backup og meta

โกจิเบอร์รี่ ประโยชน์ และข้อควรระวังในการบริโภค

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย พลอย วงษ์วิไล


เขียนโดย ปัญญพัฒน์ เอี่ยมสิน · แก้ไขล่าสุด 27/04/2022

    โกจิเบอร์รี่ ประโยชน์ และข้อควรระวังในการบริโภค

    โกจิเบอร์รี่ คือผลไม้ที่มีลักษณะเป็นวงรีเล็ก ๆ มีผลสีส้มอมแดง สามารถรับประทานในรูปแบบผลสดหรืออบแห้ง หรืออาจนำมาประกอบอาหาร เช่น ซุป ชาสมุนไพร น้ำผลไม้ โกจิเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี และธาตุเหล็ก ที่อาจช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เข้ามาทำลายเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกาย และอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นไข้หวัดใหญ่และจอประสาทตาเสื่อมได้

    คุณค่าทางโภชนาการของโกจิเบอร์รี่

    โกจิเบอร์รี่ 100 กรัม มีพลังงาน 349 แคลอรี่ และมีสารอาหาร ดังต่อไปนี้

  • คาร์โบไฮเดรต 77.1 กรัม
  • โปรตีน 14.3 กรัม
  • แคลเซียม 190 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 48.4 มิลลิกรัม
  • นอกจากนี้ โกจิเบอร์รี่ยังมีวิตามินเอและธาตุเหล็ก ที่อาจช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มการลำเลียงออกซิเจนไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วทั้งร่างกาย อีกทั้งยังอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ให้สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้

    ประโยชน์ของโกจิเบอร์รี่

    โกจิเบอร์รี่ มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสรรพคุณของโกจิเบอร์รี่ในการส่งเสริมสุขภาพ ดังนี้

    • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

    โกจิเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซีที่มีคุณสมบัติช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคได้ จากการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างวิตามินซีและระบบภูมิคุ้มกัน ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients ปี พ.ศ. 2560 ระบุว่า วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและเซลล์ในร่างกาย และการบริโภควิตามินซีอย่างน้อย 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน อาจสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคที่อาจนำไปสู่การเจ็บป่วยได้

    นอกจากนี้ ยังมีอีกการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Medicinal Food ปี พ.ศ. 2552 ที่ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากการบริโภคน้ำโกจิเบอร์รี่ต่อระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำการทดลองในกลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่จำนวน 60 คน อายุเฉลี่ย 55-72 ปี โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้ดื่มน้ำโกจิเบอร์รี่ 120 มิลลิลิตร/วัน และกลุ่มที่ได้รับยาหลอกเป็นเวลา 30 วัน พบว่ากลุ่มที่ดื่มน้ำโกจิเบอร์รี่มีจำนวนเม็ดเลือดขาว และอิมมูโนโกลบูลิน จี (Immunoglobulin G) ที่เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาหลอกไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

    • อาจช่วยบำรุงสายตา

    โกจิเบอร์รี่มีวิตามินเอ รวมถึงลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ที่อาจช่วยปกป้องดวงตาจากการถูกอนุมูลอิสระทำลายเนื้อเยื่อและเซลล์ จนส่งผลให้การมองเห็นเปลี่ยนแปลง ตาแห้ง และเกิดโรคตาอื่น ๆ จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Clin Ophthalmo ปี พ.ศ. 2562 ที่ศึกษาเกี่ยวกับผลของการรับประทานอาหารเสริมวิตามินเอในระยะสั้นต่อฟิล์มน้ำตาในผู้ป่วย ที่มีอาการตาแห้ง จำนวน 30 คน อายุ 18-38 ปี โดยให้ผู้เข้ารับการทดสอบ รับประทานอาหารเสริมวิตามินเอ ขนาด 1,500 มิลิกรัม/วัน เป็นเวลา 3 วัน พบว่า การรับประทานอาหารเสริมวิตามินเอในระยะสั้นอาจช่วยคงความชุ่มชื้นของน้ำตาในดวงตา และช่วยลดอาการตาแห้งได้ แต่อาจไม่สามารถกระตุ้นให้ผลิตน้ำตาเพิ่มได้

    นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร ​​​Optometry and Vision Science  ปี พ.ศ.2554 ที่ได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของโกจิเบอร์รี่ต่อจุดภาพชัดของดวงตาและระดับของสารต้านอนุมูลอิสระในพลาสมา โดยให้ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี อายุ 65-70 ปี จำนวน 150 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับประทานโกจิเบอร์รี่ และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก เป็นเวลา 90 วัน พบว่า กลุ่มที่รับประทานโกจิเบอร์รี่มีระดับของซีแซนทีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของจอตา และมีระดับของสารต้านอนุมูลอิสระภายในเลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสามารถช่วยลดการสร้างเม็ดสีบริเวณส่วนกลางเรตินาของดวงตา และลดการสะสมของไขมันหรือที่เรียกว่าดรูเซน (Drusen) ซึ่งเป็นสารที่ส่งผลให้เกิดจุดสีเหลืองบริเวณจุดภาพชัดของตา ที่อาจนำไปสู่โรคจอประสาทตาเสื่อมได้

    • อาจช่วยลดน้ำตาลในเลือด

    การรับประทานโกจิเบอร์รี่อาจสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มระดับของอินซูลินในเลือดได้ ซึ่งอาจมีประโยชน์ต่อการควบคุมอาการของโรคเบาหวาน  จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Medicinal Chemistry ปี พ.ศ. 2558 ที่ทำการทดสอบประสิทธิภาพของของโกจิเบอร์รี่ต่อการต้านเบาหวานในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 67 ราย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับประทานโกจิเบอร์รี่ 30 คน และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก 37 คน เป็นเวลา 3 เดือน พบว่า กลุ่มที่ได้รับประทานโกจิเบอร์รี่มีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีระดับของอินซูลินในเลือดและระดับของคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) เพิ่มขึ้นอีกด้วย

    • อาจปรับปรุงการนอนหลับ

    การรับประทานโกจิเบอร์รี่อาจช่วยเพิ่มคุณภาพของการนอนหลับให้ดีขึ้น เนื่องจากโกจิเบอร์รี่อาจช่วยลดความวิตกกังวล และลดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและอาการทางจิตที่รบกวนต่อการนอนหลับ  การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Alternative and Complementary Medicine ปี พ.ศ. 2551 ได้ทำศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของน้ำโกจิเบอร์รี่ โดยสุ่มทดลองให้ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงดื่มน้ำโกจิเบอร์รี่ 120 มิลลิตร เป็นเวลา 14 วัน และให้ตอบแบบสอบถามเพื่อวัดผล พบว่า การรับประทานโกจิเบอร์รี่ อาจช่วยปรับปรุงการทำงานของระบบประสาทและจิตใจ ทำให้สามารถนอนหลับง่ายขึ้นและตื่นง่ายขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดความเหนื่อยล้าและความเครียดได้ อย่างไรก็ตาม อาจจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อยืนยันสรรพคุณของโกจิเบอร์รี่ในการช่วยเรื่องการนอนหลับ

    ข้อควรระวังในการบริโภคโกจิเบอร์รี่

    การรับประทานโกจิเบอร์รี่อาจมีความปลอดภัยหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม โกจิเบอร์รี่อาจส่งผลให้เกิดอาการแพ้ได้ ดังนั้น หากรับประทานโกจิเบอร์รี่เป็นครั้งแรก ควรรับประทานในปริมาณน้อยและหากสังเกตพบอาการแพ้ เช่น ผื่น อาการคัน คอบวม หายใจลำบาก ควรหยุดรับประทานในทันที และเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุด

    นอกจากนี้ โกจิเบอร์รี่อาจมีปฏิกิริยากับยารักษาโรคเบาหวาน ยาลดความดันโลหิต และยาต้านการแข็งตัวของเลือด อีกทั้งสตรีตั้งครรภ์อาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานโกจิเบอร์รี่ เนื่องจากมีสารบีเทน (Betaine) ที่อาจกระทบต่อสุขภาพของทารกในครรภ์และเพิ่มความเสี่ยงแท้งบุตร

    หมายเหตุ

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

    พลอย วงษ์วิไล


    เขียนโดย ปัญญพัฒน์ เอี่ยมสิน · แก้ไขล่าสุด 27/04/2022

    advertisement iconโฆษณา

    คุณได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่?

    advertisement iconโฆษณา
    advertisement iconโฆษณา