backup og meta

มูกไข่ตก เป็นอย่างไร ส่งผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย พลอย วงษ์วิไล


เขียนโดย พลอย วงษ์วิไล · แก้ไขล่าสุด 24/04/2024

มูกไข่ตก เป็นอย่างไร ส่งผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่

ไข่ตกเป็นกลไกธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับร่างกายผู้หญิง เมื่อถึงวัยมีประจำเดือน โดยไข่ตกจะใช้เวลาเฉลี่ยรอบละ 28 – 35 วัน นับจากวันแรกที่ประจำเดือนมา ซึ่งวันไข่ตกจะเป็นวันที่ไข่สุกออกจากรังไข่ จากนั้นไปยังส่วนปลายของท่อนำไข่ สำหรับมูกไข่ตกเป็นสัญญาณของร่างกายบ่งบอกว่าเป็นช่วงวันไข่ตก คนที่วางแผนมีลูกควรมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลานี้

มูกไข่ตก เป็นอย่างไร

มูกไข่ตกจะมีลักษณะเป็นของเหลวที่ร่างกายผลิตออกมา ซึ่งจะขับออกจากปากมดลูก มูกชนิดนี้จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า มูกช่องคลอด (Cervical Mucus) หรือตกขาว โดยมูกไข่ตกหลั่งออกมาจากต่อมบริเวณปากมดลูก ไม่เหมือนกับน้ำหล่อลื่นที่หลั่งจากช่องคลอด (Vagina) ลักษณะของมูกไข่ตกและปริมาณของมูกสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นมูกไข่ตกให้หลั่งออกมา เพราะช่วงระหว่างรอบเดือน ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนมากขึ้น 

ลักษณะของมูกช่องคลอด 

ลักษณะของมูกไข่ตกหรือมูกช่องคลอด จะเปลี่ยนแปลงในรอบ 28 วัน สำหรับผู้ที่วางแผนการมีบุตร สามารถสังเกตมูกไข่ตกได้ดังนี้

  • มูกช่องคลอดหลังหมดรอบเดือน : หลังจากมีประจำเดือนไปแล้ว ร่างกายจะผลิตมูกช่องคลอดออกมาน้อย อาจพบว่ามูกจะมีลักษณะแห้ง ๆ หรือเหนียวข้น แต่พบได้น้อยมาก
  • มูกก่อนไข่ตก : ลักษณะของมูกจะเริ่มมีสีขาวคล้ายครีม อาจมีความข้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
  • มูกไข่ตก : ก่อนวันไข่ตกเล็กน้อย มูกจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีใส ๆ คล้ายไข่ขาวดิบ จนถึงวันไข่ตก มูกจะเหนียวใส ลื่นแล้วยืดหยุ่นดี แสดงถึงความชุ่มชื้นสูง ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์สามารถเริ่มมีเพศสัมพันธ์ได้ ช่วงเวลานี้จะเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ เพราะมูกไข่ตกจะช่วยเป็นเหมือนน้ำหล่อลื่น ให้สเปิร์มเคลื่นตัวได้ดี โดยเคลื่อนที่ได้รวดเร็วไปยังปีกมดลูก อีกทั้งมีค่า PH ที่ช่วยยืดอายุของอสุจิ มีแคลเซียม แมกนีเซียม ดีต่อกระบวนการปฏิสนธิ
  • มูกหลังไข่ตก : มูกช่องคลอดจะเปลี่ยนเป็นลักษณะขาวขุ่น และเมื่อไม่เกิดการปฏิสนธิขึ้น ไข่ไม่ได้ผสมกับอสุจิ ผนังชั้นในของมดลูกจึงหลุดและขับออกมาทางช่องคลอดเกิดเป็นประจำเดือน 

ช่วงที่มีประจำเดือน ร่างกายจะยังผลิตมูกอยู่ เพียงแต่มองเห็นได้ยาก หลังจากรอบเดือนหมดไปแล้ว มูกจะค่อย ๆ น้อยลงช่วงหนึ่งประมาณ 11 – 14 วัน กว่าที่จะเกิดประจำเดือนครั้งถัดไป 

ความสำคัญของการนับวันไข่ตก

หากต้องการมีบุตร ควรมีเพศสัมพันธ์ก่อนช่วงไข่ตก 1-2 วัน ให้อสุจิรอที่รังไข่ เพราะอสุจิจะรอปฏิสนธิอยู่ในรังไข่ได้ประมาณ 2 วัน ซึ่งจะพอดีกับวันไข่ตก ซึ่งรังไข่ทั้ง 2 ข้างจะสลับกันตกไข่ใบที่สมบูรณ์ที่สุด เมื่ออสุจิเข้าไปปฏิสนธิกับเซลล์ไข่จะส่งผลให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ โดยทั่วไปวันไข่ตกจะอยู่ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนประจำเดือนมา หากประจำเดือนมาปกติและสม่ำเสมอ วันไข่ตกจะอยู่ในวันที่ 14 ของรอบเดือน หรือให้นับหลังจากวันที่ประจำเดือนมาเป็นวันที่ 1 และวันที่ 14 จะเป็นวันที่ไข่ตก โดยสามารถสังเกตสัญญาณวันไข่ตกได้ ดังนี้

  1. เกิดอารมณ์ทางเพศ : เมื่อไข่ตกจะมีอารมณ์ทางเพศเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีเลือดมาหล่อเลี้ยงบริเวณช่องคลอด และมีการสร้างของเหลวหล่อลื่นมากเป็นพิเศษ   
  2. อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น : ร่างกายจะมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) สูงขึ้นช่วงวันไข่ตก หรืออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นประมาณ 0.5 องศาเซลเซียส วัดได้ด้วยปรอทวัดไข้หลังตื่นนอนก่อนทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน จากนั้นจดบันทึกอุณหภูมิร่างกายไว้ในช่วงระหว่างก่อนวันตกไข่จะพบว่าอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นกว่าปกติในวันที่ตกไข่ หากวางแผนในการตั้งครรภ์ควรวัดอุณหภูมิอย่างน้อย 2-3 เดือน เพื่อสังเกตวันไข่ตก
  3. เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ปากมดลูก : ช่วงไข่ตกปากมดลูกเปลี่ยนต่ำแหน่งเลื่อนสูงขึ้น และยังอ่อนนุ่มเป็นพิเศษ
  4. เจ็บคัดเต้านม : ช่วงวันไข่ตกจะเริ่มเกิดอาการเจ็บคัดเต้านมได้
  5. ปวดท้องน้อยข้างเดียว : รังไข่จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพให้เหมาะสมกับการฝังตัวของตัวอ่อน จึงทำให้เกิดการปวดท้องน้อยข้างเดียวได้ในช่วงวันไข่ตก แต่หากไม่มีการปฏิสนธิผนังภายในรังไข่ก็จะหลุดลอกส่งผลให้ปวดท้องน้อยได้มากขึ้น

หมายเหตุ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

พลอย วงษ์วิไล


เขียนโดย พลอย วงษ์วิไล · แก้ไขล่าสุด 24/04/2024

advertisement iconโฆษณา

คุณได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่?

advertisement iconโฆษณา
advertisement iconโฆษณา