backup og meta

ผิวแข็งแรง เป็นอย่างไร และ 5 เคล็ดลับในการดูแลผิว

ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงเกศอร ป้องอาณา · โรคผิวหนัง · โรงพยาบาลสุขุมวิท


เขียนโดย ทัตพร อิสสรโชติ · แก้ไขล่าสุด 09/11/2022

ผิวแข็งแรง เป็นอย่างไร และ 5 เคล็ดลับในการดูแลผิว

ผิวแข็งแรง คือ ผิวที่มีสุขภาพดีไม่ติดเชื้อ ไม่มีอาการคัน แห้ง แตก หรือปัญหาสภาพผิวอื่น ๆ และเป็นผิวที่ไม่แพ้หรือระคายเคืองง่าย การดูแลและปกป้องผิวให้สุขภาพดี ชุ่มชื้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผิวแข็งแรง และสามารถทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งที่ทำลายสุขภาพผิว ให้ผิวอ่อนแอ แพ้ง่าย

ผิวทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย รักษาสมดุลของเหลว และเป็นเกราะป้องกันอวัยวะภายใน ซึ่งต้องเผชิญกับการคุกคามจากสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายผิวมากมาย โดยปัจจัยที่อาจทำให้ผิวเสียหายและเสื่อมสภาพไวขึ้น ดังนี้

  • สภาพแวดล้อมที่ชื้นเกินไปหรือแห้งเกินไป
  • ผิวสัมผัสกับแสงแดดมากเกินไปโดยที่ไม่ได้รับการป้องกัน
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสเตียรอยด์ เช่น ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือยาแต้มสิวที่ไม่ผ่านการรับรอง
  • การขัดผิวหรือใช้ผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวมากเกินไป
  • อุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาดในบ้าน เช่น ผงซักฟอก สบู่ น้ำยาล้างห้องน้ำ
  • สารก่อภูมิแพ้ สารระคายเคืองและมลพิษ เช่น ควันรถ ฝุ่น
  • การสัมผัสกับสารเคมีที่รุนแรงจากที่ทำงานหรือโรงงานอุตสาหกรรม เช่น สีย้อมผ้า ยาฆ่าแมลง
  • ความเครียดหรือความวิตกกังวล
  • ปัจจัยทางพันธุกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพผิว เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคสะเก็ดเงิน

ผิวไม่แข็งแรง เป็นอย่างไร

การหมั่นสังเกตผิวของตนเอง และคอยสังเกตสัญญาณที่บ่งบอกถึงสุขภาพผิวที่ไม่แข็งแรง อาจช่วยให้สามารถปกป้องและดูแลผิวได้เหมาะสมมากขึ้น โดยสัญญาณอาจมีดังนี้

  • ผิวแห้ง แตก เป็นขุย
  • มีอาการคัน ระคายเคืองง่าย เมื่อมีการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เช่น ผดขึ้นหน้าผากเมื่ออากาศแห้ง อากาศเย็น อากาศร้อน
  • ผิวหยาบกร้านหรือเปลี่ยนสี
  • ผิวบอบบางและอักเสบง่าย
  • มีสิวขึ้น
  • ผิวติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อรา

5 เคล็ดลับเพื่อผิวแข็งแรง

สำหรับเคล็ดลับเพื่อผิวแข็งแรงอาจทำได้ดังนี้

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

อาหารถือเป็นปัจจัยสำคัญประการแรกที่จะช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก และอาจช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัยที่เกิดขึ้นในระดับเซลล์ที่ลึกกว่าได้เป็นอย่างดี อาหารที่ช่วยบำรุงผิว เช่น

  • มะเขือเทศ อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ และสารต้านอนุมูลอิสระอย่างไลโคปีน (Lycopene) ที่อาจช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำลายจากมลพิษ และสภาพอากาศต่าง ๆ รวมถึงรังสียูวี โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Photochemical & Photobiological Sciences เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่อุดมด้วยไลโคปีนและการป้องกันแสงแดด โดยให้อาสาสมัครบริโภคมะเขือเทศที่อุดมด้วยไลโคปีน ซึ่งเป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่สำคัญในมะเขือเทศ ประมาณ 10-12 สัปดาห์ พบว่า ผิวของอาสามัครที่ไวต่อการเกิดผื่นแดงจากรังสียูวี มีความไวในการเกิดผื่นแดงลดลง นอกจากนี้ แคโรทีนอยด์ยังอาจช่วยป้องกันรังสียูวีที่เป็นอันตรายต่อผิวได้
  • ชาเขียว มีสารประกอบอย่างโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งอาจมีส่วนช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่กำลังเสื่อมสภาพ ทั้งยังอาจมีประโยชน์ในการรักษาบาดแผลหรือปัญหาผิวบางชนิดได้ เช่น โรคสะเก็ดเงิน รังแค โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Mini-Reviews in Medicinal Chemistry เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ศึกษาเกี่ยวกับการป้องกันผิวจากแสงแดดและการยับยั้งการก่อมะเร็งของโพลีฟีนอล พบว่า การบริโภคโพลีฟีนอลส่งผลดีต่อผิวหนัง เช่น ปกป้องผิวจากรังสียูวี ป้องกันการอักเสบและความเสื่อมสภาพของผิว ป้องกันความเสียหายของดีเอ็นเอ อาจลดความเสี่ยงเกิดมะเร็งบางชนิดได้
  • คะน้า เป็นผักที่อุดมไปด้วยลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตาและผิว อาจช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายที่เกิดจากแสงแดดได้ โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Clinics in Dermatology เมื่อเดือนมีนาคม-เมษายน พ.ศ. 2552 ศึกษาเกี่ยวกับลูทีนและซีแซนทีนที่มีผลต่อสุขภาพตาและผิวหนัง พบว่า ลูทีนและซีแซนทีนทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อาจปกป้องความเสียหายของเรตินาในดวงตาและปกป้องผิวจากรังสียูวี
  1. กักเก็บความชุ่มชื้นในผิว

ผิวหนังมีน้ำเป็นส่วนประกอบปริมาณมาก การเติมและกักเก็บควาชุ่มชื้นให้แก่ผิวจึงเป็นวิธีที่จะช่วยส่งเสริมให้ผิวแข็งแรงและช่องว่างระหว่างเซลล์ผิวให้เรียบยิ่งขึ้น วิธีต่อไปนี้อาช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื้นเพื่อป้องกันปัญหาผิวแห้งแตกได้ เช่น

  • ควรอาบน้ำอุณหภูมิปกติวันละ 5-10 นาที เนื่องจากการอาบน้ำเป็นเวลานานเกินไปอาจขจัดเอาน้ำมันบนผิวออกทำให้ผิวแห้งมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่กัดผิวรุนแรง ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวสูตรอ่อนโยนและปราศจากน้ำหอม
  • หลีกเลี่ยงการขัดผิวบ่อยครั้ง เพราะอาจทำลายผิว ทำให้ผิวเป็นแผลและแห้งได้
  • หลังจากการอาบน้ำให้ซับผิวเบา ๆ ด้วยผ้าขนหนูและให้ความชุ่มชื้นกับผิวทันทีในขณะที่ผิวหมาด ๆ ด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ ขี้ผึ้ง โลชั่นหรือครีมบำรุงผิว
  • เลือกสวมเสื้อผ้าที่ไม่ก่อให้เกิดความระคายเคืองและระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าไหม ผ้าฝ้าย
  • เลือกใช้น้ำยาซักผ้าที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้และระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงการเกาผิวเพราะอาจทำให้ผิวบาดเจ็บ แต่อาจใช้วิธีการประคบเย็นและทามอยเจอร์ไรเซอร์ เพื่อช่วยควบคุมอาการคันได้
  • หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้เตาปิ้ง ย่าง หรือแหล่งความร้อนอื่น ๆ ที่อาจทำให้ผิวแห้งเกินไป
  • ใช้เครื่องทำความชื้นในช่วงที่อากาศแห้งเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อข่วยรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย บำรุงสุขภาพผิว ช่วยในการทำงานของลำไส้ ควบคุมแคลอรี่ รวมทั้งช่วยให้ไตและกล้ามเนื้อสุขภาพดี ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายและเสริมความชุ่มชื้นให้กับผิว ส่วนผู้ที่ออกกำลังกายหรือสูญเสียเหงื่อมากควรจิบน้ำเพิ่มประมาณ 200-300 มิลลิลิตร เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป
  1. จัดการกับความเครียด

ความเครียดที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนหลายชนิด เช่น ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ส่งผลทำให้ต่อมใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันมากขึ้น ทำให้ผิวมันมีแนวโน้มเป็นสิว นอกจากนี้ ความเครียดยังกระตุ้นให้เกิดปัญหาผิวอื่น ๆ เช่น สะเก็ดเงิน ผิวหนังอักเสบโรซาเชีย (Rosacea) กลาก ลมพิษ ผื่นผิวหนัง แผลพุพอง ทั้งยังอาจทำให้ปัญหาผิวที่เกิดขึ้นหายยาก และทำให้ผิวบอบบางได้ด้วย

  1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นเวลา 7-9 ชั่วโมง/วัน อาจช่วยลดปัญหาความหมองคล้ำใต้ดวงตา ลดริ้วรอยและช่วยปรับปรุงให้ผิวดูสม่ำเสมอขึ้น เนื่องจากในช่วงที่นอนหลับร่างกายจะเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซม สร้างเซลล์เม็ดเลือด กล้ามเนื้อ เซลล์สมอง สร้างผิวหนังและสร้างคอลลาเจนซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ผิวหย่อนคล้อย ทั้งยังช่วยลดความเครียดอีกด้วย

  1. งดการสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ทำให้เกิดปัญหาผิวมากมายโดยเฉพาะริ้วรอยก่อนวัย ซึ่งสารเคมีในบุหรี่ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) ไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen Cyanide) นิโคติน อาจทำให้หลอดเลือดตีบตัน ลดการไหลเวียนของออกซิเจนและสารอาหารไปยังเซลล์ผิวหนัง เร่งกระบวนการเสื่อมสภาพตามปกติของผิวให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ความร้อนและควันจากบุหรี่อาจทำให้ผิวแห้งซึ่งทำให้เกิดปัญหาผิวตามมา เช่น รอยตีนกา รอยย่นระหว่างคิ้ว ผิวไม่สม่ำเสมอ รอยพับลึก อาการบวมใต้ตา ริ้วรอยรอบปาก ริมฝีปากบางลง

หมายเหตุ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย

แพทย์หญิงเกศอร ป้องอาณา

โรคผิวหนัง · โรงพยาบาลสุขุมวิท


เขียนโดย ทัตพร อิสสรโชติ · แก้ไขล่าสุด 09/11/2022

advertisement iconโฆษณา

คุณได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่?

advertisement iconโฆษณา
advertisement iconโฆษณา