ปากดำ สาเหตุ วิธีรักษาและการป้องกัน

    ปากดำ สาเหตุ วิธีรักษาและการป้องกัน

    โดยทั่วไป สีผิวบริเวณริมฝีปากของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามปริมาณเม็ดสีหรือเมลานิน (Melanin) ที่ร่างกายผลิตขึ้น อีกทั้งพันธุกรรมก็อาจทำให้บางคนมีสีปากชมพู แดง หรือดำคล้ำแต่กำเนิดได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบางประการก็อาจส่งผลให้สีปากเปลี่ยนแปลงไปได้ หากพบว่า ปากดำ คล้ำกว่าที่เคยเป็น อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสัมผัสแสงแดด การเลียริมฝีปาก การสูบบุหรี่ การแพ้ยาสีฟันหรือลิปสติก การขาดวิตามิน การตั้งครรภ์ การใช้ยารักษาโรค ทั้งนี้ การดูแลตัวเองด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น สครับริมฝีปาก ดื่มน้ำให้เพียงพอ ทาลิปบำรุงริมฝีปาก หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด หลีกเลี่ยงการเลียปาก หรือไปพบคุณหมอเพื่อรักษาด้วยเลเซอร์ อาจช่วยให้ริมฝีปากดำคล้ำน้อยลงได้

    ปากดำ เกิดจากสาเหตุใด

    ริมฝีปากที่ดำคล้ำ อาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้

    • แสงแดด เมื่อผิวหนังนอกร่มผ้าซึ่งรวมไปถึงบริเวณริมฝีปากสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีจากแสงอาทิตย์โดยตรงเป็นประจำโดยไม่มีการป้องกัน จะทำให้ร่างกายกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) เพื่อปกป้องผิวหนังจากแสงแดด ซึ่งส่งผลให้ปากคล้ำและดำขึ้นได้
    • บุหรี่ การสัมผัสกับสารพิษในบุหรี่อย่างทาร์และนิโคตินโดยตรง ทำให้เม็ดสีเมลานินบริเวณริมฝีปากและเหงือกของผู้สูบเข้มขึ้น นอกจากนี้ สารนิโคตินในบุหรี่ยังทำให้หลอดเลือดหดตัว ลดการไหลเวียนของเลือดบริเวณริมฝีปาก จนออกซิเจนในเลือดไม่เพียงพอ ส่งผลให้ปากดำและคล้ำลง
    • การเลียริมฝีปาก ผิวหนังบริเวณริมฝีปากไม่ได้หนาเหมือนบริเวณอื่น ๆ เมื่อเกิดการระคายเคืองจากการเสียดสีหรือการเลียริมฝีปากซ้ำ ๆ จึงอาจทำให้ริมฝีปากดูดำคล้ำลงได้
    • อาการแพ้ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ลิปสติก ยาสีฟัน ยาปฏิชีวนะ ยารักษามะเร็งที่เป็นพิษต่อเซลล์ ยารักษาโรคจิตเวช อาจมีสารประกอบที่ทำให้ริมฝีปากดำคล้ำได้
    • การทำคีโม การทำคีโมหรือเคมีบำบัดอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการปากแห้งและแตก เป็นแผล รวมถึงอาจทำให้ริมฝีปากดำคล้ำลงได้
    • การขาดวิตามิน หากร่างกายได้รับวิตามินบางชนิดไม่เพียงพอ เช่น วิตามินบี 12 อาจทำให้ผิวหนัง รวมถึงผิวหนังบริเวณริมฝีปากดูคล้ำลง หรือเกิดจุดด่างดำหรือรอยดำเป็นหย่อม ๆ
    • การใช้ฟลูออไรด์มากเกินไป การใช้ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม เช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ที่มีฟลูออไรด์มากเกินไป อาจทำให้ริมฝีปากดำคล้ำได้
    • การตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนที่แปรปรวนขณะตั้งครรภ์อาจทำให้ผิวหนังส่วนต่าง ๆ เช่น ริมฝีปาก หัวนม หน้าผาก แก้ม จมูก คล้ำลงได้ ทั้งนี้ อาการสีผิวดำคล้ำขึ้นในช่วงตั้งครรภ์เป็นภาวะชั่วคราวที่อาจหายไปเองหลังคลอด
    • โรคโลหิตจาง โรคนี้ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำลง ส่งผลต่อเม็ดสีของผิวหนัง รวมไปถึงเม็ดสีบริเวณริมฝีปาก อาจทำให้ริมฝีปากดูดำคล้ำหรือม่วงช้ำ
    • อาการบาดเจ็บ การบาดเจ็บหรือรอยฟกช้ำอาจทำให้ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือมีสีคล้ำลงได้ หากริมฝีปากแห้ง แตก หรือเสียหายรุนแรง ก็อาจทำให้ริมฝีปากคล้ำได้เช่นกัน

    วิธีรักษาเมื่อ ปากดำ

    วิธีรักษาอาการปากดำคล้ำขึ้นอยู่กับสาเหตุ โดยทั่วไป การดูแลริมฝีปากด้วยวิธีต่อไปนี้อาจช่วยบรรเทาอาการปากดำคล้ำได้

    ดื่มน้ำให้เพียงพอ

    การดื่มน้ำและของเหลวอย่างเพียงพอ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปาก ช่วยให้ริมฝีปากดูอวบอิ่ม ไม่แห้งลอก หรือระคายเคืองง่าย โดยทั่วไปควรดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ทั้งนี้ปริมาณน้ำที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปตามสภาวะสุขภาพ อายุ หรือการทำกิจกรรมประจำวัน

    นวดริมฝีปากด้วยน้ำมันธรรมชาติ

    เช่น น้ำมันอัลมอนด์ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก อาจช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณริมฝีปาก ส่งผลให้ปากดูมีสีสัน และดูดำคล้ำน้อยลงได้

    สครับริมฝีปาก

    การใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เช่น น้ำผึ้งผสมน้ำตาล น้ำตาลผสมเนย ขัดวนบริเวณริมฝีปากเบา ๆ ประมาณ 3-4 นาที แล้วล้างออก สัปดาห์ละ 3 ครั้ง อาจช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่ และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Molecular Sciences เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2559 ศึกษาเกี่ยวกับการนำน้ำตาลมาผลิตเป็นสารต้านการสร้างเม็ดสี พบว่า น้ำตาลมีคุณสมบัติลดความหมองคล้ำของผิวและลดการสร้างเม็ดสีผิวมากผิดปกติ จึงอาจนำมาผลิตเป็นสารที่ใช้รักษาความผิดปกติของเม็ดสีได้

    การสครับริมฝีปากด้วยผงขมิ้นผสมน้ำนม แล้วทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ก็อาจช่วยลดการผลิตเมลานินที่ผิวหนังบริเวณริมฝีปากได้เช่นกัน หลังสครับริมฝีปาก ควรล้างออกด้วยน้ำอุ่น ซับริมฝีปากเบา ๆ ให้แห้ง แล้วทาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ริมฝีปากชุ่มชื้น โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Phytotherapy Research เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติยับยั้งการสร้างเม็ดสีในเซลล์ผิวหนังของมนุษย์ของเคอร์คูมิน พบว่า ขมิ้นมีสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ซึ่งช่วยยับยั้งการผลิตเม็ดสีเมลานิน จึงอาจช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ตามธรรมชาติ

    พอกว่านหางจระเข้

    สารอะโลซิน (Aloesin) ในว่านหางจระเข้อาจช่วยยับยั้งการผลิตเมลานินได้ วิธีใช้ว่านหางจระเข้พอกริมฝีปากเพื่อลดปากดำคล้ำ คือ ปอกเปลือกใบว่านหางจระเข้ออก นำเนื้อหรือวุ้นว่านหางจระเข้ที่ได้ไปล้างให้สะอาด แล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ จากนั้นนำมาพอกริมฝีปาก ทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง เมื่อแห้งแล้วให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่น

    งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Cosmetic Science เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551 ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของอะโลอีซินในการสร้างเม็ดสีในผิวสีคล้ำ พบว่า ว่านหางจระเข้มีสารอะโลซิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการเปลี่ยนสีของเม็ดสีผิวหนัง อาจใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางหรือใช้ในการรักษาเม็ดสีที่ผิดปกติได้

    รักษาด้วยแสงเลเซอร์

    การยิงเลเซอร์ เช่น เลเซอร์ คิว-สวิทช์ (Q-Switched ND YAG Laser) จะช่วยให้สีริมฝีปากอ่อนลง ช่วยรักษาเม็ดสีที่ผิดปกติ และลดการสร้างเม็ดสีผิว ริมฝีปากจึงคล้ำน้อยลง แต่อาจต้องเลเซอร์หลายครั้งจึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

    การดูแลตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้ปากดำคล้ำ

    การดูแลตัวเองเพื่อป้องกันริมฝีปากดำ อาจทำได้ดังนี้

    • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ริมฝีปากดำคล้ำ
      • พยายามหลบแดดหรือใส่หมวกเพื่อไม่ให้ริมฝีปากโดนแดดจัดหรือโดนแดดนานเกินไป
      • หลีกเลี่ยงการเลียริมฝีปากซึ่งอาจทำให้ผิวหนังริมฝีปากเสียดสีและระคายเคืองจนดำคล้ำ
      • เลิกสูบบุหรี่เพราะจะไปกระตุ้นให้ริมฝีปากดำคล้ำลง
      • เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ เช่น ยาสีฟัน ลิปสติก ที่เป็นสาเหตุให้ริมฝีปากดำคล้ำ
    • ทาลิปบาล์ม การทาลิปบาล์มหรือลิปบำรุงริมฝีปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่อ่อนโยนต่อผิวและมีสารกันแดดที่อาจช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายที่เกิดจากการสัมผัสกับรังสี UVA ที่ทำให้ผิวคล้ำเสีย และรังสี UVB ที่ทำให้ผิวไหม้ ทั้งยังเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปากเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อต้องออกแดดหรือรู้สึกว่าปากแห้ง อาจช่วยไม่ให้ริมฝีปากดำคล้ำได้

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย

    แพทย์หญิงภัทรีวัลย์ โรจนพันธุ์

    โรคผิวหนัง · โรงพยาบาลวิภาวดี



    เขียนโดย ศุภานิช สุริโย · แก้ไขล่าสุด 29/09/2022

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา