Glycemic Index คือ อะไร เกี่ยวกับโรคเบาหวานอย่างไร

    Glycemic Index คือ อะไร เกี่ยวกับโรคเบาหวานอย่างไร

    Glycemic Index คือ ค่าดัชนีน้ำตาล เป็นค่าที่บ่งชี้ความสามารถในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของอาหารชนิดนั้น รวมทั้งการทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้เร็วหรือช้าหลังบริโภค โดยอาหารที่มีค่า Glycemic Index สูง จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้เร็วกว่าอาหารที่มีค่า Glycemic Index ต่ำกว่า ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรับประทานอาหารที่มีค่า Glycemic Index ต่ำ เพราะอาจช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหารไม่สูงขึ้นมากเกินไป และเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันภาวะแทรกซ้อน

    Glycemic Index คือ อะไร

    Glycemic Index (GI) หรือค่าดัชนีน้ำตาล เป็นค่าที่บอกว่าอาหารแต่ละชนิดสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้เร็วหรือช้าหลังบริโภค โดยแสดงเป็นตัวเลข 0-100 และอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้เร็วกว่าอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า

    ทั้งนี้ ค่าดัชนีน้ำตาลอาจจำแนกกว้าง ๆ ได้เป็น 3 ระดับ คือค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง และค่าดัชนีน้ำตาลสูง โดยสามารถอ่านค่าต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ หมายถึง อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลไม่เกิน 55
  • อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง หมายถึง อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาล 59-69
  • อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง หมายถึง อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลมากกว่าหรือเท่ากับ 70
  • Glycemic Index เกี่ยวกับโรคเบาหวานอย่างไร

    เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากความบกพร่องของร่างกายในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

    เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน ควรรับประทานอาหารที่ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำหรือปานกลาง ร่วมกับการออกกำลังกายและการใช้ยา เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป เพราะหากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ร่างกายอาจเสียหาย หรือมีภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะเบาหวานขึ้นตา ปลายประสาทอักเสบ

    อาหารแต่ละชนิด มีค่า Glycemic Index คือ เท่าไร

    อาหารที่นิยมรับประทานในชีวิตประจำวัน มีค่าดัชนีน้ำตาล ดังต่อไปนี้

    ค่า Glycemic Index ของผลไม้

    • เชอร์รี = 20
    • แอปเปิล = 36
    • ลูกแพร์ = 38
    • ส้ม = 40
    • พลัม = 40
    • สตรอว์เบอร์รี = 41
    • ลูกพีช = 42
    • กล้วยหอม = 51
    • มะม่วง = 51
    • สับปะรด = 59
    • แตงโม = 76

    ค่า Glycemic Index ของผัก

    • หัวหอม = 10
    • กะหล่ำปลี = 10
    • มะเขือเทศ = 15
    • แตงกวา = 15
    • บร็อคโคลี่ =I 15
    • พริกหวาน = 15
    • ผักชีฝรั่ง = 35
    • มันฝรั่ง = 80-90

    ค่า Glycemic Index ของธัญพืชและผลิตภัณฑ์จากธัญพืช

    • ข้าวบาร์เลย์ = 28
    • เส้นสปาเก็ตตี้โฮลวีท = 48
    • เส้นสปาเก็ตตี้จากแป้งขัดสี = 49
    • ขนมปังโฮลวีต = 74
    • ขนมปังขาว = 75

    ค่า Glycemic Index ของนมและผลิตภัณฑ์จากนม

    • โยเกิร์ต = 14
    • นมจืด = 27
    • นมถั่วเหลือง = 30
    • เนย = 50

    ค่า Glycemic Index ของของว่าง

    • ช็อกโกแลต = 40
    • มันฝรั่งทอดกรอบ = 56
    • น้ำอัดลม =59
    • ป๊อปคอร์น = 65

    ค่า Glycemic Index ของอาหารอื่น ๆ

    • เนื้อไก่ = 0
    • ไข่ไก่ = 0
    • ปลา = 0
    • เนื้อหมู = 0
    • เนื้อวัว = 0
    • น้ำมันหมู = 0
    • ถั่วต่าง ๆ = 0-22
    • มะม่วงหิมพานต์ = 22
    • เมล็ดทานตะวัน = 35

    ข้อควรรู้ ก่อนเลือกบริโภคอาหารโดยคำนึงถึง Glycemic Index มีดังนี้

    ก่อนเลือกรับประทานอาหาร ผู้ป่วยเบาหวานควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับค่าดัชนีน้ำตาลดังต่อไปนี้

    • ค่าดัชนีน้ำตาลไม่ใช่ตัวบ่งชี้ว่าผู้ป่วยเบาหวานควรรับประทานอาหารแต่ละชนิดมากน้อยเพียงใด
    • ค่าดัชนีน้ำตาลไม่ใช่ตัวบ่งชี้ของคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร
    • เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป ผู้ป่วยเบาหวานควรบริโภคอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ในระดับต่ำหรือปานกลาง
    • เมื่อรับประทานอาหารที่ค่าดัชนีน้ำตาลสูง ควรรับประทานอาหารที่ดัชนีน้ำตาลต่ำร่วมด้วย
    • อาหารที่มีใยอาหารหรือไขมันสูง มีแนวโน้มที่จะมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำด้วย
    • อาหารแปรรูปมีแนวโน้มจะมีค่าดัชนีน้ำตาลสูงกว่าอาหารสด เช่น น้ำผลไม้และมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงกว่าผลไม้หรือมันฝรั่งสด
    • การทำอาหารสัมพันธ์กับค่าดัชนีน้ำตาลในอาหารด้วย เช่น พาสต้าที่ใช้เวลาต้มนาน มีค่าดัชนีน้ำตาลที่สูงกว่าพาสต้าที่ต้มโดยใช้เวลาน้อยกว่า
    • นอกจากการคำนึงถึงค่าดัชนีน้ำตาลแล้ว ผู้ป่วยเบาหวานควรคำนึงถึงป้จจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ด้วย เช่น ปริมาณอาหารที่รับประทาน ระดับแคลอรี่ที่ควรได้รับในแต่ละวัน สัดส่วนคาร์โบไฮเดรตในอาหาร

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

    Duangkamon Junnet


    เขียนโดย ธนชาติ จึงแย้มปิ่น · แก้ไขล่าสุด 27/12/2022

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา