นมแม่ จุดเริ่มต้นสุขภาพดีของแม่และลูก

นมแม่มีสารอาหารที่เหมาะสมกับทารก และมีส่วนช่วยสนับสนุนสุขภาพและการเจริญเติบโตของลูกน้อย ขณะเดียวกัน การให้นมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณแม่ และช่วยสร้างความใกล้ชิดระหว่างแม่กับลูก

เริ่มต้นเส้นทางนมแม่อย่างมั่นใจ

ทำความเข้าใจประโยชน์ของนมแม่ พร้อมเรียนรู้วิธีและท่าให้นมที่เหมาะสมสำหรับแม่และลูก

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ทำได้อย่างไร และประโยชน์ของนมแม่

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นเรื่องที่คุณแม่ยุคใหม่หันมาให้ความสนใจมากขึ้น ในขณะเดียวกันความต้องการที่จะให้นมลูกก็กลายเป็นอุปสรรคสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ที่ถึงแม้ว่าจะพึ่งคลอดลูกแต่ก็ยังมีภาระที่จะต้องไปทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยที่บอกว่า กว่า 70% ของพนักงานที่เป็นคุณแม่นั้นยังจะต้องให้นมลูกอยู่ ทั้งที่จริงแล้วหากเตรียมตัวและวางแผนเป็นอย่างดีก็สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้เพราะปัจจุบันนี้มีเครื่องมือและเทคนิคใหม่ๆ ที่เป็นตัวช่วยคุณแม่ได้ [embed-health-tool-heart-rate] การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ทำได้อย่างไร เตรียมการล่วงหน้า หลังคลอดลูกไม่นาน หากคุณแม่คนไหนต้องรีบกลับไปทำงาน แต่ต้องการที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ควรปรึกษากับหัวหน้าหรือนายจ้างหากต้องการจะนำทารกมาไว้ที่ทำงาน การจัดตารางงาน เวลาเดินทางไปและกลับให้สอดคล้องกับเวลาที่ต้องการ เพื่อจะได้แบ่งเวลาการทำงานและการเลี้ยงลูกได้ลงตัว จัดตารางเวลาให้เหมาะสม เรื่องนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นอาจจะต้องมีการปั๊มนมทุกๆ 20 นาที หรืออาจจะเป็นชั่วโมง ในส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับร่างกายของคุณแม่แต่ละคน จึงควรที่จะต้องมีตารางเวลาเพื่อจดบันทึก เนื่องจากงานของคุณแม่บางคนอาจจะต้องออกไปนอกสถานที่ หรืออาจจะมีประชุมซึ่งอาจจะกลายเป็นปัญหาได้ จัดการเรื่องสถานที่ให้ลงตัว สถานที่ในการปั๊มนมสำหรับคุณแม่ ควรที่จะต้องเป็นห้องที่สะอาด หรืออาจจะต้องเป็นห้องที่มีความเป็นส่วนตัว เพราะฉะนั้นหากจำเป็นต้องมีการปั๊มน้ำนมในที่ทำงาน ควรเลือกใช้ห้องของเจ้านายที่สนิทและควรที่จะต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น แต่จะดีที่สุดหากคุณมีห้องทำงานส่วนตัว หรือควรมีการปั๊มน้ำนมสำรองไว้ตั้งแต่ที่บ้านก่อนจะออกไปทำงาน อุปกรณ์สำหรับปั๊มน้ำนม สำหรับคุณแม่ที่ต้องการที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ควรที่จะต้องมีที่ปั๊มนม เพราะจะช่วยลดระยะเวลาลงไปได้มาก และยังช่วยให้ปั๊มนมได้เพียงพอที่จะแช่เย็นไว้สำหรับให้ลูกดื่มได้ในครั้งต่อไปด้วย ประโยชน์ของน้ำนมแม่ แม้จะต้องแบ่งเวลาไปทำงาน หรือใช้เวลากับการทำงานมากกว่าการเลี้ยงลูกก็ตาม ควรที่จะให้ลูกได้ดื่มน้ำนมแม่ เพื่อสุขภาพที่ดีและประโยชน์ในการเจริญเติบโตของเด็ก น้ำนมแม่อาจมีประโยชน์ ดังนี้ เป็นแหล่งของสารอาหารที่มีประโยชน์ สำหรับทารกที่มีอายุอยู่ในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากคลอด น้ำนมแม่มีทุกอย่างที่ลูกน้อยต้องการ ยกเว้นวิตามินดี นมแม่มีโปรตีนสูงช่วยในการเจริญเติบโตของทารก และอุดมไปด้วยสารประกอบอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ นมแม่ย่อยง่ายทำให้ทารกดูดซึมสารอาหารได้เป็นอย่างดี มีสารภูมิต้านทานที่จำเป็น น้ำนมแม่เต็มไปด้วยแอนติบอดี หรือสารภูมิต้านทาน โดยเฉพาะ […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

วิธีให้นมลูก ที่ถูกต้อง มีอะไรบ้าง

คุณแม่หลังคลอดมีเรื่องมากมายที่ต้องกังวลเกี่ยวกับลูก โดยเฉพาะหากเป็นครั้งแรกที่มีลูก ก็อาจยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับคุณแม่มือใหม่เข้าไปอีก ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ การเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือการให้นมลูก โดยเฉพาะการให้นมลูก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งคุณแม่อาจเจอปัญหาในการให้นมลูกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำนมน้อย ลูกไม่ยอมดูด หรือท่าทางในการให้นมไม่ถูกต้อง ดังนั้น วิธีให้นมลูก ที่ถูกต้อง จึงอาจเป็นเรื่องที่คุณแม่มือใหม่ต้องเรียนรู้ วิธีให้นมลูก ที่ถูกต้อง วิธีให้นมลูกที่ถูกต้อง อาจมีดังนี้ การเตรียมนมแม่ก่อนคลอด หากคุณแม่เตรียมตัวให้ดี ก็จะช่วยให้คุณแม่มีความพร้อมมากขึ้นก่อนเจอลูก การเตรียมนมแม่ก่อนคลอดก็เป็นอีกเรื่องที่ช่วยเตรียมความพร้อมเพื่อเจอลูกน้อยได้ คุณแม่สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ถึงเทคนิคให้นมลูกต่าง ๆ เช่น ทำอย่างไรถึงจะมีน้ำนมในปริมาณที่มากพอสำหรับลูกน้อย ท่าให้นมที่ถูกต้องควรทำอย่างไร ให้ความใกล้ชิดเขาหลังคลอด หลังจากที่คุณแม่คลอดเจ้าตัวเล็กออกมาแล้ว ควรให้ความใกล้ชิดกับเขา ไม่ว่าจะเป็นการกอด อุ้ม ลูบผม หรือสัมผัสผิวหนังอย่างเบามือ และนุมนวล เพราะการสัมผัสเหล่านี้อาจมีส่วนช่วยในการตอบสนองของฮอร์โมนอย่างมาก ซึ่งจะเชื่อมโยงกับความง่ายในการให้นมลูก และอาจช่วยให้คุณแม่ให้นมลูกได้สำเร็จ อยู่ในท่าทางการให้นมที่ถูกต้อง เทคนิคให้นมลูก ที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ ท่าให้นมที่ถูกต้อง หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วที่ เต้านมอาจจะยังนุ่มอยู่ แต่เมื่อผ่านไป 2-3 วัน เต้านมก็จะคัดตึงขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าพร้อมที่จะให้นมลูกแล้ว ดังนั้น ลองหาโอกาสในการให้นมลูกโดยลองจัดท่าทางในการให้นมลูกอย่างถูกต้อง เพื่อที่ลูกจะได้อยู่ในท่าทางที่สบาย และจะช่วยให้ลูกดูดนมได้มากขึ้น ซึ่งในช่วง 2-3 วันแรก เป็นช่วงที่เหมาะแก่การให้นมลูก เพราะเป็นช่วงที่นมแม่จะมีสีเหลือง เรียกว่า […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ท่าให้นมลูก มีความสำคัญอย่างไร ท่าที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร

นมแม่มีประโยชน์ต่อทารกแรกเกิดไปจนถึงอายุ 1 ปี เนื่องจากนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและระบบภูมิคุ้มกัน แต่ ท่าให้นมลูก ที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณแม่เช่นกัน เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณแม่อยู่ในท่าที่สบายมากขึ้น ยังอาจช่วยลดอาการปวดคอ ปวดหลังและลดความเครียดได้อีกด้วย [embed-health-tool-due-date] ท่าให้นมลูก มีความสำคัญอย่างไร การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยท่าทางที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่สมดุล ส่งผลต่อการวางตำแหน่งซี่โครงและอุ้งเชิงกราน เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก็อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย ปวดคอ ปวดหลังช่วงกลาง และปวดศีรษะ ดังนั้น ท่าให้นมลูกที่เหมาะสมจึงช่วยลดอาการปวดหลัง ปวดคอ ปวดหัว และช่วยลดการใช้พลังงานที่มากเกินไปเนื่องจากการใช้ท่าและการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นในขณะให้นมลูกได้ ท่าให้นมลูกที่เหมาะสม ควรเป็นอย่างไร ท่าให้นมลูกที่เหมาะสมอาจเริ่มจากการปฏิบัติตามขั้นตอนพื้นฐาน ดังนี้ อยู่ในท่าที่สบายด้วยการใช้หมอนพยุงหลัง แขน และตัวของลูกไว้ สำหรับเท้าของคุณแม่ควรวางราบกับพื้นหรืออยู่ในตำแหน่งที่พอดี และไม่ทำให้เกิดอาการเกร็งบริเวณกล้ามเนื้อเท้าและขา จัดตำแหน่งของทารกให้อยู่ตัวมากที่สุด โดยให้สะโพกงอพอดี ปากและจมูกของลูกควรหันเข้าหน้าอกของคุณแม่ และให้ร่างกายแนบชิดตัวคุณแม่มากที่สุด ควรใช้มือรองรับเต้านมไว้ไม่ให้กดคางหรือปิดจมูกของลูก ควรใช้ทั้งแขนและมือข้างที่ถนัดพยุงหลังของลูกไว้ โดยไม่ประคองเฉพาะส่วนคอ แต่ให้ประคองทั้งหลังของลูก หากมีความรู้สึกเจ็บปวดในขณะที่ลูกดูดนม ให้แยกลูกออกจากเต้าเบา ๆ และลองให้ลูกกลับมาดูดนมใหม่อีกครั้ง การวางตำแหน่งของลูกในท่าที่เหมาะสม อาจมีดังนี้ ท่าลูกนอนขวางบนตัก (Cradle Hold) เป็นท่าที่เหมาะกับคุณแม่ที่คลอดเองตามธรรมชาติและไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด มักเป็นท่าที่ใช้ในทารกที่อายุประมาณ 2-3 สัปดาห์แรก โดยการอุ้มลูกไว้บนตัก จัดท่าให้ลูกนอนตะแคง ใช้หมอนพยุงตัวลูกและข้อศอกเพื่อให้ลูกมีความสูงเท่าระดับหัวนมของคุณแม่ และศีรษะของลูกควรมีแขนและมือของคุณแม่รองรับยาวไปถึงกลางหลัง ท่าลูกนอนขวางบนตักแบบประยุกต์ (Cross-Cradle Hold) […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

Colostrum หรือน้ำนมเหลือง อาหารเสริมภูมิคุ้มกันจากอกแม่

Colostrum หรือโคลอสตรุม คือ น้ำนมเหลืองหรือหัวน้ำนม มีลักษณะเป็นของเหลวสีเหลืองข้นที่หลั่งออกมาจากเต้านมของคุณแม่ในช่วงประมาณ 1-3 วันหลังคลอด น้ำนมชนิดนี้มีสารอาหารที่ครบถ้วนสำหรับทารกแรกเกิด ทั้งยังมีแอนติบอดีที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยในการเจริญเติบโตของทารกได้เป็นอย่างดี และจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นน้ำนมสีขาวภายใน 2 สัปดาห์หลังคลอด ทั้งนี้ คุณแม่ควรให้ทารกกินนมแม่เป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้ทารกได้รับสารอาหารที่เพียงพอจากนมแม่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กในวัยนี้ [embed-health-tool-vaccination-tool] Colostrum คืออะไร โคลอสตรุม (Colostrum) หรือน้ำนมเหลือง บางครั้งเรียกว่า หัวน้ำนม เป็นของเหลวสีเหลืองข้นที่หลั่งออกมาในช่วงประมาณ 1-3 วันหลังคลอด Colostrum มีความเข้มข้นสูงและอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญหลากหลายที่ดีต่อสุขภาพของทารกแรกเกิด แต่มีไขมันและน้ำตาลต่ำ น้ำนมเหลืองปริมาณ 100 มิลลิลิตรให้พลังงานประมาณ 58-67 กิโลแคลอรี หรือประมาณ 17 กิโลแคลอรี/ 1 ออนซ์ สีเหลืองอ่อนของน้ำนมเหลืองเกิดจากสารแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) อีกทั้งในน้ำนมเหลืองยังมีวิตามินเอ วิตามินเค โปรตีน สารช่วยในการเจริญเติบโต และเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ผลิตแอนติบอดีหรือสารภูมิต้านทานซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค จึงช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อให้กับทารกแรกเกิดได้ เนื่องจากโคลอสตรุมหรือน้ำนมเหลืองผลิตมาจากฮอร์โมนการตั้งครรภ์ที่รกสร้างขึ้น เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

นมแม่เก็บได้กี่ชั่วโมง และวิธีเก็บรักษานมแม่ที่ควรรู้

คุณแม่ที่ต้องการปั๊มน้ำนมเก็บไว้ให้ลูกกินในภายหลัง อาจสงสัยว่า นมแม่เก็บได้กี่ชั่วโมง โดยทั่วไป ระยะเวลาในการเก็บน้ำนมแม่อาจขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของสถานที่เก็บน้ำนม หากวางถุงเก็บน้ำนมไว้ที่อุณหภูมิห้องจะสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 6 ชั่วโมง หากเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาจะสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 8 วัน และหากเก็บไว้ในช่องฟรีซอาจเก็บไว้ได้นาน 6-12 เดือน คุณแม่ควรศึกษาวิธีเก็บนมแม่อย่างถูกวิธี เพื่อรักษาคุณภาพของของน้ำนมไว้ให้ได้นานที่สุด เพราะยิ่งน้ำนมแม่มีคุณภาพดีเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของลูกเท่านั้น ประโยชน์ของการให้นมแม่ น้ำนมแม่เป็นอาหารหลักของทารกที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ให้สารอาหารที่จำเป็นแก่ทารกอย่างครบถ้วน สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีแอนตีบอดีและเอนไซม์ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกับทารกแรกเกิด มีฮอร์โมนออกซิโตซิน (Oxytocin) และโปรแลคติน (Prolactin) ที่ช่วยลดความเครียดและปลอบประโลมทารก คุณแม่จึงควรให้ลูกกินนมแม่เป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนก่อนเริ่มให้อาหารชนิดอื่น เช่น น้ำเปล่า นมผง อาหารเสริม อาหารตามวัยอื่น ๆ เนื่องจากการกินนมแม่เพียงอย่างเดียวก็ให้สารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของทารกในวัยนี้แล้ว ประโยชน์ของการให้ทารกกินนมแม่ อาจมีดังนี้ ช่วยให้ทารกมีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย ทารกที่กินนมแม่เสี่ยงเกิดโรคหรืออาการไม่พึงประสงค์ เช่น โรคกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กอักเสบ (Gastroenteritis) โรคกรดไหลย้อน โรคลำไส้เน่า อาการท้องเสีย อาการท้องผูก น้อยกว่าทารกที่ไม่กินนมแม่ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไข้หวัดและโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคปอดบวม โรคไวรัสระบบทางเดินหายใจ (RSV) โรคไอกรน […]

สุขภาพคุณแม่ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ดูแลร่างกาย โภชนาการ และความเปลี่ยนแปลงหลังคลอด เพื่อให้คุณแม่พร้อมดูแลทั้งตัวเองและลูกน้อย

ช่วงเวลาหลังคลอด

หลังคลอด ร่างกายคุณแม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

หลังคลอด เป็นช่วงเวลาหลังจากการตั้งครรภ์สิ้นสุดลง ซึ่งตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์นั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น น้ำหนักขึ้น เท้าบวม เอ็นข้อมืออักเสบ แต่รู้หรือไม่ว่าหลังคลอดแล้วร่างกายยังคงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ซึ่งอาการบางอย่างอาจเป็นเรื่องที่คุณแม่อาจไม่ทันคาดคิดมาก่อน ดังนั้น คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ คุณแม่ที่ใกล้คลอด และคุณแม่ที่คลอดลูกแล้ว ควรศึกษาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อจะได้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงหลังคลอดได้อย่างเข้าใจและดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม [embed-health-tool-due-date] หลังคลอด ร่างกายคุณแม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง รู้หรือไม่ว่า หลังคลอด ร่างกาย ฮอร์โมน อารมณ์ ของคุณแม่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจส่งผลให้คุณแม่รู้สึกกังวลใจ เครียด เพราะไม่รู้ว่าควรจัดการกับตนเองอย่างไร ทั้งนี้ หากคุณแม่ทราบถึงภาวะที่อาจเกิดขึ้น จะช่วยให้เตรียมตัวรับมือได้อย่างเหมาะสม ดังนี้ ความต้องการทางเพศลดลง ช่วงเวลา หลังคลอด คุณแม่มือใหม่อาจมีความต้องการทางเพศลดลง โดยผู้หญิงบางคนอาจใช้เวลาเป็นปี กว่าที่จะรู้สึกมีอารมณ์ทางเพศอีกครั้ง เพราะหลังจากคลอดลูก คุณแม่มักจะใช้เวลาไปกับลูก จึงทำให้แทบจะไม่มีเวลาสำหรับตัวเอง รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ด้วย นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่เดือน หลังคลอดลูก คุณแม่มือใหม่มักรู้สึกเหนื่อย และอาจไม่ต้องการที่จะมีช่วงเวลาโรแมนติกกับคนรัก และอีกปัจจัยหนึ่งคือ ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่จะสูงขึ้นตอนที่คุณตั้งครรภ์ และจะลดลงทันทีหลังคลอด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนดังกล่าวอาจส่งผลให้ความต้องการทางเพศลดลง และอาจต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะกลับมามีความต้องการทางเพศเหมือนเดิม หน้าท้องใหญ่ คุณแม่มือใหม่มักคาดหวังว่า หลังคลอดลูก หน้าท้องจะกลับไปมีขนาดเท่าเดิมโดยทันที แต่ความจริงแล้วอาจต้องใช้เวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์ ก่อนที่มดลูกจะกลับมามีขนาดเท่ากับช่วงก่อนตั้งครรภ์ นอกจากนี้ หน้าท้องมักมีลักษณะแตกต่างจากเดิมเล็กน้อย และอาจดูเหมือนกับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ 5 […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

สารอาหารบำรุงนมแม่ และข้อแนะนำสำหรับแม่ให้นมลูก

ในกระบวนการผลิตน้ำนมแม่ ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงานสูง อาหารที่คุณแม่กินระหว่างให้นมลูก จึงนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากที่จะช่วยในการผลิตน้ำนมให้มีคุณภาพ และเพื่อช่วยให้ทารกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง แต่ สารอาหารบำรุงนมแม่ ที่แม่ให้นมลูกควรกินมีอะไรบ้างนั้น Hello คุณหมอ มีคำตอบมาฝากค่ะ สารอาหารบำรุงนมแม่ มีอะไรบ้าง โปรตีน ทารกที่กำลังเจริญเติบโตต้องการโปรตีนสูง ดังนั้น แม่ให้นมลูก จึงต้องกินโปรตีนในปริมาณที่มากพอกับที่ทารกต้องการ เพราะโปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต การรักษาสภาพร่างกาย และการซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ โดยปริมาณโปรตีนที่แม่ให้นมลูกควรได้รับจะอยู่ที่ประมาณ 54 กรัมต่อวัน แต่ในคุณแม่บางรายอาจต้องการถึง 67 กรัมต่อวันหรือมากกว่า แหล่งโปรตีนที่สำคัญ ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่วต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง โฟเลต โฟเลตเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งที่สำคัญต่อการเติบโตของร่างกาย โดยปกติ แม่ให้นมลูก ควรได้รับโฟเลตในปริมาณ 450 ไมโครกรัมต่อวัน แต่ในคุณแม่บางรายอาจต้องการในปริมาณ 500 ไมโครกรัมต่อวันหรือมากกว่า แหล่งโฟเลตที่สำคัญได้แก่ ผักประเภทใบ ธัญพืช ถั่วต่าง ๆ อะโวคาโด สารสกัดจากยีสต์ ไอโอดีน ไอโอดีนเป็นแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ เพื่อพัฒนาการของสมองและระบบประสาท แม่ให้นมลูก ควรได้รับไอโอดีนปริมาณ 190 ไมโครกรัมต่อวัน หรือ 270 ไมโครกรัมในคุณแม่บางราย แหล่งไอโอดีนที่ดีได้แก่ […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ปวดหัวขณะให้นมลูก เกิดจากสาเหตุใด

ปวดหัว เป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้กับคุณแม่มือใหม่ที่กำลังให้นมลูก อย่างไรก็ตาม หลังคลอดนั้นคุณแม่มือใหม่อาจจะพบเจอปัญหาที่หลากหลายอย่าง เช่น ปวดเมื่อยร่างกาย เจ็บหัวนมบ้างเป็นบางครั้ง จนอาจกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับคุณแม่มือใหม่ แต่สำหรับอาการ ปวดหัวขณะให้นมลูก อาจเป็นปัญหาแอบแฝงมากกว่าที่คุณแม่หลายคนคิด อาการ ปวดหัวขณะให้นมลูก คืออะไร ปวดหัวขณะให้นมลูก มักจะเกิดตลอดระยะเวลาที่ให้นมลูก แต่อาการนี้มักจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอาการปวดหัวขณะให้นมลูกเกิดจากสาเหตุใด อาการที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะการเพิ่มขึ้นของระดับของฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับการคลอดลูกและให้นมลูก แต่ก็อาจจะมีสาเหตุมาจากเรื่องอื่นได้เช่นกัน สาเหตุของอาการปวดหัวขณะให้นมลูก กลไกการหลั่งน้ำนม คุณแม่บางคนอาจจะมีอาการปวดหัวขณะให้นมลูก เนื่องจากกลไกการหลั่งน้ำนมและการปล่อยฮอร์โมนออกซิโทซิน ในบางครั้งอาการปวดหัวนี้อาจหายไปภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ก็อาจจะมีอาการเรื้อรังต่อไปจนกว่าลูกจะหย่านม เต้านมคัด อาการเต้านมคัดเป็นผลมาจากการที่ร่างกายผลิตน้ำนมเพิ่มมากขึ้น อาการปวดหัวขณะให้นมลูกอาจมีสาเหตุมาจากการที่เต้านมของคุณแม่มีอาการตึง บวม ปวด และมีอุณหภูมิสูงขึ้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากปริมาณฮอร์โมนออกซิโทซินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมนชนิดเดียวกันกับที่คาดว่าจะเป็นสาเหตุของอาการปวดหัวขณะตั้งครรภ์ ขาดสารอาหารหรือขาดน้ำ หากคุณแม่รับประทานอาหารไม่เพียงพอหรืองดอาหาร ระดับน้ำตาลในร่างกายจะลดลง ทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า อ่อนแรง และปวดหัวได้ นอกจากนี้ ในน้ำนมยังประกอบไปด้วยน้ำกว่า 88% คุณแม่ที่ให้นมลูกส่วนใหญ่มักจะรู้สึกกระหายน้ำขณะให้นมลูก ดังนั้น การดื่มน้ำไม่เพียงพออาจทำให้คุณแม่เกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งนำมาสู่อาการปวดหัว เหนื่อยล้า คุณแม่มือใหม่อาจเหนื่อยล้าและนอนไม่พอเนื่องจากต้องดูแลลูก การนอนไม่พอและการหมดแรงอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ ดังนั้น ควรพยายามพักผ่อน หรืองีบหลับในระหว่างวัน เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้ดีขึ้น ปวดหัวไมเกรน หากคุณแม่เคยมีอาการปวดหัวไมเกรนก่อนที่จะตั้งครรภ์อยู่แล้ว อาจทำให้อาการไมเกรนนั้นแย่ลงได้ในช่วงหลังคลอดบุตร เนื่องจาก การเปลี่ยนยาที่ใช้หรือมาจากความเครียดที่เพิ่มขึ้นขณะที่ต้องดูแลลูก วิธีแก้อาการปวดหัวขณะให้นมลูก สำหรับวิธีแก้ปัญหาอาการปวดหัวขณะให้นมลูกอาจทำได้ดังนี้ นวด การนวดอาจบรรเทาอาการปวดหัวได้ดี เพราะเป็นการคลายเส้นประสาทและช่วยผ่อนคลาย โดยอาจนวดเป็นวงกลมไปรอบ ๆ ศรีษะ ดื่มน้ำ เป็นหนึ่งในการรักษาการขาดน้ำจากร่างกาย […]

การดูแลตัวเองหลังคลอด

น้ำคาวปลา 3 ระยะ สังเกตอย่างไร และวิธีดูแลเมื่อมีน้ำคาวปลา

น้ำคาวปลา (Lochia) เป็นของเหลวและเศษชิ้นส่วนเนื้อเยื่อภายในมดลูกที่ถูกขับออกมาจากช่องคลอดหลังคลอดบุตร คุณแม่หลังคลอดอาจมี น้ำคาวปลา 3 ระยะ ได้แก่ น้ำคาวปลาแดง พบในช่วง 3-4 วันหลังคลอด น้ำคาวปลาเหลืองใส พบในช่วง 4-10 วันหลังคลอด และน้ำคาวปลาขาว พบในช่วง 10 วันขึ้นไปหลังคลอด ปกติแล้ว น้ำคาวปลาไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ และจะหยุดไหลไปเองภายในช่วง 4-6 สัปดาห์หลังคลอด หากมีน้ำคาวปลาไหลออกมาจากช่องคลอด คุณแม่หลังคลอดสามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ด้วยการรักษาสุขอนามัยให้ดีอยู่เสมอ สวมแผ่นอนามัยหรือผ้าอนามัยเพื่อซึมซับน้ำคาวปลา รวมไปถึงพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ ทั้งนี้ หากผ่านไปหลายสัปดาห์แล้วยังมีเลือดออกจากช่องคลอดในปริมาณมากร่วมกับมีอาการผิดปกติ เช่น วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น อ่อนเพลีย อาจเป็นสัญญาณของภาวะตกเลือดหลังคลอด นอกจากนี้หากน้ำคาวปลามีลักษณะที่เปลี่ยนแปลง เช่น สีข้นเหม็นขึ้น ร่วมกับมีการปวดท้อง อาจสงสัยภาวะการติดเชื้อ ควรไปพบคุณหมอเพื่อรับการรักษา [embed-health-tool-due-date] น้ำคาวปลา 3 ระยะ มีอะไรบ้าง น้ำคาวปลา คือ เลือด เยื่อเมือกปากมดลูก เนื้อเยื่อโพรงมดลูกและเนื้อเยื่อของทารกที่เหลืออยู่ น้ำคร่ำ แบคทีเรียและจุลินทรีย์ ที่หลุดลอกออกมาหลังจากรกลอกตัวออกจากโพรงมดลูกและไหลออกจากช่องคลอด มีลักษณะคล้ายประจำเดือนและอาจมีกลิ่นอับหรือเหม็นเปรี้ยว น้ำคาวปลาที่ไหลออกมาเป็นภาวะทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับคุณแม่หลังคลอดทุกคน โดยทั่วไปน้ำคาวปลาอาจหลั่งออกมาหลายสัปดาห์กว่าจะหมด […]

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด วิธีรับมือที่ควรรู้

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คือความผิดปกติทางจิตที่เกิดขึ้นหลังการคลอดลูก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งคุณแม่และลูก คุณแม่ที่ซึมเศร้าหลังคลอดอาจมีอารมณ์แปรปรวน เศร้า หงุดหงิด รู้สึกแย่ และอาจไม่สามารถดูแลลูกได้อย่างเต็มที่ สาเหตุอาจเกิดได้จากความเครียดที่สะสมมาตลอดช่วงเวลาที่ตั้งครรภ์ ปัญหาด้านสุขภาพจิตที่มีแต่เดิม ความเครียดในการเลี้ยงดูทารก การพักผ่อนน้อย หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้างในขณะนั้น ทั้งนี้ ควรศึกษาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและส่งผลดีต่อคุณแม่และลูกมากที่สุด เช่น การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม การรักษาด้วยยาต้านเศร้า เพื่อให้คุณแม่หายจากภาวะซึมเศร้าหลังคลอด และได้กลับไปใช้เวลาที่มีค่ากับลูกน้อยและครอบครัวได้อย่างมีความสุข [embed-health-tool-due-date] ประเภทของ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ประเภทของ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด สามารถแยกได้ดังนี้ ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด (Baby Blues) ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง หรืออาจนานถึง 1-2 สัปดาห์หลังคลอด อาการของ ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด อาจมีดังนี้ ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ รู้สึกแย่ วิตกกังวล หรือมีอารมณ์แปรปรวน เช่น มีความสุขอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกเศร้า รู้สึกปั่นป่วน ไม่สบายใจ หรือวิตกกังวล สูญเสียความอยากอาหาร กินข้าวไม่ลง หรืออาจกินมากกว่าปกติ โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum depression หรือ PPD) หากมีภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอดนานเกิน 2 สัปดาห์ จะถือว่าคุณแม่เป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด โรคนี้อาจเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหรือนานหลายเดือน จนอาจกระทบต่อดูแลลูกและการใช้ชีวิตประจำวัน อาการของโรคซึมเศร้าหลังคลอด […]

สุขภาพจิตคุณแม่

โรคซึมเศร้าหลังคลอด ภัยเงียบที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้

1 ใน 7 ของคุณแม่ที่เพิ่งให้กำเนิดลูกน้อย พบว่า มีอาการซึมเศร้าหลังคลอด หรือที่เรียกว่า เบบี้บลู (Baby Blue) ภาวะนี้มักเกิดขึ้นไม่เกิน 2 สัปดาห์ แต่หากคุณแม่ซึมเศร้าหลังคลอดนานกว่านั้น นั่นอาจหมายถึงคุณแม่กำลังเป็น โรคซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งอาจส่งผลให้มีอารมณ์แปรปรวน คิดหรือตัดสินใจอะไรได้ช้า มีปัญหาในการนอนหลับ หรืออาจมีปัญหาในการสร้างความผูกพันกับลูกได้ด้วย อาการของ โรคซึมเศร้าหลังคลอด คุณแม่มือใหม่มักประสบกับอาการซึมเศร้าหลังคลอด หรือ เบบี้บลู (Baby Blue) ทำให้มีอาการ เช่น อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล เศร้าโศก ฉุนเฉียวง่าย รู้สึกกดดัน ร้องไห้ง่าย ไม่มีสมาธิ ไม่อยากอาหาร มีปัญหาในการนอนหลับ โดยคุณแม่อาจมีอาการซึมเศร้าหลังคลอดนี้ได้ตั้งแต่ 2-3 วัน ไปจนถึง 2 สัปดาห์ แต่หากมีอาการรุนแรง หรือมีอาการนานกว่า 2 สัปดาห์ อาจหมายถึงคุณแม่เป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งถือเป็นภาวะอันตราย ควรรีบปรึกษาคุณหมอทันที โดยอาการของโรคซึมเศร้าหลังคลอด อาจมีดังนี้ รู้สึกเศร้าหรือร้องไห้บ่อยอย่างไม่ทราบสาเหตุ รู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรง แต่กลับนอนไม่หลับ นอนมากเกินไป […]

เช็กวัคซีนให้ครบ ดูแลลูกน้อยให้แข็งแรง

เช็กวัคซีนให้ครบ ดูแลลูกน้อยให้แข็งแรง

หมายเหตุ

ตารางการฉีดวัคซีนที่แนะนำอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสถานที่อยู่อาศัย สุขภาพของลูก และวัคซีนที่มีอยู่ โปรดปรึกษาสถานพยาบาลในพื้นที่สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ให้นมไม่ราบรื่น รับมืออย่างไรดี

ไขข้อสงสัยเรื่องน้ำนมน้อย ท่อน้ำนมอุดตัน หัวนมแตก พร้อมวิธีปั๊มและเก็บนมอย่างเหมาะสม

ช่วงเวลาหลังคลอด

น้ำนมน้อย เกิดจากอะไร และมีวิธีเพิ่มน้ำนมอย่างไรบ้าง

น้ำนมของคุณแม่มีประโยชน์ต่อทารกแรกเกิดอย่างมาก เนื่องจากมีสารอาหารที่อาจช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของทารกแรกเกิดสามารถต่อสู้กับไวรัส แบคทีเรีย ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการเกิดโรคในทารก เช่น โรคภูมิแพ้ อย่างไรก็ตาม คุณแม่บางรายอาจประสบปัญหา น้ำนมน้อย ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของทารกได้ การเรียนรู้สาเหตุที่ทำให้น้ำนมน้อย และวิธีกระตุ้นน้ำนม อาจทำให้ทารกมีน้ำนมแม่กินอย่างเพียงพอ และช่วยส่งเสริมให้ทารกเจริญเติบโตได้อย่างสมวัย [embed-health-tool-due-date] คุณแม่มีน้ำนมน้อย เกิดจากอะไร ปัจจัยที่ทำให้คุณแม่มีน้ำนมน้อย อาจเกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังคลอด เนื่องจากคุณแม่อาจนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเครียดมากขึ้น ส่งผลให้มีน้ำนมน้อย อีกทั้งการอดอาหารก็อาจส่งผลให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้น้อย และทารกไม่ได้รับสารอาหารจากนมแม่อย่างเพียงพอ คุณแม่จึงควรรับประทานอาหารให้เพียงพอต่อวัน โดยเน้นอาหารเพื่อสุขภาพที่ให้ทั้งพลังงานและสารอาหารที่หลากหลาย เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมูและเนื้อวัวไขมันต่ำหรือไร้ไขมัน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ไข่ นมและผลิตภัณฑ์นม ข้าวกล้อง ผักใบเขียว บลูเบอร์รี่ ส้ม และควรดื่มน้ำเปล่าให้มาก ๆ นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจส่งผลให้น้ำนมน้อยได้ เช่น การสูบบุหรี่ การใช้สมุนไพรและยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ภาวะเลือดออกรุนแรงหลังคลอด น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ท่อน้ำนมอุดตัน สาเหตุ อาการ และการรักษา

ท่อน้ำนมอุดตัน (Clogged milk ducts) พบได้ทั่วไปในคุณแม่เพิ่งคลอด กำลังให้นมบุตร หรือเพิ่งให้ลูกหย่านม ทำให้ท่อน้ำนมตีบหรืออุดตัน จนน้ำนมไหลได้ไม่สะดวก รวมถึงอาจมีอาการอักเสบ บวม และมีก้อนในบริเวณเต้านม สามารถหายไปได้เอง แต่ก็สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการนวดเต้านม ปั๊มนม และการประคบร้อน [embed-health-tool-baby-poop-tool] คำจำกัดความ ท่อน้ำนมอุดตัน คืออะไร ภาวะท่อน้ำนมอุดตัน เป็นภาวะที่เกิดก้อนบวมนูนในท่อน้ำนมของหญิงที่กำลังอยู่ในช่วงให้นมบุตร ทำให้ท่อน้ำนมตีบหรืออุดตัน จนน้ำนมไหลได้ไม่สะดวกหรือคั่งอยู่ในเต้านม (Milk Stasis) ซึ่งก้อนบวมนูนที่เกิดขึ้นนี้อาจมีลักษณะแข็งหรืออ่อนนุ่มก็ได้ ท่อน้ำนมอุดตันพบได้บ่อยแค่ไหน ภาวะท่อน้ำนมอุดตันสามารถพบได้ทั่วไปในคุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร คุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรแต่ไม่ได้ให้ลูกกินนมแม่ หรือคุณแม่ที่เพิ่งหยุดให้ลูกกินนมแม่ โดยผลการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2011 จากประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า 4.5% จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคุณแม่ให้นมบุตรประสบปัญหาท่อน้ำนมอุดตันในช่วงปีแรกของการให้นมบุตร อาการ อาการของท่อน้ำนมอุดตัน อาการทั่วไปของภาวะท่อน้ำนมอุดตัน มีดังนี้ เจ็บปวดบริเวณเต้านม มีก้อนบวม อ่อนนุ่มในเต้านม รู้สึกว่าเต้านมบวมหรือร้อนที่เต้านม น้ำนมจากเต้านมข้างหนึ่งไหลช้าลง ผิวหนังบริเวณเต้านมบริเวณใดบริเวณหนึ่งมีลักษณะขรุขระ มีจุดสีขาวเล็ก ๆ บริเวณหัวนม (Milk Bleb หรือ White Spot หรือ Milk Blister) ในบางกรณี ภาวะท่อน้ำนมอุดตันอาจทำให้มีไข้ต่ำ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าเต้านมติดเชื้อ  ฉะนั้น หากคุณมีไข้ร่วมกับมีอาการรู้สึกเจ็บปวดที่เต้านม เต้านมบวมแดง หรือมีก้อน […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

หัวนมแตก จากการให้นมลูก คุณแม่ควรรับมืออย่างไรไม่ให้เจ็บปวด

หัวนมแตก หรือเจ็บหัวนม ระหว่างการให้นมเป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้แต่มักจะหายไปภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หรืออาจแก้ไขด้วยการจัดท่าทางการให้นมที่เหมาะสม แต่หากหัวนมแตก หรือเจ็บหัวนมมากผิดปกติ จำเป็นที่จะต้องปรึกษาคุณหมอ เพราะหากปล่อยไว้อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างอื่นตามมา สาเหตุที่ทำให้ หัวนมแตก ในช่วงสัปดาห์แรกของการให้นมแม่นั้น ท่าทางการอมคาบหัวนมของเด็กทารก หรือการวางท่าทางการให้นมที่ไม่เหมาะสม มักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หัวนมแตก ในกรณีที่หัวนมแตกหรือเจ็บหัวนมไม่มากนัก ผู้เป็นแม่อาจลองจัดท่าทางในการให้นมใหม่ แต่หากลองเปลี่ยนท่าให้นมใหม่แล้ว อาการหัวนมแตก หรือเจ็บหัวนมยังไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อขอคำแนะนำวิธีการให้นมที่ถูกต้อง และหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น ผู้หญิงที่พ้นช่วงให้นมบุตรแล้ว แต่ยังมีอาการหัวนมแตก ควรเข้ารับการรักษาโดยเร็ว การรักษา อาการหัวนมแตก   หัวนมแตกอาจมีวิธีบรรเทาอาการในเบื้องต้นด้วยตนเอง ดังนี้ ระหว่างการให้นม ปรับเปลี่ยนท่าทาง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้เป็นแม่ อุ้มทารกเข้าเต้าข้างใดข้างหนึ่งโดยให้ปากของลูกอยู่ระดับเดียวกับหัวนม เหงือกล่างของทารกควรห่างจากฐานของหัวนมขณะที่เด็กอ้าปาก และเมื่อเด็กอ้าปากแล้ว ควรกอดกระชับให้แน่นเข้าอก เพื่อช่วยบังคับให้หัวนมอยู่ในปากของทารกอีกทางหนึ่ง หาท่าทางการให้นมในรูปแบบอื่น ๆ ลองเปลี่ยนท่าการให้นม เพื่อหาท่าที่คุณแม่และลูกรู้สึกสบายที่สุด หากอยู่ในท่าทางที่ดีแล้ว ลูกจะอมคาบหัวนมได้ง่าย และไม่ทำให้เจ็บหัวนม  หากเจ็บหัวนมข้างใดข้างหนึ่ง ให้เปลี่ยนไปให้นมอีกข้างที่เจ็บน้อยกว่า ทารกส่วนใหญ่จะดูดนมเต้าแรกแรงกว่า ในขณะที่เมื่อเปลี่ยนเต้าจะผ่อนอาการดูดเบาลง เนื่องจากรู้สึกหิวน้อยลง บรรเทาอาการเจ็บก่อนการให้นม หากเจ็บหัวนมมาก ควรประคบเย็น เพื่อทำให้รู้สึกชา เพราะการอมคาบนมครั้งแรก มักจะทำให้เจ็บที่สุด หลังการให้นม  รับประทานยา ในกรณีที่มีอาการหัวนมแตก และอาการเจ็บหัวนมไม่หายไป ควรรับประทานทานยารักษาอาการ […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ปั๊มนม ให้ถูกวิธีควรทำอย่างไร และวิธีเก็บน้ำนมแม่ที่เหมาะสม

ปั๊มนม เป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของคุณแม่มือใหม่ โดยเฉพาะคุณแม่ที่จะต้องกลับไปทำงานหลังครบกำหนดลาคลอด จำเป็นต้องปั๊มนมเก็บเอาไว้ให้ลูกน้อยกินระหว่างวัน คุณแม่มักเริ่มปั๊มนมทันทีหลังจากที่ลูกคลอด โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลซึ่งมักจะมีพยาบาลมืออาชีพคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีปั๊มนม นอกจากนั้นแล้ว คุณแม่ควรศึกษาถึงขั้นตอนการปั๊ม การเก็บรักษา และวิธีการนำนมที่ปั๊มเก็บไว้มาให้ลูกน้อยดื่มเพิ่มเติมอีกด้วย ข้อควรรู้ในการ ปั๊มนม เวลาในการปั๊มนม คุณแม่ส่วนใหญ่มักเลือกที่จะปั๊มนมในตอนเช้า แต่ทั้งนี้ เวลาในการปั๊มนมอาจขึ้นอยู่กับความสะดวกของคุณแม่แต่ละคน การปั๊มนมอาจทำหลังจากให้นมลูก 30-60 นาที หรือก่อนให้นมลูกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ ภายใน 24 ชั่วโมงคุณแม่อาจปั๊มน้ำนมได้ถึง 8-10 ครั้ง โดยปริมาณนมแม่ที่เหมาะสมคือวันละ 750-1,035 มิลลิลิตร การให้นมลูกไปด้วย ปั๊มนมไปด้วย อาจไม่เหมาะกับคุณแม่บางคน คุณแม่จึงอาจปั๊มนมหลังจากให้นมลูก 1 ชั่วโมงแทน คุณแม่และลูกน้อยแต่ละครอบครัวมีกิจวัตรประจำวันที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงควรจัดเวลาในการปั๊มนมให้เหมาะกับตัวเอง วิธีปั๊มนม โดยทั่วไปแล้ว คุณแม่มักเลือกซื้อเครื่องปั๊มนมตามงบประมาณและความชอบเป็นหลัก และเครื่องปั๊มนมมักมีคู่มือวิธีการใช้มาให้ด้วย แต่โดยหลักๆ แล้ววิธีปั๊มนมทำได้ดังนี้ อ่านคู่มือการใช้เครื่องปั๊มนมให้ละเอียด นั่งในท่าสบายๆ ตรวจสอบอุปกรณ์การปั๊มนมให้เรียบร้อย เครื่องปั๊มนมต้องพอดีกับเต้านมคุณแม่ การปั๊มนม จะคล้ายเวลาให้นมลูก คุณแม่สามารถปรับระดับขณะใช้เครื่องปั๊มนมได้ การปั๊มนม ต้องไม่เจ็บ เวลาปั๊มนมลูกต้องไม่รู้สึกเจ็บ คุณแม่อาจมีความรู้สึกคัดตึงเต้านม หรือรู้สึกไม่สบายตัวได้ แต่ไม่ควรถึงขั้นเจ็บ หากรู้สึกเจ็บ ต้องลองเปลี่ยนที่ปั๊มนม ให้เป็นขนาดที่เหมาะสมกับหน้าอก […]

ใส่ใจทุกสัญญาณจากลูกน้อย

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ลูกสำลักนม อันตรายใกล้ตัวที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม

คุณแม่มือใหม่ต้องคอยสังเกตและดูลูกน้อยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกรณีที่ ลูกสำลักนม นับเป็นอันตรายใกล้ตัวที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากสำลักนมและได้รับการดูแลไม่ถูกวิธี อาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ คุณแม่ควรหาวิธีป้องกันและวิธีแก้ไขเพื่อไม่ให้ลูกน้อยสำลักนมบ่อยเกินไป เรื่องน่ารู้ สำหรับคุณแม่ให้นม หลังคลอดลูก คุณแม่ควรให้นมลูกเร็วที่สุดภายใน 1 ชั่วโมง ให้นมลูกบ่อยๆ หรือทุก 2-3 ชั่วโมง หลังจากคลอดลูก เพื่อกระตุ้นให้ลูกชินกับเต้านม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เน้นอาหารบำรุงน้ำนม เช่น หัวปลี ตำลึง หลังคลอดอย่าทำความสะอาดหัวนมมากจนเกินไปจะทำให้หัวนมแห้ง และไหลน้อย ใช้ลูกประคบอุ่นๆ นวดเต้านมเพื่อกระตุ้นการไหลของน้ำนม งดเว้นการอาบน้ำอุ่นเพราะจะทำให้หัวนมขาดความชุ่มชื้น และหัวนมแตกได้ สาเหตุที่ทำให้ลูกสำลักนม สาเหตุที่ทำให้ลูกสำลักนมนั้นเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกันทั้งสาเหตุจากคุณแม่เองและตัวคุณลูก  โดยสาเหตุจากคุณแม่นั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การให้นมที่ผิดท่า การที่คุณแม่ดึงเต้านมออกก่อนขณะที่ลูกกำลังดูดนม หรือการที่ให้ลูกน้อยกินนมมากจนเกินความต้องการ รวมถึงน้ำนมที่ไหลเร็วจนเกินไป  ส่วนสาเหตุที่เกิดจากตัวลูกเอง เช่น ลูกน้อยมีอาจมีปัญหาเรื่องความผิดปกติภายในร่างกายอย่างปอดและหัวใจ หรืออาจมีพัฒนาการที่ช้า สังเกตอาการลูกสำลักนมอย่างใกล้ชิด ลูกจะมีอาการไอ เหมือนขย้อนนมหรือคายออกมา หากมีอาการสำลักแบบรุนแรง หน้าลูกจะเริ่มเปลี่ยนสี ลูกมีอาการหายใจผิดปกติ ระหว่างที่คุณแม่ให้นมลูกควรปรับการไหลของปริมาณน้ำนมโดยการกดบริเวณลานหัวนมเพื่อไม่ให้น้ำนมไหลเข้าปากลูกเร็วจนเกินไป จับลูกน้อยนอนตะแคงระหว่างการให้นมเพื่อป้องกันการสำลัก อย่าให้นมลูกบ่อยจนเกินไป หากลูกน้อยร้องไห้ควรสังเกตอาการให้แน่ใจว่าลูกนั้นร้องไห้เพราะหิวจริงๆ หรือเพราะสาเหตุใด รับมืออย่างไร เมื่อลูกสำลักนม หากลูกมีอาการสำลักนม ไม่ควรจับลูกอุ้มขึ้นทันทีเมื่อเกิดอาการสำลัก ควรจับลูกนอนตะแคงให้ศีรษะต่ำลง เป็นการป้องกันนมที่อยู่ในปากลูกไหลย้อนกลับไปที่ปอด ถึงแม้ว่าลูกสำลักนม อาจจะไม่ได้เป็นภาวะที่ร้ายแรงมากนัก แต่ย่อมดีกว่าหากคุณแม่ให้นมลูกอย่างถูกวิธี และรู้จักระมัดระวัง […]

ปัญหาระบบย่อยอาหารในเด็ก

ทารกท้องอืด แก๊สในกระเพาะอาหารเยอะ รับมือได้อย่างไรบ้าง

ทารกท้องอืด ที่มีสาเหตุจากแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะ นับเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้บ่อยในเด็กแรกเกิด แต่เด็กบางคนอาจมีปัญหาในการระบายแก๊สออกมาทำให้เกิดอาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวจนร้องไห้งอแงมากกว่าปกติ เมื่อลูกเกิดอาการท้องอืด คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยลูกน้อยให้รู้สึกดีขึ้นได้เพียงแต่รู้วิธีรับมือทารกท้องอืดที่เหมาะสม แก๊สในกระเพาะอาหารเด็กทารกเกิดขึ้นได้อย่างไร อาการทารกท้องอืด อาจนับเป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งของเด็กทารก เด็กทุกคนมักจะมีแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะ เนื่องจากกินไม่หยุด และระบบการย่อยอาหารของเขายังพัฒนาไม่เต็มที่ ส่งผลให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารขึ้นมา เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถย่อยนมแม่และนมผงได้ แต่หากอาการเหล่านี้ทำให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อยไม่ได้หลับไม่ได้นอน คุณพ่อคุณแม่ต้องหาทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน วิธีช่วยแก้ปัญหาทารกท้องอืด เมื่อลูกท้องอืด จากแก๊สในกระเพาะอาหาร คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นได้ด้วยวิธีเหล่านี้ ตรวจเช็กท่าป้อนนม และจุกนม ในช่วงที่ให้ลูกน้อยกินนมแม่หรือป้อนนมขวด ลองพยายามยกศีรษะลูกให้สูงกว่าท้อง เพราะจะช่วยให้น้ำนมไหลลงไปอยู่ตรงกระเพาะอาหารส่วนล่าง และไล่อากาศให้มาอยู่ด้านบน ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยเรอออกมาได้ง่ายขึ้น วางขวดนมให้ตั้งขึ้นเล็กน้อย เพื่อจะได้ลดฟองอาการในจุกนมลง ถ้าคุณพ่อคุณแม่ป้อนนมขวดให้ลูกกิน อาจลองเปลี่ยนไปใช้จุกนมแบบที่ทำให้น้ำนมไหลออกมาช้าๆ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดแก๊สในกระเพาะอาหารลงได้   ช่วยทำให้ลูกน้อยเรอออกมา  วิธีที่ง่ายที่สุดในการระบายแก๊สออกมา ก็คือ การทำให้ลูกน้อยเรอออกมาในช่วงระหว่างและหลังป้อนนม ถ้าลูกน้อยไม่ยอมเรอ อาจลูกนอนหงายซักสองสามนาที จากนั้นลองทำให้เรอใหม่อีกครั้ง ถ้าลูกน้อยเกิดอาการเคลิ้มหลับในระหว่างป้อนนม ควรพาออกไปเดินเล่นให้เรอออกมา เมื่อเด็กเรอออกมาแล้ว จะทำให้สบายตัว การเรอช่วยระบายแก๊สในกระเพาะอาหารทำให้เด็กนอนหลับได้ยาวขึ้น  ทารกท้องอืด นวดช่วยได้ การนวดเนื้อตัวให้ลูกเบา ๆ พร้อมกับจับขาหมุนวนเหมือนท่าถีบจักรยานอากาศ รวมถึงการลูบท้องลูกวนตามเข็มนาฬิกา จะช่วยแก้ปัญหาท้องอืดได้ นอกจากนี้การอาบน้ำอุ่นก็ช่วยไล่แก๊สในกระเพาะอาหาร และทำให้ลูกน้อยหลับสบายได้เช่นกัน ตรวจสอบอาหาร คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยกับคุณหมอ เกี่ยวกับอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้มากเป็นพิเศษ พ่อแม่บางคนให้ลูกน้อยดื่มน้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของซอร์บิทอล (Sorbitol) ซึ่งเป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายของทารกไม่สามารถดูดซึมได้ จนทำให้ทารกท้องอืด  แน่นท้อง ดังนั้นเพื่อป้องกันอาการท้องอืดจากอาหารควรปรึกษาคุณหมอว่าควรให้ลูกกินอาหารชนิดใด และหลีกเลี่ยงอาหารชนิดใดบ้าง ระมัดระวังอาหารที่กิน ถ้าลูกกินนมแม่ อาจมีปัญหาในเรื่องการย่อยอาหารบางชนิดที่คุณแม่รับประทานเข้าไปซึ่งส่งผ่านให้ทางน้ำนม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม คาเฟอีน […]

ขวบปีแรกของลูกน้อย

ทารก1เดือน พัฒนาการ และการดูแล

ทารก1เดือน อยู่ในช่วงขวบปีแรก ที่ออกจากท้องของมารดามาเผชิญกับโลกภายนอก หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในท้องถึง 9 เดือน ถึงแม้ว่าทารกจะมีอายุเพียง 1 เดือน แต่คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตถึงพัฒนาการและการเจริญเติบโตได้จากปฏิกิริยาการตอบสนอง เช่น การดูดนม น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น สะดุ้งตกใจเสียงรอบด้าน ซึ่่งนับว่าเป็นสัญญาณเตือนที่ดีที่บ่งบอกได้ว่า ทารกของคุณพ่อคุณแม่กำลังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง [embed-health-tool-vaccination-tool] พัฒนาการของ ทารก1เดือน พัฒนาการของทารก1เดือน คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้การเปลี่ยนแปลง ดังต่อไปนี้ พัฒนาการทางกายภาพ ทารกอาจมีการตอบสนองตามธรรมชาติ เช่น การดูดนมแม่ด้วยตัวเอง เพียงแค่คุณแม่ช่วยเหลือเล็กน้อยด้วยการนำหัวนมใส่เข้าปากทารก ทารกอาจได้ยินเสียงที่ชัดเจนจนสามารถกางแขนกางขาเวลาสะดุ้ง  นอกจากนี้ ทารกยังมีสัญชาตญาณการเดินแม้จะอายุเพียง 1 เดือน โดยคุณแม่สังเกตได้ตอนอุ้มทารกยืน เพราะขาของทารกจะพยายามยืดทรงตัว หรือเหมือนพยายามก้าวไปข้างหน้า ทารกช่วงวัยนี้อาจมีการมองเห็นได้ดีในระยะ 2 ฟุต และชอบมองวัตถุที่มีสีสันตัดกัน เช่น ขาวดำ และอาจมองตามวัตถุที่อยู่ตรงหน้าหรือตามเสียงที่ได้ยิน ทารก 1 เดือนอาจมีกระดูกบริเวณคอที่ยังไม่แข็งแรง ไม่อาจตั้งศีรษะได้ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรประคองใต้ศีรษะทารกทุกครั้งที่เมื่ออุ้มขึ้น และกระตุ้นความแข็งตัวของกระดูกทารก โดยอาจให้ทารกนอนคว่ำบนที่นอนและพูดคุยกับทารก เพื่อให้ทารกเงยหน้า ตั้งศีรษะ และหันศีรษะไปในทิศทางตามเสียงที่ได้ยิน พัฒนาการด้านการสื่อสาร ทารก 1 เดือน อาจสื่อสารโดยการร้องไห้ให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับรู้ ซึ่งการร้องไห้ของทารกอาจหมายถึงความไม่สบายตัว หิว ผ้าอ้อมเปียกชื้น ปกติทารกจะร้องไห้ระยะเวลาสั้น […]

พ่อแม่เลี้ยงลูก

น้ำหนักเด็ก และส่วนสูง ที่เหมาะสมในเด็กแต่ละช่วงวัย

น้ำหนักเด็ก และส่วนสูง เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความใส่ใจ เนื่องจาก น้ำหนักและส่วนสูงอาจเป็นตัวบ่งชี้การเจริญเติบโตและพัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กในแต่ละช่วงวัย โดยน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐานในแต่ละช่วงวัยอาจนำมาใช้ในการประเมินสุขภาพเบื้องต้น และยังอาจบอกถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาทางด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กได้ด้วย อย่างไรก็ตาม เกณฑ์น้ำหนักเด็กและส่วนสูงเป็นเพียงการประมาณค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัยเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรพาเด็กไปตรวจสุขภาพอยู่เสมอ เพื่อการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์แข็งแรง [embed-health-tool-child-growth-chart] ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อน้ำหนักเด็กและส่วนสูง พันธุกรรมอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนในการกำหนดน้ำหนักเด็ก ส่วนสูง และพัฒนาการทางร่างกาย แต่ก็อาจมีปัจจัยที่อาจส่งผลต่อน้ำหนักเด็กได้เช่นกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านั้น อาจมีดังนี้ การตั้งครรภ์ โดยปกติแล้วเด็กที่คลอดตามกำหนดจะมีการพัฒนาทางร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ เมื่อคลอดออกมาจึงอาจทำให้เด็กมีน้ำหนักที่สมส่วนและสุขภาพดี ในทางกลับกันเด็กที่คลอดก่อนกำหนดมักจะไม่ได้รับการพัฒนาทางร่างกายอย่างเหมาะสม โดยอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพของคุณแม่ หรืออาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอเมื่อยังเป็นทารกในครรภ์ ซึ่งอาจทำให้เด็กที่คลอดออกมามีน้ำหนักน้อยกว่าปกติและอาจมีสุขภาพที่อ่อนแอ จึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษจนกว่าร่างกายจะแข็งแรงขึ้น สุขภาพและการใช้ชีวิตในระหว่างตั้งครรภ์ของคุณแม่ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใช้ยาเสพติด รับประทานอาหารที่ไม่ช่วยบำรุงครรภ์ หรือรับประทานอาหารที่มีโภชนาการที่ไม่ดี ก็อาจมีแนวโน้มที่จะทำให้น้ำหนักเด็กน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานและอาจมีขนาดตัวเล็ก นอกจากนี้ คุณแม่ที่มีปัญหาสุขภาพในระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ก็อาจมีแนวโน้มที่จะทำให้น้ำหนักเด็กมากกว่าเกณฑ์มาตรฐานได้เช่นกัน ความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น ดาวน์ซินโดรม กลุ่มอาการนูแนน (Noonan Syndrome) กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ (Turner Syndrome) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของยีนในร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและน้ำหนักเด็ก เพศ เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายจะมีน้ำหนักไม่เท่ากัน ซึ่งโดยปกติเด็กแรกเกิดเพศหญิงมักมีน้ำหนักน้อยกว่าเด็กแรกเกิดเพศชาย การให้เด็กกินนมแม่หรือนมผง ในช่วงปีแรกน้ำหนักเด็กที่กินนมแม่จะน้อยกว่าเด็กที่กินนมผง เนื่องจากสารอาหารและส่วนประกอบในนมที่แตกต่างกัน และเมื่อผ่านไปจนอายุประมาณ […]

สีอุจจาระลูก บอกอะไรได้บ้าง?

สีอุจจาระลูก บอกอะไรได้บ้าง?

หมายเหตุ

เครื่องมือสุขภาพนี้เป็นเพียงเครื่องมือตรวจวัดเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ แต่ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ใช้วินิจฉัยโรคแต่อย่างใด เราแนะนำให้คุณปรึกษาแพทย์หากมีปัญหาด้านสุขภาพ หากมีปัญหาสุขภาเร่งด่วน เราแนะนำให้คุณรีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด คุณสามารถอ่านข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและการแพทย์เพิ่มเติมได้ที่ www.hellokhunmor.com Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

babyPoop
การตั้งครรภ์

พื้นที่พูดคุยสำหรับคุณแม่

ถาม แชร์ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องการให้นม สุขภาพหลังคลอด และการดูแลลูกน้อยไปพร้อมกับคุณแม่คนอื่น ๆ