home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณกำลังมีภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

สารพัดข้อสงสงสัยเกี่ยวกับ ยารักษาโควิด-19 ที่เราอยากชวนคุณมารู้ให้กระจ่างขึ้น

สารพัดข้อสงสงสัยเกี่ยวกับ ยารักษาโควิด-19 ที่เราอยากชวนคุณมารู้ให้กระจ่างขึ้น

โรคติดเชื้อโควิด-19 เป็นโรคจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสโคโรนา 2019 ที่เพิ่งค้นพบเมื่อปลายปี 2019 ตอนนี้เวลาผ่านมาได้เกือบครึ่งปีแล้ว ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อทั่วโลกแล้วกว่าสี่ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกเกือบสามแสนคน (ข้อมูล ณ วันที่ 12 พ.ค. 2020) และในสถานการณ์เช่นนี้ เราเชื่อว่าเรื่องที่คนส่วนใหญ่อยากรู้ก็น่าจะหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่า เมื่อไหร่จะมีวัคซีน หรือ ยารักษาโควิด-19 โดยเฉพาะ เพื่อรับมือกับเจ้าเชื้อโรคตัวร้ายนี้สักที วันนี้ เราเลยมี สารพัดข้อสงสัย เกี่ยวกับยารักษาโควิด-19 มาฝาก คุณจะได้รู้เรื่องราวเหล่านี้ได้กระจ่างขึ้น

การวิจัยเรื่อง ยารักษาโควิด-19

ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกได้มีการคิดค้นสูตรยารักษาโควิด-19 มากกว่า 150 ชนิด โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้ยาที่มีอยู่แล้วมาทดลองสู้กับไวรัส

อย่างองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ได้มีการจัดทำโครงการ “Solidarity Trial” หรือ “การทดลองอันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว” ขึ้น ซึ่งเป็นโครงการวิจัยทางการแพทย์ระหว่างประเทศเพื่อคิดค้นยารักษาโควิด-19 โดยถือเป็นภารกิจเร่งด่วนระดับโลก และประเทศไทยก็ได้เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย โดยโครงการนี้จะทดสอบยาหรือการผสมยาทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่

  1. ยาเรมเดซิเวียร์ (remdesivir)
  2. การผสมยา 2 ชนิดคือยาโลพินาเวียร์ (lopinavir) และยาริโทนาเวียร์ (ritonavir)
  3. ยาโลพินาเวียร์กับยาริโทนาเวียร์ และอินเตอร์เฟอรอน เบต้า (interferon beta)
  4. ยาคลอโรควิน (chloroquine)

จากนั้นจะทำประสิทธิผลของยาไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ว่าจะได้ผลดีกว่าหรือไม่อย่างไร

หรืออย่างในประเทศอังกฤษก็มีการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เพื่อหาวิธีรักษาโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการทดลองนี้มีผู้เข้าร่วมการทดลองเป็นผู้ป่วยเกือบ 1,000 รายจากโรงพยาบาลกว่า 132 แห่งทั่วประเทศอังกฤษ โดยผู้เข้าร่วมการทดลองจะได้รับการรักษาด้วยยาที่แนะนำ โดยคณะที่ปรึกษาของหัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ของอังกฤษ ดังนี้

  • ยาผสมระหว่างยาโลพินาเวียร์ (lopinavir) และยาริโทนาเวียร์ (ritonavir) ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • ยาเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) ซึ่งเป็นยาสเตียรอยด์ที่ใช้ลดการอักเสบ
  • ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน (Hydroxychloroquine) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ต้านโรคมาลาเรีย

งานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ยังคงต้องการผู้เข้าร่วมโครงการอีกมาก และทีมนักวิจัยต่างก็เร่งวิจัยกันเต็มที่ด้วยความรอบคอบ เพื่อให้ได้วิธีรักษาโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพที่สุด

นอกจากทั้งสองงานวิจัยที่เรายกตัวอย่างมานี้ ก็ยังมีงานวิจัยทั้งเล็กและใหญ่อีกมากมาย ที่ผู้เชี่ยวชาญจัดตั้งขึ้นเพื่อจะได้หาวิธี วัคซีน หรือยารักษาและป้องกันโควิด-19 ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อลดการแพร่ระบาดและการสูญเสียจากไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 นี้

ยาชนิดไหนที่อาจรักษาโควิด-19 ได้

แม้จะยังไม่มีผลยืนยันแน่ชัดว่า ยาชนิดไหนที่รักษาโควิด-19 ได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เชื่อว่า ยา 3 ชนิดนี้ อาจสามารถใช้รักษาโรคติดเชื้อโควิด-19 ได้

  1. ยาต้านไวรัส ที่จะช่วยชะลอหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสโคโรนา 2019 ในร่างกายของเราได้โดยตรง
  2. ยาที่ช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อระบบภูมิคุ้มกันมีการตอบสนองที่มากเกินไป ก็สามารถส่งผลให้เราเจ็บป่วยรุนแรง และร่างกายเกิดความเสียหายในวงกว้างได้ ฉะนั้น ยาที่ช่วยควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จึงอาจลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ได้
  3. แอนติบอดี หรือสารภูมิต้านทาน ทั้งจากเลือดของผู้ป่วยที่หายจากโรคโควิด-19 และจากกระบวนการผลิตในห้องทดลอง ซึ่งอาจต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ได้

ยาที่มีอยู่ในปัจจุบัน กับการรักษาโควิด-19

ยาต้านเอชไอวี

งานศึกษาวิจัยหลายโครงการ รวมถึงงานวิจัยขององค์การอนามัยโลก และงานวิจัยจากประเทศอังกฤษที่เรายกตัวอย่างไปข้างต้น มีการทดลองใช้ยาต้านเอชไอวี อย่างยาโลพินาเวียร์ยาริโทนาเวียร์ มารักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยมีหลักฐานบ่งชี้ว่า จากการทดลองในห้องทดลองนั้น ยาต้านเอชไอวีสามารถรักษาโควิด-19 ได้

แต่สำหรับการศึกษาวิจัยในมนุษย์พบว่า การผสมยาทั้งสองชนิดนี้ ไม่ได้ช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น หรือช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ หรือลดระดับไวรัสในร่างกายของผู้ป่วยโควิดขั้นรุนแรงได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เผยว่า ที่ผลออกมาเป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะการวิจัยส่วนใหญ่มีผู้เข้าร่วมโครงการเป็นผู้ป่วยขั้นรุนแรง เสี่ยงต่อการเสียชีวิตอยู่แล้ว การใช้ยาสองชนิดนี้จึงอาจไม่ทันการ ฉะนั้น จึงยังต้องมีการศึกษาวิจัยในมนุษย์เพิ่มเติมต่อไป

ยารักษามาลาเรีย

ทั้งโครงการขององค์การอนามัยโลก และโครงการของประเทศอังกฤษที่เรายกตัวอย่างมา ต่างก็ใช้ยาต้านมาลาเรีย อย่างยาคลอโรควิน และยาไฮดรอกซีคลอโรควิน ในการทดลองรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เพราะเชื่อว่า ยาเหล่านี้อาจมีสรรพคุณในการต้านไวรัส และช่วยควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ไม่ให้ตอบสนองต่อการติดเชื้อมากเกินไปได้

อย่างยาไฮดรอกซีคลอโรควิน นอกจากจะนำมาใช้ต้านมาลาเรียแล้ว ยังนำไปใช้รักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ด้วย เพราะช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกันได้ และผลการทดลองในห้องทดลองก็พบว่า ยาชนิดนี้สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสโคโรนา 2019 ได้ อีกทั้งยังมีหลักฐานที่พบว่า ยานี้ช่วยให้ผู้ป่วยโควิด-19 มีอาการดีขึ้นด้วย แต่หลักฐานดังกล่าวก็เป็นเพียงหลักฐานโดยเรื่องเล่าจากเหล่าแพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วยเท่านั้น จึงยังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ต่อไป

เมื่อไหร่ถึงจะมี ยารักษาโควิด-19 โดยเฉพาะ

ตอนนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่า เราจะมียารักษาโควิด-19 โดยเฉพาะให้ใช้งานเมื่อไหร่ แต่ทั้งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญต่างก็ร่วมมือกับเพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวัคซีน และยารักษาโควิด-19 กันอย่างเต็มที่ ซึ่งทำให้เราใจชื้นขึ้นมาได้บ้างว่า ในอนาคตจะต้องมีวิธีรับมือกับการติดเชื้อโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ที่ดีกว่าตอนนี้แน่นอน

และสำหรับตอนนี้ หากเราอยากให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ลดลง และไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นหนึ่งในผู้ป่วยโควิด-19 ก็ควรใช้ชีวิตตามหลักการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชน

  • เว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตร
  • ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์ล้างมือทุกครั้งที่โดยสารรถสาธารณะ
  • หากออกไปข้างนอกมา เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ควรล้างมือ และอาบน้ำทันที
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัส ใกล้ชิดผู้ป่วยที่มีอาการของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม มีน้ำมูก

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Three Ways to Make Coronavirus Drugs in a Hurry. https://www.scientificamerican.com/article/three-ways-to-make-coronavirus-drugs-in-a-hurry/. Accessed May 5, 2020

Coronavirus cure: When will we have a drug to treat it?. https://www.bbc.com/news/health-52354520. Accessed May 5, 2020

Until we have a vaccine for coronavirus, treatments like remdesivir are our only hope. https://www.theguardian.com/commentisfree/2020/apr/30/failed-trials-covid-19-drugs-remdesivir. Accessed May 5, 2020

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) : รายงานสถานการณ์โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเทศไทย – 21 มี.ค. 2563. https://www.who.int/docs/default-source/searo/thailand/2020-03-21-tha-sitrep-28-covid19-th-final.pdf?sfvrsn=1bba932d_0. Accessed May 5, 2020

World’s largest trial of potential coronavirus treatments rolled out across the UK. https://www.gov.uk/government/news/worlds-largest-trial-of-potential-coronavirus-treatments-rolled-out-across-the-uk. Accessed May 5, 2020

รูปของผู้เขียน
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนโดย เนตรนภา ปะวะคัง
แก้ไขล่าสุด 13/05/2020
x