home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณกำลังมีภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

5 เคล็ดลับ ลดเกลือ ที่ช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง

5 เคล็ดลับ ลดเกลือ ที่ช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง

ลดเกลือ กันเถอะ! ถึงแม้ว่าเกลือจะมีทั้งประโยชน์และโทษก็ตาม เกลือช่วยป้องกันโรคคอพอก หากเราบริโภคเกลือแต่ละมื้อในปริมาณที่เหมาะสม แต่หากเราบริโภคเกลือมากเกินไปเป็นเวลานาน ก็จะนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูงได้ ฉะนั้น Hello คุณหมอ มี 5 เคล็ดลับในการลดเกลือ เพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูงมาบอกกัน

5 เคล็ดลับ ลดเกลือ ป้องกันความดันโลหิตสูง

1.เลือกส่วนประกอบสดใหม่

นักโภชนาการแนะนำให้ใช้ วัตถุดิบที่สดใหม่ในการปรุงอาหาร ซึ่งดีกว่าวัตถุดิบที่ปรุงสำเร็จหรืออยู่ในรูปอาหารกระป๋อง เนื่องจากอาหารสดๆมักมีจะโซเดียมตามธรรมชาติน้อยอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น เนื้อไก่สด เนื้อวัว หรือเนื้อหมู มีโซเดียมน้อยกว่าในแฮมและเบคอน เนื่องจากมีการเติมโซเดียมเข้าไปในระหว่างที่ทำการแปรรูปอาหาร นอกจากนี้ผักและผลไม้สดก็มีปริมาณโซเดียมน้อยเช่นกัน สิ่งที่เราควรต้องระวังมากๆ ก็คือ อาหารที่เก็บในตู้เย็นเป็นเวลานานเพราะยิ่งเก็บนานเท่าไรก็ยิ่งมีโซเดียมอยู่ในปริมาณมากขึ้นด้วย

2. อ่านฉลากโภชนาการให้ดี

เวลาที่ซื้ออะไรก็ควรอ่านฉลากก่อนเสมอ เพื่อตรวจดูว่า ผลิตภัณฑ์ที่จะซื้อมีส่วนประกอบของอะไรบ้าง ซึ่งปริมาณโซเดียมก็จะถูกระบุเอาไว้ในนั้นด้วย ทำให้เราสามารถเปรียบเทียบแต่ละยี่ห้อ เพื่อหาผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมผสมอยู่น้อยที่สุดได้

ถ้าใครต้องการซื้อผักแช่แข็งควรเลือกแบบที่ระบุบนฉลากว่า “Fresh Frozen” เพราะจะทำให้มั่นใจได้ว่า จะมีปริมาณของโซเดียมต่ำ ส่วนถ้าใครต้องการใช้เครื่องเทศ ก็ให้มองหาเครื่องเทศแบบที่ไม่มีเกลือผสมอยู่เยอะ

3. เปลี่ยนวิธีปรุงอาหาร

หลังจากลดการรับประทานเกลือไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ เราก็จะเริ่มรับรสความอร่อยของอาหารตามธรรมชาติได้ดีขึ้น ฉะนั้นนอกจากจะเลือกส่วนประกอบที่สดใหม่สำหรับการทำอาหารแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการเติมเกลือลงไปในอาหารด้วย โดยใช้เครื่องเทศอย่างอื่นแทน เช่น กระเทียม ขิง มะนาว ไวน์ อบเชย พริก และอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้รู้สึกอร่อยขึ้นได้

นอกจากนี้ก็ควรลดซอสมะเขือเทศ หรือซอสต่างๆ รวมทั้งน้ำสลัดลงด้วย เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะมีโซเดียมอยู่เป็นจำนวนมาก และควรชิมอาหารก่อนที่จะปรุงรสเพิ่มทุกครั้ง เพื่อให้คงรสชาติอาหารตามธรรมชาติไว้ให้ได้มากที่สุด

4. ระวังอาหารโซเดียมสูง

โซเดียมเป็นสารที่มีอยู่ในอาหารหลายๆประเภท ดังนั้นก่อนที่จะซื้อหรือรับประทานอาหาร ก็ควรตรวจสอบฉลากโภชนาการของผลิตภัณฑ์ ว่ามีปริมาณโซเดียมมากน้อยเท่าไร อาหารต่างๆเหล่านี้เป็นอาหารที่มีการสำรวจแล้วพบว่า มีปริมาณโซเดียมสูงและต่ำ ลองไปดูกันว่ามีอาหารชนิดใดบ้าง

อาหารที่มีโซเดียมสูง

  • อาหารขยะ เช่น แซนวิชเนยสด พิซซ่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แฮมเบอร์เกอร์
  • เนื้อแปรรูป เช่น pate (เนื้อบดผสมไขมัน) แฮม เบคอน เนื้อกระป๋อง
  • ไขมัน เช่น เนย น้ำมันเนย น้ำมันหมู
  • ขนมขบเคี้ยว เช่น ข้าวโพดคั่ว มันฝรั่งทอดรสเค็ม

อาหารที่มีโซเดียมต่ำ

  • อาหารเช้าบางประเภทที่ไม่เติมเกลือ เช่น เมล็ดธัญพืช ข้าวสาลีอบแห้ง คีนัว มันฝรั่งผสมแป้ง
  • เนื้อสดแบบไร้ไขมัน เนื้อไก่ เนื้อปลาไขมันสูง เนื้อบด และเต้าหู้
  • น้ำมันบางชนิด เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันเรพซีด น้ำมันคาโนล่า น้ำมันถั่ว น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด
  • ขนมขบเคี้ยวที่ไม่มีเกลือ เช่น ข้าวพอง ถั่วไม่โรยเกลือ และเมล็ดพืช
  • ผลไม้สด ผลไม้แช่แข็ง ผลไม้ตากแห้ง ผัก และถั่วพัลส์

5. ระวังอาหารนอกบ้าน

หากเราทำอาหารที่บ้าน ก็จะสามารถควบคุมปริมาณโซเดียมที่ปรุงในอาหารได้ แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ก็จะเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมปริมาณของโซเดียมในอาหาร

เราสามารถหาข้อมูลของร้านอาหารได้ว่า มีการปรุงอาหารในรูปแบบใด ก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง หรือระบุกับพนักงานไปเลยว่าไม่ต้องใส่เกลือในอาหาร นอกจากนี้ก็ควรขอน้ำสลัดแยกต่างหาก เพื่อที่จะได้เทลงในสลัดตามปริมาณที่ต้องการได้

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Top 10 Tips for Reducing Salt in Your Diet

https://www.kidney.org/news/ekidney/june10/Salt_june10 Accessed on March 6, 2017

How to reduce your salt intake

http://www.actiononsalt.org.uk/less/Reducing%20Intake/79609.html Accessed on March 6, 2017

7 Ways to Reduce Your Salt Intake and Lower Your Blood Pressure

https://www.everydayhealth.com/columns/white-seeber-grogan-the-remedy-chicks/ways-to-reduce-salt-intake-every-day/

รูปของผู้เขียน
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนโดย ออมสิน แสนล้อม
แก้ไขล่าสุด 26/01/2018
x