brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน

โฆษณา

แบ่งปัน

โรคผิวหนัง สาเหตุ อาการ และการรักษา

โรคผิวหนัง เป็นภาวะที่ส่งผลต่อผิวหนัง อาจทำให้เกิดผื่น อาการคัน การอักเสบ หรือแผลพุพอง โรคผิวหนังอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ พฤติกรรมการใช้ชีวิต ภาวะสุขภาพ และการใช้ยาบางชนิด การค้นหาสาเหตุอาจช่วยรักษาได้อย่างตรงจุด และป้องกันปัญหาผิวหนังได้

โรคผิวหนัง สาเหตุ อาการ และการรักษา

คำจำกัดความ

โรคผิวหนัง คืออะไร

ผิวหนังเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ที่ช่วยปกป้องร่างกายจากมลภาวะ และการติดเชื้อจากภายนอก เช่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ทั้งยังมีหน้าที่ช่วยป้องกันการขาดน้ำ ช่วยรับรู้เมื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า เช่น ความร้อน ความเย็น ช่วยรักษาอุณภูมิร่างกายให้คงที่ และมีหน้าที่สังเคราะห์วิตามินดีจากแสงแดด

โรคผิวหนัง เป็นสภาวะผิดปกติทางผิวหนังที่อาจทำให้เกิดผื่น การอักเสบ อาการคัน การอุดตัน การระคายเคือง แผลพุพอง หรือปัญหาผิวหนังอื่น ๆ บางกรณี โรคผิวหนังอาจเกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์ พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การอาบแดดมากเกินไปจนทำให้ผิวไหม้ หรืออาจรวมถึงการใช้ยาบางชนิดในการรักษาโรค

อาการ

อาการโรคผิวหนัง

อาการของโรคผิวหนังอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของโรคที่ทำให้เกิดปัญหาผิวหนัง แต่การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังอาจไม่ได้เกิดจากโรคเสมอไป เช่น ตุ่มพองจากรองเท้ากัด โดยอาการที่มักพบเมื่อเป็นโรคผิวหนัง มีดังนี้

  • ผิวแห้ง แตก หยาบกร้าน ลอกเป็นขุย
  • สีผิวเปลี่ยน อาจมีสีคล้ำลง
  • มีแผลเปิด แผลพุพอง ตุ่มน้ำ
  • ผื่น อาการคัน อาจมีอาการเจ็บปวด
  • ตุ่มหนองสีเหลือง สีขาว หรือสีแดง

สาเหตุ

สาเหตุโรคผิวหนัง

โรคผิวหนังอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ขึ้นอยู่กับภาวะสุขภาพ หรือปัจจัยการดำเนินชีวิต ดังนี้

  • แบคทีเรียที่อยู่ในรูขุมขน หรือการอุดตันจากสิ่งสกปรก เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว
  • เชื้อราหรือปรสิตที่อาศัยอยู่บนผิวหนัง
  • เชื้อไวรัสก่อโรค
  • ปัญหาต่อมไทรอยด์ ไต หรือระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • การสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้
  • การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • โรคเบาหวาน
  • ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคลำไส้อักเสบที่อาจทำให้เกิดโรคกลาก หรือโรคด่างขาว
  • แสงอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี (UV) จากดวงอาทิตย์ อาจให้ผิวไหม้ ลอก หรือเป็นมะเร็งผิวหนังได้

ตัวอย่างโรคผิวหนังที่พบบ่อย มีดังนี้

โรคผิวหนังทางพันธุกรรม

  • ไฝ เป็นการรวมกลุ่มของเซลล์ผิวหนังและเนื้อเยื่อรอบข้าง ไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่ในบางกรณี ไฝอาจเปลี่ยนลักษณะ เปลี่ยนสี หรือมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาผิวหนังร้ายแรง
  • โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคภูมิต้านทานตนเอง ลักษณะคือ ผิวหนังเป็นสะเก็ดกระจายเป็นหย่อม ๆ อาจมีสีแดง สีม่วง สีเทา หรือสีน้ำตาลเข้ม
  • กลาก มักเกิดขึ้นในวัยเด็ก แต่สามารถเกิดในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน อาจทำให้มีผื่นคันบนใบหน้า หนังศีรษะ คอ มือ เท้า หรือขา
  • โรคด่างขาว ทำให้ผิวหนังสูญเสียเม็ดสี เป็นหย่อม ๆ โดยผิวหนังบางส่วนมีสีเข้มและบางส่วนมีสีขาว
  • โรคโรซาเซีย ทำให้เกิดรอยแดงบนใบหน้า ผู้ที่มีผิวคล้ำในบริเวณที่เป็นโรคอาจมีสีผิวเข้มขึ้นและผิวอุ่นกว่าปกติ

โรคผิวหนังชั่วคราว

  • สิว เกิดจากกรูขุมขนอุดตัน จนอาจอักเสบ เป็นตุ่มหนอง จุดด่างดำ รอยแดง หรือเป็นแผลเป็นได้
  • ลมพิษ ทำให้มีอาการคันบนผิวหนัง ผิวอาจมีสีแดงหรือสีชมพู อาจเกิดจากความเจ็บปวด ระคายเคือง หรือความเครียด
  • น้ำกัดเท้า เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา อาจทำให้ผิวแห้ง คัน ลอก และอาจมีแผลพุพอง
  • ส่าไข้ ผิวอาจมีสีแดง เป็นตุ่มน้ำ แผลพุพอง มักเกิดขึ้นบริเวณปาก ทำให้รู้สึกเจ็บปวด

โรคผิวหนังที่อาจเกิดขึ้นตามช่วงอายุ

เด็ก

  • โรคหัด มักพบในเด็ก มีอาการผื่นแดงหรือน้ำตาล มีจุดแดงเล็ก ๆ ในปาก
  • แผลพุพอง พบบ่อยในเด็กเล็ก เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังชนิดติดต่อได้ ทำให้เกิดอาการคัน มีแผลพุพองรอบปากและบนใบหน้า
  • โรคผิวหนังอักเสบ พบบ่อยในเด็กอายุ 5-15 ปี และผู้ใหญ่ 40-60 ปี มีอาการผื่นแดงหรือม่วงที่หน้าอก ใบหน้า เล็บ หรือข้อศอก อาจมีกล้ามเนื้ออ่อนแรงและบวม

ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

  • โรคงูสวัด เกิดจากไวรัส varicella-zoster ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอีสุกอีใส โดยโรคอีสุกอีใสเป็นโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก ทำให้มีตุ่มนูนแดงและคัน เมื่อเติบโตขึ้นเป็นวัยผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ อาจทำให้เกิดโรคงูสวัดได้อีก โรคนี้อาจทำให้รู้สึกเจ็บปวด มีผื่นแดงเป็นวงกว้าง และเป็นตุ่มพองที่ผิวหนัง
  • กระผู้สูงอายุ หรือจุดแก่ (Age Spots) คือจุดด่างที่เกิดขึ้นเนื่องจากเม็ดสีในบริเวณนั้นมีมากกว่าส่วนอื่น ๆ พบมากในผู้สูงอายุที่อาจสัมผัสแสงแดดมาเป็นระยะเวลานาน เมื่อสภาพผิวอ่อนแอลงตามวัยจึงทำให้เกิดจุดด่างบนผิวหนัง นอกจากนี้ อาจเกิดจากแผลเป็น รอยสิว หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนด้วย
  • โรคผิวหนังและกล้ามเนื้ออักเสบ (Dermatomyositis) เป็นโรคที่พบได้น้อยและมักเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ ทำให้เกิดการอักเสบบริเวณกล้ามเนื้อและผิวหนัง อาจมีผื่นขึ้นหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง

มะเร็งผิวหนัง

เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่เติบโตขึ้นและไม่สามารถควบคุมได้ เซลล์นี้สามารถเกิดขึ้นได้กับอวัยวะทุกส่วน อาจมีสาเหตุมาจากการโดนแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้เกิดตุ่มสีชมพู น้ำตาล หรือสีดำ กระจายเป็นหย่อม ๆ บนผิวหนัง มีอาการเจ็บปวด และอาจอันตรายถึงชีวิตได้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงโรคผิวหนัง

โรคผิวหนังอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังซึ่งอาจเป็นผลมาจากการตั้งครรภ์ ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น สิว ฝ้า พบบ่อยในสตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่เครียดจัด อย่างไรก็ตาม ภาวะสุขภาพเหล่านี้ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคผิวหนังได้

  • โรคเบาหวาน อาจมีปัญหาผิวหนังบ่อย และการรักษาบาดแผลอาจทำได้ยากโดยเฉพาะเท้า
  • โรคลำไส้อักเสบ การใช้ยารักษาโรคลำไส้อักเสบบางชนิดอาจทำให้เกิดปัญหาผิวหนังได้ เช่น กลาก โรคด่างขาว
  • โรคลูปัส เป็นภาวะเรื้อรังที่อาจทำให้เกิดการอักเสบและปัญหาผิวหนัง เช่น ผื่น แผลเป็น ผิวหนังเป็นสะเก็ด

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคผิวหนัง

การวินิจฉัยโรคผิวหนัง คุณหมออาจตรวจผิวหนังเบื้องต้นด้วยสายตาเพื่อหาสาเหตุ แต่โรคผิวหนังบางชนิดอาจต้องใช้วิธีวินิจฉัยอื่นร่วมด้วย เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจนขึ้น ดังนี้

  • การตรวจชิ้นเนื้อ การเก็บผิวหนังบางส่วนไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์
  • การเพาะเชื้อ การเก็บตัวอย่างเชื้อบนผิวหนังเพื่อทดสอบหาสาเหตุ
  • การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง
  • การใช้แสงอัลตราไวโอเลต (UV) เพื่อดูเม็ดสีผิวที่มีปัญหา
  • วิธีตรวจกดแล้วจาง (Diascopy) โดยใช้กล้องจุลทรรศน์กดสไลด์ไปกับผิวหนังเพื่อดูว่าผิวหนังเปลี่ยนสีหรือไม่
  • การใช้กล้องส่องดูรอยโรค (Dermoscopy) การวินิจฉัยโรคผิวหนัง เพื่อส่องดูรอยโรคที่มีเม็ดสีมาก
  • วิธีแซ๊งสเมียร์ (Tzanck smears) การตรวจสอบของเหลวจากตุ่มเพื่อตรวจสอบเริม หรืองูสวัด

การรักษาโรคผิวหนัง

การรักษาโรคผิวหนังอาจขึ้นอยู่กับสาเหตุของหลักของอาการด้วย บางกรณีอาจต้องรักษาภาวะสุขภาพให้หาย ปัญหาผิวหนังถึงจะดีขึ้น หรือสภาพผิวบางอย่างอาจเกิดขึ้นเรื้อรัง การรักษาอาจไม่ช่วยให้หายขาดแต่อาจช่วยบรรเทาอาการได้

การรักษาโรคผิวหนังอาจทำได้ดังนี้

  • ยาปฏิชีวนะ เพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรคบางชนิด
  • ยาแก้แพ้ ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้หรืออาการแพ้
  • เลเซอร์ผลัดผิว เพื่อเร่งผลัดเซลล์ผิวเก่า ให้เซลล์ผิวใหม่เกิดขึ้นทดแทน
  • มอยส์เจอร์ไรเซอร์ อาจช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวแห้ง ลอก หรือเป็นขุย
  • ยารูปแบบอื่น เช่น ครีม ยาขี้ผึ้ง หรือเจล เตียรอยด์ชนิดครีมหรือฉีด

การปรับไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเอง

การปรับไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเองเพื่อจัดการโรคผิวหนัง

โรคผิวหนังบางชนิดที่เกิดจากพันธุกรรมอาจไม่สามารถป้องกันได้ แต่อาจมีวิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อ ดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำเป็นประจำอย่างน้อยครั้งละ 20 วินาที และเช็ดมือให้แห้งทุกครั้ง
  • พยายามไม่ใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ ของใช้ส่วนตัว หรือเครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น
  • ทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในที่สาธารณะ เช่น อุปกรณ์ออกกำลังกาย ทุกครั้งทั้งก่อนและหลังใช้งาน
  • ดื่มน้ำมาก ๆ และกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารระคายเคืองหรือสารเคมีรุนแรง
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
  • ใช้ครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากการทำร้ายผิวจากแสง UV และป้องกันไม่ให้ผิวไหม้

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดังต่อไปนี้ อาจช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้

  • หลีกเลี่ยงหรือรับประทานอาหารบางชนิดให้น้อยลง เช่น น้ำตาล นม ทั้งนี้ อาจขึ้นอยู่กับคำแนะนำของคุณหมอ
  • ฝึกสุขอนามัยที่ดี รวมถึงการดูแลผิวที่เหมาะสม เช่น การทำความสะอาดผิว การเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิว
  • ฝึกจัดการกับความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสม
  • งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่
fact-check
ทีม Hello คุณหมอ
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย
เขียนโดย ทัตพร อิสสรโชติ · แก้ไขล่าสุด 17/06/2022