ขาแตกลาย เกิดจากการยืดขยายหรือหดตัวอย่างรวดเร็วของผิวหนังบริเวณขา เช่น ช่วงสะโพก น่อง รอยแตกลายมักพบที่บริเวณหน้าท้อง หน้าอก ต้นแขน สะโพก ก้น เป็นต้น ภาวะขาแตกลายไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่อาจส่งผลกระทบให้ขาดความมั่นใจในการแต่งกายได้ อย่างไรก็ตาม ขาแตกลายมักจางหายไปตามระยะเวลาและการดูแลผิวของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ การเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ เช่น การเลเซอร์ การผลัดเซลล์ผิว ก็อาจช่วยให้รอยแตกลายดูจางลงได้เร็วขึ้น
ขาแตกลาย คือ รอยริ้วบนผิวหนังบริเวณขา โดยเฉพาะต้นขา น่อง ที่เกิดจากผิวหนังยืดขยายหรือหดตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้โครงสร้างของคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวหนังเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน และเมื่อผิวหนังบริเวณนั้นซ่อมแซมตัวเอง อาจทำให้เกิดรอยแตกลายขึ้น โดยขาแตกลายอาจมีลักษณะเป็นริ้วหรือรอยแตกที่มีสีแตกต่างกันไปตามระยะเวลา เช่น ขาแตกลายในช่วงแรกจะมีสีแดง สีชมพูหรือสีม่วง และเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือนหรือเป็นปี รอยแตกลายจะกลายเป็นสีขาว ลักษณะริ้วรอยของขาแตกลายอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยแตกที่ขา และบางครั้ง อาจมีอาการคันร่วมด้วย ขาแตกลายสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย โดยปกติแล้วอาจดูจางลงตามกาลเวลา แต่การรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์อาจช่วยให้รอยแตกดูจางลงเร็วขึ้นได้
ปัจจัยที่อาจส่งผลให้เกิดขาแตกลายได้ อาจมีดังนี้
- การเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
- การเพิ่มน้ำหนักและลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว รวมถึงผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน
- การตั้งครรภ์ เนื่องจากกล้ามเนื้อขยายตัว จึงมักทำให้เกิดขาแตกลาย และมักพบรอยแตกลายที่หน้าท้องด้วย
- การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน เนื่องจากยาสเตียรอยด์อาจทำให้การผลิตคอลลาเจนที่ผิวหนังลดลง และผิวสูญเสียความชุ่มชื้น จนผิวแห้ง และเสี่ยงแตกลายได้ง่ายขึ้น
- การออกกำลังกายบางรูปแบบ เช่น เพาะกาย ยกน้ำหนัก อย่างผิดวิธีหรือหักโหมเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อนูนขึ้น และเกิดรอยแตกลายได้
- ปัญหาสุขภาพ เช่น
โรคอ้วน โรคคุชชิง (Cushing’s syndrome) เป็นความผิดปกติของฮอร์โมนที่เกิดจากร่างกายมีฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงกว่าปกติ มาร์แฟนซินโดรม (Marfan Syndrome) เป็นโรคที่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน โรคหนังยืดผิดปกติ (Ehlers-Danlos Syndrome หรือ EDS) ผิวหนังสามารถยืดได้มากกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายผลิตคอลลาเจนบกพร่อง นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดรอยแตกลายที่ขาได้ เช่น การผ่าตัด การใช้ยาคุมกำเนิด
ขาแตกลายอาจรักษาได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
- การทาครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) เรตินอยด์ (Retinoid) อาจช่วยให้ขาแตกลายระยะแรกจางลงได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ครีมเรตินอยด์ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอก่อนทาครีมบำรุงผิว
- การรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง โดยคุณหมอผิวหนังอาจแนะนำการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวหนังของแต่ละบุคคล วิธีรักษาขาแตกลายที่คุณหมอนิยมใช้ เช่น
การเลเซอร์ การรักษาด้วยเลเซอร์มีหลายประเภท เช่น เลเซอร์ที่ทำให้ผิวลอก (Ablative Laser) เป็นการลอกผิวหนังชั้นนอกออกทั้งหมด อย่างเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เลเซอร์ที่ไม่ทำให้ผิวลอก (Nonablative Laser) อย่างเลเซอร์เอ็นดี แย็ก (Nd YAG Laser) เลเซอร์ไอพีแอล (IPL Laser) เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเซลล์ผิวใหม่ การรักษาด้วยเลเซอร์อาจทำหลายครั้งจึงจะเห็นผล การผลัดเซลล์ผิว เป็นการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และเพื่อกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา วิธีที่อาจช่วยป้องกัน หรือลดความเสี่ยงในการเกิดขาแตกลายได้ เช่น
- การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยควบคุมน้ำหนักตัวให้คงที่ ไม่ให้รูปร่างหรือสรีระเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนเกินไป หากต้องการเพิ่มหรือลดน้ำหนัก ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อให้ทราบวิธีลดหรือเพิ่มน้ำหนักที่ส่งผลเสียต่อผิวหนังและสุขภาพโดยรวมน้อยที่สุด
- การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างหลากหลายและสมดุลตามปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เพื่อเสริมความแข็งแรงให้ร่างกาย และลดความเสี่ยงที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- หากอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ อาจทาครีมที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง และอาจช่วยป้องกันการเกิดรอยแตกลายที่ขาและบริเวณอื่น ๆ ได้