home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

เอดส์กับเอชไอวี แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

เอดส์กับเอชไอวี แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

แม้เอดส์ (AIDS) กับเอชไอวี (HIV) จะเป็นคำที่เราคุ้นหูกันเป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่ยังเข้าใจผิดว่า เอดส์กับเอชไอวีคือสิ่งเดียวกัน นั่นอาจเป็นเพราะเรามักได้ยินสองคำนี้คู่กันบ่อย ๆ เลยเข้าใจผิด จริง ๆ แล้ว เอดส์กับเอชไอวี แตกต่างกัน ไม่ได้เหมือนกันอย่างที่หลายคนเข้าใจ และ Hello คุณหมอ จะมาช่วยคุณไขข้อข้องใจในเรื่องนี้ให้กระจ่าง

มาทำความรู้จัก เอดส์กับเอชไอวี กันใหม่

เอชไอวี คือไวรัส ไม่ใช่โรค

เอชไอวี (HIV) คือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง คำว่า เอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus; HIV) ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “เชื้อไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่องในคน” หรือ “ไวรัสภูมิคุ้มกันเสื่อมในคน” เนื่องจากไวรัสเอชไอวีเป็นเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายได้ในคนเท่านั้น และเมื่อร่างกายได้รับเชื้อเอชไอวี เชื้อจะเข้าไปโจมตีระบบภูมิคุ้มกัน จนส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเสื่อมถอยนั่นเอง

โดยปกติแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันของเราสามารถจัดการกับเชื้อโรคหลายชนิดได้อย่างอยู่หมัด แต่เชื้อเอชไอวีนี้ถือเป็นข้อยกเว้น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีจึงต้องกินยาหลายชนิด เพื่อขัดขวางวงจรชีวิตของเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งจะช่วยให้สามารถควบคุมเชื้อไวรัสนี้ที่อยู่ในร่างกายได้

เอดส์ คือสภาวะที่เกิดจากเอชไอวี

อาการของการติดเชื้อเอชไอวี สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 ระยะติดเชื้อเฉียบพลัน

จะมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ มีผื่นขึ้น ซึ่งอาการจะแสดงออกมาภายใน 2-4 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ และเชื้อจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว

ระยะที่ 2 ระยะติดเชื้อเรื้อรัง หรือระยะไม่แสดงอาการ

ในระยะนี้ เชื้อไวรัสเอชไอวีจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกายด้วยระดับต่ำมาก ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีบางคนไม่มีอาการหรือสัญญาณของการติดเชื้อให้เห็น หากไม่รักษาด้วยยาต้านไวรัสในกลุ่ม ARV หลายชนิดรวมกัน หรือที่เรียกว่า Antiretroviral therapy (ART) ก็อาจทำให้การติดเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ระยะลุกลาม หรือระยะสุดท้ายได้ภายในเวลา 10 ปีหรือเร็วกว่านั้น และสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยง่าย แต่หากรักษาด้วยยาต้าน การติดเชื้อก็อาจไม่ลุกลาม แต่คงอยู่ในระยะนี้ไปได้หลายสิบปี และอาจลดโอกาสแพร่เชื้อได้ด้วย

ระยะที่ 3 ระยะโรคเอดส์ (AIDS)

โรคเอดส์ หรือ AIDS ย่อมาจาก Acquired Immune Deficiency Syndrome แปลง่าย ๆ ได้ว่า กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งหมายถึง กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี นั่นเอง

โรคเอดส์ถือเป็นการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในระยะสุดท้าย เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันถูกไวรัสเอชไอวีทำลายจนเสียหายร้ายแรง ร่างกายเลยไม่สามารถต่อสู้กับโรคติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic Infection) เช่น วัณโรค ปอดบวม รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง นอกจากจะติดเชื้อโรคเหล่านี้ได้ง่ายกว่าคนปกติแล้ว ผู้ป่วยในระยะโรคเอดส์ยังจะมีอาการรุนแรง เรื้อรัง และมีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่า จึงต้องรักษาด้วยการกินยาหลายชนิดในปริมาณมาก ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะเอดส์สามารถแพร่เชื้อเอชไอวีให้ผู้อื่นได้ง่ายมาก และหากไม่รักษา ส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 3 ปี

ติดเชื้อเอชไอวี ไม่จำเป็นต้องเป็นเอดส์เสมอไป

อย่างที่เราอธิบายไปแล้วว่า เอชไอวีคือเชื้อไวรัส ส่วนเอดส์ก็คือกลุ่มอาการที่เกิดจากการติดเชื้อเอชไอวี แต่ก็ใช่ว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนจะต้องเป็นโรคเอดส์เสมอไป เพราะหากผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และดูแลสุขภาพร่างกายตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้หลายปี โดยที่การติดเชื้อไม่พัฒนาเป็นโรคเอดส์ ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจมีชีวิตอยู่ได้นานพอ ๆ กับผู้ที่ไม่ติดเชื้อเลยทีเดียว

เชื้อเอชไอวีวินิจฉัยง่าย แต่เอดส์วินิจฉัยยาก

การติดเชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจเลือดและน้ำลาย เพื่อหาว่ามีแอนติบอดีหรือภูมิต้านทานที่ระบบภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับไวรัสชนิดนี้หรือไม่ แต่การจะตรวจหาภูมิต้านเอชไอวี (HIV antibody test) ให้ได้ผลที่ถูกต้อง ต้องตรวจหลังจากติดเชื้อมาแล้วหลายอาทิตย์ ต่างจากการวินิจฉัยอีกหนึ่งวิธี คือ การตรวจจับแอนติเจน ที่สามารถตรวจพบเชื้อเอชไอวีหลังจากรับเชื้อเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

การตรวจหาเชื้อเอชไอวีในร่างกายนั้นทำได้ง่าย ต่างจากการวินิจฉัยเอดส์ ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคเอดส์ได้จากการนับจำนวนเซลล์ที่มีซีดีโฟร์ (CD4) ซึ่งมักจะพบบนผิวเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกาย คนปกติที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวีจะมีซีดีโฟร์ 500-1,200 เซลล์/ลบ.มม. แต่ผู้ป่วยเอดส์จะมีซีดีโฟร์ต่ำกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. และอีกปัจจัยที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัยเอดส์ก็คือ สังเกตอาการแทรกซ้อน หากผู้ติดเชื้อเอชไอวีป่วยเป็น โรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่เกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรียที่ปกติไม่สามารถทำอะไรคนที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวีได้ นั่นอาจหมายถึงการติดเชื้อเข้าสู่ระยะสุดท้าย หรือระยะเอดส์แล้ว

เชื้อเอชไอวีแพร่ผ่านทางไหนได้บ้าง

เชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถแพร่กระจายในคนได้ ผ่านการแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นผลมาจาก

กิจกรรมทางเพศ

เชื้อเอชไอวีสามารถแพร่ผ่านของเหลวในร่างกาย เช่น น้ำอสุจิ ของเหลวในช่องคลอด ดังนั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเชื้อนี้อยู่ในร่างกาย แล้วทำกิจกรรมทางเพศ หรือมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะทางปาก ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก โดยไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงยางอนามัย แผ่นยางอนามัย ก็อาจแพร่เชื้อเอชไอวีสู่อีกฝ่ายได้

การตั้งครรภ์หรือคลอดลูก

แม่ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือเป็นเอดส์อาจส่งต่อเชื้อไวรัสให้ลูกได้ทั้งตอนที่ลูกอยู่ในท้อง ตอนคลอดลูก หรือตอนให้นมลูก

การให้เลือด

คุณสามารถติดเชื้อไวรัสเอชไอวีผ่านการให้เลือดได้ แต่ในปัจจุบันความเสี่ยงนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก เนื่องจากการบริจาคเลือดและการให้เลือดนั้นมีการคัดกรองที่เข้มงวด และได้มาตรฐานมากขึ้น

การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

การใช้อุปกรณ์ฉีดยาร่วมกับคนอื่น สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้ ผู้ที่ต้องใช้เข็มฉีดยา เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และผู้ที่ต้องใช้ของมีคมและอาจสัมผัสกับเลือด เช่น ช่างสัก ช่างเจาะหู ผู้รับบริการสักหรือผู้รับการเจาะหู จึงต้องระวังการติดเชื้อจากสาเหตุนี้เป็นพิเศษ

เอดส์กับเอชไอวี รักษาไม่หายแต่ป้องกันได้

ในอดีตผู้ติดเชื้อเอชไอวีมักพัฒนาเข้าสู่ระยะเอดส์ภายใน 2-3 ปีหลังติดเชื้อ และหากเป็นระยะเอดส์ก็มักอยู่ได้ไม่เกิน 3 ปี แต่ในปัจจุบัน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ระยะเอดส์น้อยลง เนื่องจากได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เริ่มต้นจากการใช้ยาต้านไวรัสในกลุ่ม ARV หลายชนิดรวมกัน ซึ่งจะต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดการดื้อยา และจำเป็นต้องกินยาไปตลอดชีวิต

การติดเชื้อเอชไอวีนั้นรักษาไม่หาย แต่วิธีต่อไปนี้อาจช่วยป้องกันได้

  • กินยาเพร็พ (Pre-exposure prophylaxis; PrEP)

เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนการสัมผัสโรค หากกินยาเป็นประจำทุกวันวันละ 1 เม็ด จะช่วยป้องกันได้เกือบ 100%

  • กินยาเป๊ป (Post-exposure prophylaxis; PEP)

เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในกรณีฉุกเฉิน โดยจะต้องกินยานี้ให้เร็วที่สุด คือภายใน 72 วันหลังพบความเสี่ยง และต้องกินยาติดต่อกัน 28 วัน องค์การอนามัยโลก (World health organization; WHO) เผยว่า ยาเป๊ปอาจช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้มากกว่า 80% ทีเดียว

  • ใช้อุปกรณ์ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ใช้อุปกรณ์ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น แผ่นยางอนามัย ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

  • หากคุณตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวีตอนตั้งครรภ์

ควรเข้ารับการรักษา เช่น การใช้ยา และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้ทารกในครรภ์ได้รับผลกระทบจากเชื้อเอชไอวี

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสของเหลวจากร่างกายผู้อื่น

หากคุณเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ควรสวมถุงมือ หน้ากากอนามัย หรือเครื่องป้องกันการติดเชื้ออื่น ๆ ตลอดการปฏิบัติหน้าที่ หรือหากของเหลวจากร่างกายผู้อื่นมาสัมผัสตัวเรา ก็ต้องรีบทำความสะอาดบริเวณนั้นโดยเร็วที่สุด

  • อย่าใช้เข็มร่วมกัน

เพื่อป้องกันการติดเชื้อผ่านการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน รวมถึงอุปกรณ์ฉีดยาอื่น ๆ ด้วย เช่น ในคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐานที่ใช้เข็มฉีกยาซ้ำ หรือในกลุ่มผู้เสพยาเสพติดผ่านทางการใช้เข็ฒฉีดยา เป็นต้น

 

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

HIV vs. AIDS: What’s the Difference?. https://www.healthline.com/health/hiv-aids/hiv-vs-aids#aids-diagnosis. Accessed November 28, 2019

HIV vs. AIDS: What is the difference?. https://www.medicalnewstoday.com/articles/316019.php. Accessed November 28, 2019

What Are HIV and AIDS?. https://www.hiv.gov/hiv-basics/overview/about-hiv-and-aids/what-are-hiv-and-aids. Accessed November 28, 2019

The Stages of HIV Infection. https://aidsinfo.nih.gov/understanding-hiv-aids/fact-sheets/19/46/the-stages-of-hiv-infection. Accessed November 28, 2019

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย เนตรนภา ปะวะคัง แก้ไขล่าสุด 30/11/2020
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
x