home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

เสียงดัง ที่ได้ยินในชีวิตประจำวัน ดังแค่ไหนถึงเป็นอันตราย

เสียงดัง ที่ได้ยินในชีวิตประจำวัน ดังแค่ไหนถึงเป็นอันตราย

เสียง เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตของเรา แต่เสียงก็อาจทำร้ายเราได้ ถ้าเป็นเสียงที่ดังจนเกินไป หรือการได้ยิน เสียงดัง ต่อเนื่องนานจนเกินไป เสียงทำร้ายสุขภาพหูของเราได้อย่างไร และเสียงดังขนาดไหนจึงถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แล้วเราจะป้องกันได้อย่างไรบ้าง เรามีข้อมูลมาฝากกันแล้ว

เสียงดัง แค่ไหนถึงเป็นอันตราย

ข้อมูลจากสถาบันโรคหูหนวกและอาการผิดปกติด้านการสื่อสารอื่น (National Institute on Deafness and Other Communication Disorders) แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าระดับเสียงที่ได้ยินในชีวิตประจำวัน ที่วัดคำดังได้ต่ำกว่า 75 เดซิเบล ถือว่าไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าระดับความดังเกิน 85 เดซิเบล และได้ยินซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน 8 ชั่วโมงขึ้นไป จะทำให้เกิดภาวะสูญเสียการได้ยิน โดยเสียงที่ได้ยินในชีวิตประจำวันมีระดับความดังของเสียง ดังนี้

  • การสนทนาตามปกติ 60 เดซิเบล
  • เครื่องผสมอาหาร 65-85 เดซิเบล
  • เครื่องดูดฝุ่น 70-80 เดซิเบล
  • การจราจรบนท้องถนนที่หนาแน่น 85 เดซิเบล
  • ไดร์เป่าผม 80-90 เดซิเบล
  • นาฬิกาปลุก 80-90
  • ระฆัง 85-110 เดซิเบล
  • รถมอเตอร์ไซต์ 97 เดซิเบล ระดับเสียงนี้ หากได้ยินต่อเนื่องเป็นเวลานาน 4 ชั่วโมง อาจทำให้เสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน
  • คอนเสิร์ตดนตรีร็อค 110 เดซิเบล
  • เสียงเด็กร้อง สามารถดังได้ถึง 115-130 เดซิเบล
  • ไซเรน 120 เดซิเบล
  • เครื่องขุดเจาะถนน 100-120 เดซิเบล
  • พลุ ดอกไม้ไฟ 150 เดซิเบล

อย่างไรก็ตาม หากเราไม่ได้ยินเสียงดัง 120 เดซิเบลต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานเกิน 7 นาที ยังถือว่าปลอดภัยอยู่ แต่จะมีความเสี่ยงในการสูญเสียการได้ยิน หากได้ยินเสียงดังต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ

เสียงดัง

เสียงทำให้สูญเสียการได้ยินได้อย่างไร

การสูญเสียการได้ยิน เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประเทศสหรัฐอเมริกา และอาการสูญเสียการได้ยินสามารถส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และความสัมพันธ์ของคุณ โดยสาเหตุส่วนใหญ่ของการสูญเสียการได้ยิน เกิดจากความเสียหาย หรือการตายของเซลล์ขน ซึ่งอยู่บนหูชั้นในรูปหอยโข่ง หรือที่เรียกว่า คอเคลีย (Cochlea) โดยเซลล์ขนมีหน้าที่ช่วยส่งสัญญาณไปที่สมอง ทำให้เราได้ยินเสียง แต่อย่างไรก็ตามการได้ยินเสียงดัง เป็นเวลานานจะทำให้เซลล์ขนเสียหาย จนส่งผลให้เกิดภาวะสูญเสียการได้ยิน โดยอาการของภาวะสูญเสียการได้ยิน มีดังนี้

  • ไม่ได้ยินเสียงพูดหรือเสียงอื่นๆ
  • ยากที่จะเข้าใจคำพูด โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงอื่นแทรก หรือเมื่ออยู่ในที่ที่เต็มไปด้วยผู้คน
  • มีปัญหาการได้ยินพยัญชนะ
  • ขอให้ผู้อื่นพูดช้าลง พูดชัดขึ้น หรือขอให้ผู้อื่นพูดดังขึ้นบ่อยๆ
  • จำเป็นต้องเร่งเสียงโทรทัศน์หรือวิทยุ

หากมีอาการเหล่านี้คุณควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อให้คุณหมอวินิจฉัยและรักษาอาการต่อไป

วิธีป้องกันภาวะสูญเสียการได้ยิน

ภาวะสูญเสียการได้ยินส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาได้ การป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด โดยสามารถป้องกันได้ดังนี้

  • รู้ว่าเสียงประเภทใดที่เป็นอันตรายต่อหู (เสียงที่ดังมาก หรือดังเกิน 85 เดซิเบล)
  • ใส่ที่อุดหู หรืออุปกรณ์ป้องกัน เมื่อต้องทำกิจกรรมที่มีเสียงดัง
  • ถ้าไม่สามารถลดเสียงได้ ให้เอามือปิดหู หรือเดินออกมาจากที่ซึ่งมีเสียงดัง
  • ถ้าที่ทำงานของคุณมีเสียงดัง เช่น สถานที่ก่อสร้าง ควรใช้อุปกรณ์อย่างที่อุดหู หรืออุปกรณ์ป้องกันเสียงอื่นๆ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากการได้ยินเสียงดัง
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีเสียงดัง เช่น การอยู่ในคอนเสิร์ตเป็นเวลานาน การชมการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่สนาม รวมถึงการใส่หูฟังและเปิดเสียงดังเป็นเวลานาน กิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้คุณได้ยินเสียงดังเป็นเวลานานจนเป็นอันตรายต่อหูได้

 

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Noise-Induced Hearing Loss. https://www.nidcd.nih.gov/health/noise-induced-hearing-loss. Accessed on October 5, 2018.

Hearing loss. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/hearing-loss/symptoms-causes/syc-20373072 Accessed on October 5, 2018.

8 Ways to Prevent Hearing Loss. https://www.webmd.com/a-to-z-guides/hearing-loss-prevention#1
Accessed 16 October 2019

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย Sopista Kongchon แก้ไขล่าสุด 16/07/2020
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
x