home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

คันตา จนอยากขยี้ตาไม่หยุด เป็นเพราะอะไร จะแก้ไขยังไงได้บ้าง

คันตา จนอยากขยี้ตาไม่หยุด เป็นเพราะอะไร จะแก้ไขยังไงได้บ้าง

เวลารู้สึกเคืองตา หรือคันตา คนเราก็มักหาสารพัดวิธีมาบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น เช่น เอากระดาษทิชชู่หรือผ้าสะอาดซับที่ตาเบา ๆ ล้างตาด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำยาล้างตา แต่วิธีบรรเทาอาการ คันตา หรือเคืองตาที่มักจะทำกันบ่อยที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นการขยี้ตา ยิ่งคันก็ยิ่งขยี้ จนบางทีตาแดงหนักกว่าเดิม หรือร้ายแรงจนถึงขั้นตาติดเชื้อ หรือเป็นแผลที่กระจกตา วันนี้ Hello คุณหมอ เลยจะพาทุกคนมาหาสาเหตุของอาการคันตา เคืองตา จนต้องขยี้ตาไม่หยุด พร้อมทั้งวิธีรับมือเมื่อเกิดอาการดังกล่าวที่บอกได้เลยว่า ดีกว่าการขยี้ตา จนกระจกตาเป็นแผล หรือริ้วรอยรอบดวงตามาเยือนก่อนวัยแน่นอน

สาเหตุของอาการ คันตา

สาเหตุของอาการคันตาที่พบได้บ่อย มีดังต่อไปนี้

โรคภูมิแพ้ชนิดที่เป็นตลอดทั้งปี

สำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดที่เป็นตลอดทั้งปี (Perennial allergies) เช่น แพ้ไรฝุ่น แพ้เชื้อรา แพ้ขนสัตว์ ก็อาจเกิดอาการภูมิแพ้ขึ้นตา จนทำให้คันตา แสบตา น้ำตาไหล ตาบวมแดง หรือเคืองตาได้

โรคภูมิแพ้ชนิดที่เป็นเฉพาะฤดู

โรคภูมิแพ้ชนิดที่เป็นเฉพาะฤดู (Seasonal allergies) บางครั้งเรียกว่า ไข้ละอองฟาง (Hay Fever) หมายถึง โรคภูมิแพ้ที่เป็นเพียงระยะเวลาหนึ่ง หรือฤดูกาลหนึ่งเท่านั้น โดยสารก่อภูมิแพ้ชนิดนี้มักเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่นอกบ้าน เช่น เชื้อรา ละอองเกสรจากดอกไม้ หญ้า วัชพืช

การติดเชื้อ

การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อราที่ดวงตา ก็สามารถทำให้เกิดอาการคันตาได้เช่นกัน การติดเชื้อที่ดวงตาที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคตาแดง (Pink eye หรือ Conjunctivitis) ภาวะม่านตาอักเสบ หรือยูวีอิทิส (Uveitis)

สารระคายเคืองในอากาศ

บางครั้ง สารที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ เช่น ควัน ไอเสีย น้ำหอม ก็อาจเป็นสารระคายเคืองสำหรับบางคนได้ เมื่อสารระคายเคืองเหล่านี้สัมผัสกับดวงตา จึงทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่ดวงตา หรือคันตาได้

ภาวะตาแห้ง

โดยปกติแล้ว ดวงตาของเราจะมีน้ำตาคอยหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ตาชุ่มชื้น และช่วยขจัดสิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่บนดวงตาไปในตัว แต่หากร่างกายของคุณผลิตน้ำตาน้อยเกินไป จะทำให้คุณมีภาวะตาแห้ง และคันตา ภาวะนี้มักเกิดในผู้สูงอายุ แต่การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาต้านซึมเศร้า ยาลดความดันโลหิต ยาคุมกำเนิด ก็สามารถทำให้ตาแห้งได้เช่นกัน

การใส่คอนแทคเลนส์

หากคุณใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป อาจทำให้ดวงตาของคุณระคายเคือง จนตาแดง และมีอาการคันตาได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คุณไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์นานเกิน 8 ชั่วโมง และห้ามใส่คอนแทคเลนส์นอนเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้ตาแห้ง คันตาแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตาที่ร้ายแรงกว่า เช่น การติดเชื้อที่กระจกตา กระจกตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ ได้ด้วย

อาการตาล้า

การใช้สายตานานเกินไป เช่น จ้องหน้าจอนาน ๆ อ่านหนังสือในที่แสงน้อย อาจทำให้เกิดอาการตาล้า จนตาแดง และมีอาการคันตาได้ นอกจากนี้ หากคุณพยายามบังคับตัวเองให้ลืมตาทั้ง ๆ ที่ดวงตาเหนื่อยล้ามากจนลืมตาแทบไม่ขึ้น ก็สามารถส่งผลให้ตาล้าได้เช่นกัน

เปลือกตาอักเสบ

บางครั้ง อาการตาแดง หรือคันตา อาจเป็นผลมาจากโรคเปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) ซึ่งเกิดจากต่อมไขมันที่โคนขนตาอุดตัน โรคนี้หากไม่รีบรักษา อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพตาอื่น ๆ เช่น โรคตาแดง ได้ด้วย

คันตาไม่หาย จะบรรเทาอาการยังไงดี

หากคุณคันตารุนแรง หรือคันตาเรื้อรัง ทางที่ดีไม่ควรขยี้ตา แต่ควรไปพบคุณหมอหรือเภสัชกร เพื่อจะได้หาสาเหตุและวิธีการรักษาได้อย่างเหมาะสมที่สุด โดยปกติแล้ว หากคุณคันตาเพราะภูมิแพ้ คุณหมอจะสั่งจ่ายยาหยอดตาชนิดต้านการอักเสบ หรือต้านฮิสตามีนให้คุณใช้ และอาจแนะนำให้คุณหยอดน้ำตาเทียม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา และขจัดสารก่อภูมิแพ้ที่ติดอยู่บนดวงตา และบางครั้งคุณอาจต้องกินยาต้านฮีสตามีน (Antihistamine) ร่วมด้วย

อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการคันตา หรือเคืองตาให้คุณได้ก็คือ การประคบเย็นที่บริเวณดวงตาด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำเย็น หรือถุงประคบเย็น และสำหรับคนที่มีอาการตาแห้ง แนะนำให้คุณเพิ่มความชื้นในบริเวณโดยรอบ ด้วยการวางถ้วยน้ำไว้รอบ ๆ ห้อง เมื่อความชื้นในอากาศสูงขึ้น ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะตาแห้ง ที่ทำให้คุณเคืองตา หรือคันตา

หากคุณมีอาการคันตาเพราะมีสิ่งแปลกปลอมในดวงตา ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คุณล้างตาด้วยน้ำอุ่น หรือน้ำเกลือ แล้วซับเบา ๆ ให้แห้ง หากทำแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือยิ่งแย่ลง ควรรีบเข้าพบคุณหมอภายใน 24 ชั่วโมง

ไม่อยากมีอาการคันตา จะป้องกันยังไงได้บ้าง

วิธีเบื้องต้นที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดตาให้คุณได้ก็คือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ดวงตาระคายเคือง เช่น อากาศแห้ง ลม ละอองเกสรดอกไม้ ควันบุหรี่ ฝุ่น สารเคมี กลิ่นที่รุนแรง การจ้องหน้าจอนานเกินไป หรือหากจำเป็นต้องทำงานหน้าจอติดต่อกันเป็นเวลานาน แนะนำให้กะพริบตาบ่อย ๆ เพื่อทำให้ดวงตาชุ่มชื้น ตาจะได้ไม่แห้งจนทำให้คันตา หรือเคืองตา

หากคุณไม่อยากมีอาการคันตาเพราะภูมิแพ้ ก็ควรหาให้เจอว่าคุณแพ้อะไร และพยายามหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้น ๆ ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เราแนะนำให้ปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด เพราะในปัจจุบันแพทย์สามารถตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ให้คุณได้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การตรวจเลือดหาสารก่อภูมิแพ้ (RAST) การตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ที่ผิวหนัง โดยสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่ ไรฝุ่นบ้าน และขนสัตว์

การกินอาหารที่เหมาะสมก็สามารถช่วยป้องกันอาการคันตาได้เช่นกัน คุณควรกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega 3) เช่น น้ำมันปลา ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทู ปลาช่อน และอาหารที่มีวิตามินเอสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่แดง น้ำมันตับปลา นมวัว ผลิตภัณฑ์จากนมวัว ผักปวยเล้ง แครอท มันหวาน บร็อกโคลี แคนตาลูป มะม่วง น้ำมะเขือเทศ เพราะสารอาหารทั้งสองชนิดนี้ช่วยบำรุงดวงตาของคุณให้มีสุขภาพดีขึ้น ปัญหาสุขภาพตาต่าง ๆ รวมถึงอาการเคืองตาจึงเกิดได้ยากขึ้นด้วย

คันตาขั้นนี้ ควรรีบไปพบคุณหมอ

หากคุณคันตา หรือมีปัญหาสุขภาพตาเหล่านี้ แนะนำให้รีบไปพบคุณหมอทันที

  • อาการคันตาไม่ดีขึ้น หรือยิ่งแย่ลง
  • มีขี้ตาลักษณะข้น หรือเหนียวผิดปกติ
  • ลืมตาลำบาก
  • การมองเห็นเปลี่ยนไป เช่น ตาเบลอ มองเห็นไม่ชัด
  • รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในตา
  • มองเห็นแสงไฟเป็นวงรัศมี
  • เจอแสงจ้าแล้วปวดตา
  • ขนาดของรูม่านตาเปลี่ยนไป
  • ตาบวม
  • ปวดตา หรือเจ็บตา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา
รูปของผู้เขียน
เขียนโดย เนตรนภา ปะวะคัง เมื่อ 13/11/2020
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
x