่ควรระวัง

    ดวงตา เป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัว โดยทำงานร่วมกับสมองเพื่อประมวลผลทำให้รับทราบต่อสิ่งที่มองเห็น ดังนั้น จึงควรดูแลสุขภาพดวงตาตัวเองให้ดี เพราะหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นอาจส่งผลให้การมองเห็นเปลี่ยนแปลงหรือสูญเสียการมองเห็นได้

    ดวงตา คืออะไร

    ดวงตา คือ อวัยวะที่มีลักษณะเป็นวงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว และมีรูม่านตาตรงกลาง รวมถึงตาขาวล้อมรอบ ซึ่งดวงตาอาจมีสีที่แตกต่างกันเช่น สีน้ำตาล สีฟ้า สีเขียว โดยขึ้นอยู่กับพันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคนในครอบครัว

    การมองเห็นจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีแสงจากวัตถุผ่านกระจกตา รูม่านตา เลนส์ตา ไปตกกระทบที่จอประสาทตา เซลล์ของจอประสาทตาจะเปลี่ยนลำแสงเป็นคลื่นไฟฟ้าที่นำไปสู่สมอง จากนั้นสมองจะแปลผลให้กลายเป็นภาพ ทำให้สามารถมองเห็นเป็นภาพและสามารถรับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้

    ส่วนประกอบของดวงตามีอะไรบ้าง

    ส่วนประกอบของดวงตา มีดังต่อไปนี้

    • ตาขาว เป็นส่วนสีขาวที่ล้อมรอบกระจกตา เนื้อเยื่อภายในลูกตาไปจนถึงเส้นประสาทตาด้านหลังดวงตา และคอยควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา
    • รูม่านตา มีลักษณะเป็นวงกลมขนาดเล็กอยู่ตรงกลางดวงตา ทำหน้าที่ให้แสงผ่านเข้าสู่จอประสาทตาหรือจุดรับภาพ
    • ม่านตา เป็นส่วนหนึ่งของดวงตาที่มีสีแตกต่างกันตามพันธุกรรมของคนในครอบครัว ทำหน้าที่คอยควบคุมปริมาณของแสงเข้าสู่รูม่านตา
    • กระจกตา มีลักษณะโค้งใสครอบรูม่านตา มีหน้าที่ในการเบี่ยงเบนแสงให้ตกกระทบเข้าไปด้านในดวงตา
    • เลนส์ตา มีลักษณะใสอยู่บริเวณหลังม่านตา ทำหน้าที่ในการช่วยหักเหแสงไปยังจอรับภาพของจอประสาทตา ซึ่งทำงานควบคู่กับกระจกตา
    • จอประสาทตา มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อบาง ๆ ประกอบด้วยเซลล์รับแสงจำนวนมาก ที่ทำหน้าที่ในการแปลงแสงเป็นคลื่นไฟฟ้าก่อนจะถูกส่งไปยังสมองเพื่อแปลผลเป็นภาพ
    • ต่อมน้ำตา จะอยู่บริเวณรอบดวงตา ทำหน้าที่ผลิตน้ำตาเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา
    • น้ำวุ้นลูกตาด้านหน้าและด้านหลัง ที่อยู่ระหว่างม่านตาและตรงกลางดวงตา มีหน้าที่ช่วยคงสภาพรูปทรงของดวงตา
    • เส้นประสาทตา จะอยู่บริเวณด้านหลังดวงตาทำหน้าที่ในการรับภาพจากจอตาส่งไปยังสมอง
    • เยื่อบุตา เป็นเยื่อบุบาง ๆ ที่คลุมทั่วทั้งตาขาว โดยเว้นกระจกตาและม่านตาไว้ ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา
    • เปลือกตาและขนตา เป็นอวัยวะของดวงตาที่อยู่ภายนอก มีหน้าที่ป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ดวงตา

    โรคดวงตาที่ควรระวัง มีอะไรบ้าง

    โรคดวงตาที่ควรระวัง มีดังนี้

    โรคซีวีเอส หรือ โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome)

    โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม มีสาเหตุมาจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานมากเกินไปโดยไม่กระพริบหรือกระพริบตานาน ๆ ครั้ง นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากสิ่งแวดล้อมไม่อำนวยความสะดวก ที่ส่งผลให้ดวงตาทำงานหนักขึ้น เช่น แสงสว่างน้อย สภาพอากาศเย็น

    อาการของโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม มีดังนี้

    • ปวดตาและระคายเคืองตา
    • ตาพร่ามัว
    • มองเห็นสิ่งรอบตัวเป็นภาพซ้อน
    • ตาแห้งและตาแดง
    • ปวดศีรษะ
    • ปวดคอและหลัง

    วิธีรักษาโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม อาจทำได้ดังนี้

    • พักสายตาจากหน้าจอ โดยใช้กฎ 20-20-20 คือ การทำงานเป็นเวลา 20 นาที และพักสายตาจากหน้าจอเป็นเวลา 20 วินาทีหรือมากกว่านั้นและนั่งให้ห่างจากหน้าจอ 20 ฟุต
    • สวมแว่นตากรองแสงสีฟ้าจากหน้าจอ เพื่อป้องกันการทำลายจอประสาทตา
    • ปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศไม่ให้เย็นจนเกินไปเพื่อป้องกันตาแห้ง แสบตาและระคายเคือง
    • ใช้น้ำตาเทียมหยอดดวงตาเมื่อรู้สึกว่าตาแห้ง
    • ควรกระพริบตาบ่อย ๆ เพื่อผลิตน้ำตาเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาป้องกันตาแห้ง
    • จัดโต๊ะทำงานใหม่โดยให้หน้าจอห่างจากสายตาประมาณ 20-28 นิ้ว และปรับหน้าจอให้อยู่ต่ำจากสายตาเล็กน้อย
    • ปรับแสงสว่างให้พอดี ระวังแสงสะท้อนกระทบกับหน้าจอ หรืออาจซื้อฟิล์มติดหน้าจอที่ช่วยกรองแสงสีฟ้า ลดแสงสะท้อน ที่อาจช่วยให้การมองเห็นขณะทำงานดีขึ้น

    โรคตาแดง

    โรคตาแดง คือการอักเสบของเยื่อบุตาโดยอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย สารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ดวงตา ที่นำไปสู่โรคตาแดง โดยอาจสังเกตอาการได้ดังนี้

    • ตาแดงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง
    • อาการคัน ระคายเคืองในดวงตา
    • รู้สึกแสบตา
    • ไม่สามารถลืมตาได้และอาจมีน้ำตาซึม

    ควรเข้าพบคุณหมออย่างรวดเร็วหากมีอาการตาพร่ามัว ตาไวต่อแสง ปวดตาและตาแดงเข้มมากเกินไป เพราะหากปล่อยไว้เป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อกระจกตาและการมองเห็นได้

    การรักษาโรคตาแดง อาจทำได้ดังนี้

    • ใช้น้ำตาเทียมในการทำความสะอาดดวงตา
    • ประคบเย็นหรือประคบอุ่นที่ดวงตา หากมีอาการตาแดงทั้งสองข้าง ควรแยกผ้าในการประคบ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายจากดวงตาข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง
    • ไม่ใส่คอนแทคเลนส์จนกว่าอาการตาแดงจะหายสนิท
    • สำหรับผู้ที่มีอาการตาแดงจากสารก่อภูมิแพ้ ควรรักษาด้วยการรับประทานยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาสเตียรอยด์ หรืออาจใช้เป็นยาแก้แพ้และยาต้านการอักเสบในรูปแบบหยอดยา ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา เพื่อช่วยบรรเทาอาการเยื่อบุตาอักเสบ

    โรคต้อหิน

    โรคต้อหิน คือ โรคดวงตาที่เกิดจากการสะสมของของเหลวไหลเวียนอยู่ภายในดวงตามากเกินไป ส่งผลให้ความดันในลูกตาสูง ทำให้เส้นประสาทตาเสียหายหรือเสื่อมลงจนกระทบต่อการมองเห็น นำไปสู่โรคต้อหิน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

    1. โรคต้อหินมุมเปิด เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด โดยม่านตาและกระจกตายังคงเปิดอยู่ แต่ส่วนอื่น ๆ ของดวงตาปิดทำให้มีการระบายของเหลวในดวงตาได้ไม่ดี ส่งผลให้ความดันในลูกตาค่อย ๆ เพิ่มขึ้น สังเกตได้จากการมองเห็นเปลี่ยนแปลง
    2. โรคต้อหินมุมปิด เกิดจากม่านตาโป่งพองปิดกั้นการระบายของเหลวบางส่วน ส่งผลให้ของเหลวไม่สามารถไหลเวียนได้ และทำให้ความดันในลูกตาเพิ่มขึ้น สังเกตได้จากอาการปวดศีรษะรุนแรง ปวดตา ตาแดง มองเห็นเป็นภาพซ้อน มองเห็นแสงไฟเป็นวงแหวน
    3. โรคต้อหินอาการปกติ ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่อาจเกิดจากการสะสมไขมันในหลอดเลือดแดงที่ขัดขวางการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงดวงตา และทำให้จอประสาทตาเสียหาย โดยสังเกตได้จากอาการตาพร่ามัว และสูญเสียการมองเห็นวัตถุด้านข้าง
    4. โรคต้อหินในทารก อาจเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีแรกหลังคลอด เนื่องจากเด็กทารกอาจยังมีการพัฒนาของดวงตาไม่สมบูรณ์ ทำให้การระบายของเหลวถูกปิดกั้น ที่สังเกตได้จากอาการปวดศีรษะ กระพริบตาถี่ขึ้น ดวงตาขุ่นมัว น้ำตาไหลโดยไม่ร้องไห้
    5. โรคต้อหินชนิดเม็ดสี เกิดจากเม็ดสีหลุดออกจากม่านตาและมีการปิดกั้นการระบายของเหลว ทำให้ความดันในดวงตาเพิ่มขึ้น โดยสังเกตได้จากมองเห็นแสงไฟเป็นวงแหวน สายตาพร่ามัวและสูญเสียการมองเห็นด้านข้าง

    การรักษาโรคต้อหิน มีดังนี้

    • ยากลุ่มพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) เพื่อช่วยระบายของเหลวออกจากดวงตา ซึ่งอาจช่วยลดความดันในดวงตาได้
    • ยากลุ่มเบต้า บล็อกเกอร์ (Beta blocker) เพื่อช่วยลดการผลิตของเหลวในดวงตา
    • ยากลุ่มแอลฟา-อะดรีเนอร์จิก รีเซพเตอร์ อะโกนิสต์ (Alpha-adrenergic Agonists) ใช้เพื่อช่วยรักษาภาวะความดันโลหิตสูงและลดความดันภายในดวงตา
    • ารยับยั้งคาร์บอนิกแอนไฮเดรส (Carbonic Anhydrase Inhibitors) เพื่อช่วยลดการผลิตของเหลวในดวงตาแต่ควรใช้เพียงวันละ 2 ครั้ง หรือตามที่คุณหมอกำหนด
    • สารยับยั้งโนไคเนส (Rho Kinase Inhibitor) เพื่อช่วยลดการทำงานของเอนไซม์โรไคเนสที่ทำหน้าที่ในการผลิตของเหลวในดวงตา
    • การผ่าตัด เช่น การเลเซอร์ การผ่าตัดแบบสอดท่อ เพื่อระบายของเหลวในดวงตาออก ลดกาสะสมของเหลวในดวงตาที่ทำให้เกิดความดันในดวงตาสูง

    โรคต้อกระจก

    โรคต้อกระจก เกิดจากโปรตีนหรือเส้นใยในเลนส์ตาเสื่อมสภาพทำให้การมองเห็นเปลี่ยนไปและมีดวงตาที่ขุ่นมัว โดยมีปัจจัยเสี่ยงมาจากอายุที่มากขึ้น การใช้ยาสเตียรอยด์ในระยะยาว โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง การบาดเจ็บที่ดวงตา การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เป็นต้น

    อาการของโรคต้อกระจกมีดังนี้

    • เลนส์ตาขุ่นมัวที่อาจเกิดขึ้นบริเวณตรงกลางดวงตา ขอบเลนส์ตาและด้านหลังเลนส์ตา
    • มองเห็นสิ่งรอบตัวไม่ชัดเจนเป็นภาพเบลอ โดยเฉพาะตอนกลางคืน
    • ตาไวต่อแสง
    • ขอบดวงตามีสีเหลืองหรือมีสีซีด

    การรักษาโรคต้อกระจก อาจทำได้ด้วยการผ่าตัดเพื่อกำจัดต้อออกจากเลนส์ตา และลดการลุกลามของต้อกระจก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นและเพิ่มคุณภาพชีวิตในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้สะดวกมากขึ้น

    โรคต้อเนื้อ

    โรคต้อเนื้อ อาจเกิดจากสารระคายเคืองเข้าสู่ดวงตา ตาแห้งบ่อย และได้รับรังสียูวีจากแสงแดดเข้าสู่ดวงตามากเกินไป ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณตาขาวเจริญเติบโตผิดปกติ แต่ไม่พัฒนาเป็นมะเร็ง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับดวงตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง

    อาการของโรคต้อเนื้อ มีดังนี้

    • รู้สึกเหมือนมีบางอย่างติดอยู่ในดวงตาคล้ายกับทรายหรือฝุ่นเข้าตา
    • มีก้อนเนื้อบริเวณหัวตาที่ลุกลามยังบริเวณตาขาวและอาจขยายใหญ่เข้าสู่ม่านตา
    • รู้สึกระคายเคืองในดวงตา
    • ตาแดง
    • มองเห็นเป็นภาพซ้อนหรือมองเห็นสิ่งรอบตัวเป็นภาพเบลอ

    การรักษาต้อเนื้อ อาจทำได้ดังนี้

    • ยาหยอดตาสเตียรอยด์ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการต้อเนื้อในระดับไม่รุนแรง เพื่อช่วยลดการระคายเคือง ลดอาการบวมแดงและบรรเทาอาการปวดตา
    • การผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นต้อเนื้อแบบลุกลาม เพื่อกำจัดต้อเนื้อออก และควรรักษาร่วมกับยาหยอดตา เพื่อลดการอักเสบและการลุกลามของต้อเนื้อ อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีนี้อาจก่อให้เกิดรอยแผลเป็นและเสี่ยงกลับมาเป็นซ้ำได้ ดังนั้น จึงควรดูแลดวงตาตามคำแนะนำของคุณหมอหลังการผ่าตัดอย่างเคร่งครัด

    โรคจอประสาทตาเสื่อม

    โรคจอประสาทตาเสื่อม อาจเกิดจากเซลล์ของจอประสาทตาเสื่อมที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างที่ส่งผลให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วโดยไม่จำเป็นต้องรอให้อายุมากขึ้น เช่น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง การรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมาก

    อาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม มีดังนี้

    • การมองเห็นสิ่งรอบตัวไม่ชัดเจน โดยเฉพาะตอนกลางคืน
    • การมองเห็นสีของวัตถุแย่ลง
    • อาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ซึ่งเป็นอาการที่พบได้น้อยที่สุด

    โรคจอประสาทตาเสื่อมไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดแต่มีวิธีช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาไม่ให้มีการมองเห็นแย่ลงได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

    • เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้สีเหลือง เพราะมีสารต้านอนุมุลอิสระที่อาจช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ในจอประสาทตา
    • รับประทานอาหารเสริมวิตามินซี วิตามินอี ทองแดง และสังกะสี
    • ยาต้านการสร้างเส้นเลือดใหม่ เช่นบีวาซิซูแมบ (Bevacizumab) พีแกบทานิบ (Pegaptanib)รานิบิซูแมบ (Ranibizumab) เพื่อช่วยขวางการสร้างหลอดเลือดใหม่ที่อาจส่งผลให้จอประสาทตาเสื่อม
    • การเลเซอร์ เพื่อช่วยทำลายหลอดเลือดที่เจริญเติบโตผิดปกติในดวงตา
    • การผ่าตัด เพื่อช่วยกำจัดหลอดเลือดที่ผิดปกติในดวงตา

    โรคเบาหวานขึ้นตา

    โรคเบาหวานขึ้นตา เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีสาเหตุมาจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนทำลายเส้นประสาทของดวงตา หากปล่อยไว้เป็นเวลานานโดยไม่มีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์อาจเสี่ยงเป็นโรคต้อหินและสูญเสียการมองเห็นถาวรได้

    อาการโรคเบาหวานขึ้นตา มีดังนี้

    • มองเห็นเป็นภาพซ้อน ตาพร่ามัว
    • มองเห็นเป็นจุดหรือเส้นสีดำในดวงตา
    • มองไม่ค่อยเห็นในช่วงเวลากลางคืนหรือในที่มืด

    การรักษาโรคเบาหวานขึ้นตา มีดังนี้

    • ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เน้นการรับประทานผัก ผลไม้ อาหารไขมันต่ำและน้ำตาลน้อย เช่น ขนมปังโฮลวีต ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ส้ม อะโวคาโด ผักใบเขียว กะหล่ำปลีม่วง มะเขือม่วง และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต น้ำตาลและไขมันสูง เช่น อาหารทอด น้ำผลไม้ อาหารแปรรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อช่วยเผาผลาญน้ำตาลในเลือดและควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์
    • การฉีดยาในวุ้นตา เพื่อช่วยลดการเจริญเติบโตของผนังหลอดเลือดและลดการสะสมของเหลวในดวงตาที่อาจก่อให้เกิดความดันในดวงตานำไปสู่การเกิดต้อหิน
    • การเลเซอร์ เพื่อช่วยชะลอการรั่วไหลของเหลวในดวงตาและลดอาการบวมของจอประสาทตา
    • การผ่าตัดน้ำวุ้นดวงตา เป็นการผ่าตัดเพื่อช่วยระบายเลือดและเนื้อเยื่อแผลเป็นออกจากเรตินาของดวงตา

    การดูแลสุขภาพดวงตา

    การดูแลสุขภาพดวงตา อาจทำได้ดังนี้

    • สำหรับผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ควรล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ เพื่อกำจัดเชื้อโรค ฝุ่นละออง อีกทั้งควรพกน้ำตาเทียมหยอดตาระหว่างวันเพื่อป้องกันตาแห้ง ระคายเคืองตาและส่งผลให้ตาแดงหรือติดเชื้อในดวงตาได้
    • สำหรับผู้ที่แต่งหน้าบริเวณเปลือกตาหรือปัดขนตา ควรเช็ดและล้างเครื่องสำอางออกให้สะอาด เพื่อป้องกันการอุดตันบริเวณเปลือกตา และสะสมเชื้อโรคที่ส่งผลให้เปลือกตาอักเสบได้
    • กระพริบตาบ่อย ๆ ในระหว่างทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อ่านหนังสือ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ เล่นโทรศัพท์ เพื่อให้ดวงตาผลิตน้ำตามาหล่อเลี้ยงดวงตามากขึ้น ลดความเสี่ยงจากอาการตาแห้ง อาการปวดตาและระคายเคืองตา
    • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตา โดยควรเน้นการรับประทานผักและผลไม้ที่วิตามินซี วิตามินเอ ลูทีนและซีแซนทีนสูง เช่น ส้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ สับปะรด อะโวคาโด ทับทิม กะหล่ำปลีม่วง มะเขือม่วง มะเขือเทศ แครอท
    • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติด้วยการออกกำลังกาย ที่อาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานที่ส่งผลให้เบาหวานขึ้นตาได้
    • ใส่แว่นกันแดดเมื่อออกไปนอกบ้านเพื่อลดความเสี่ยงจากการได้รับรังสียูวีกระทบต่อดวงตา อีกทั้งสำหรับผู้ที่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ควรสวมแว่นที่มีเลนส์กันแสงสีฟ้าจากหน้าจอ เพื่อลดความเสี่ยงต่ออาการจอประสาทตาเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น
    • สำหรับผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีฝุ่นมาก เช่น งานก่อสร้าง การซ่อมแซม การเชื่อมเหล็ก ควรสวมอุปกรณ์นิรภัยที่ปกป้องดวงตา เพื่อป้องกันเศษฝุ่นละอองและแสงที่เป็นอันตรายจากอุปกรณ์ทำงานกระเด็นเข้าสู่ดวงตา
    • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะสารพิษในบุหรี่อาจทำลายเซลล์ในดวงตา เสี่ยงเป็นจอประสาทตาเสื่อมและโรคต้อกระจก
    • เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีและรับการทดสอบการมองเห็นเป็นประจำ

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

    พลอย วงษ์วิไล


    เขียนโดย ปัญญพัฒน์ เอี่ยมสิน · แก้ไขล่าสุด 28/12/2022

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา