ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น

การรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น สามารถช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สนับสนุนการเติบโตและพัฒนาการในระยะยาวของพวกเขาได้ ค้นหาข้อมูลที่ได้รับการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญจาก ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

หัวข้อ ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น เพิ่มเติม

ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น

ลูกน้อยอาเจียนเป็นเลือด คือ อาการที่ทารกสำรอกเศษเลือดออกมาจากปาก หรือมีน้ำลายไหลโดยมีเลือดติดออกมาด้วย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยอาเจียนนั้นแตกต่างกันออกไป มักเป็นอาการที่เกิดขึ้นหลังคลอด หรือการที่คุณแม่ให้นมแล้วหัวนมแตกจนมีเลือดปนออกมาเมื่อลูกอาเจียน อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการอาเจียนเป็นเลือด เพื่อจะได้สังเกตและดูแลลูกน้อยได้อย่างถูกวิธี ลูกน้อยอาเจียนเป็นเลือด เป็นเรื่องปกติหรือไม่ ลูกอาเจียนเป็นเลือด คืออาการที่ทารกสำรอกออกมาเป็นเลือด หรือมีเลือดปนมาด้วย ทั้งนี้อาจเกิดขึ้นได้ในหลายกรณี เช่น อาจเกิดจากการที่ทารกกลืนเลือดของคุณแม่ระหว่างการคลอดเข้าไป โดยภาวะนี้สังเกตได้จากของเหลวที่มีสีแดง หรือสีชมพู ซึ่งจะเกิดกับทารกในช่วง 2-3 วันแรกหลังจากทารกคลอด หรือทารกกลืนเลือดของคุณแม่ที่มีอาการหัวนมแตกเข้าไป ทำให้เมื่อสำรอกอาจมีเลือดจากหัวนมแตกปนออกมาด้วย แต่ในทั้ง 2 กรณีนี้ ลักษณะของอาเจียนเป็นเลือดจะเป็นเพียงเศษเลือดเล็กน้อยเท่านั้น ปกติแล้วหากทารกอาเจียนเป็นเลือดในกรณีดังกล่าว มักไม่น่ากังวล แต่หากลูกน้อยอาเจียนเป็นเลือดร่วมกับมีไข้ ท้องบวม มีผื่นขึ้น มีอาการเซื่องซึม หรือร้องไห้งอแงไม่หยุดขณะที่อาเจียนเป็นเลือด ควรพาลูกน้อยไปหาคุณหมอในทันที เพราะอาจมีปัญหาภาวะสุขภาพอย่างอื่นเป็นสาเหตุร่วมด้วย สาเหตุที่ทำให้ ลูกอาเจียนเป็นเลือด อาจมีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ลูกน้อยอาเจียนเป็นเลือดและมักมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไปในทารกแต่ละคน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยอาเจียนมีเลือดปนนั้น มีดังนี้ หัวนมแตกทำให้ ลูกอาเจียนเป็นเลือด อาการหัวนมแตกเป็นเรื่องปกติสำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตร โดยเฉพาะคุณแม่ที่เริ่มให้นมบุตรจะมีอาการระคายเคืองที่หัวนมจากแรงดึง แรงกด หรือเนื่องจากผิวหนังสัมผัสกับน้ำลาย อาการอาจแย่มากจนผิวหนังแตก และมีเลือดออก ทำให้มีเลือดปะปนไปกับน้ำนมที่ลูกกิน และทำให้ลูกอาเจียนเป็นเลือด หากไม่เห็นรอยแตกใด ๆ แต่ลูกอาเจียนเป็นเลือด ให้ลองตรวจนำน้ำนมมาตรวจดูว่ามีเลือดปนหรือไม่ ในกรณีที่คุณแม่สังเกตเห็นเลือดในน้ำนมแม่ ให้นำน้ำตาล หรือน้ำเปล่าป้อนให้แก่ลูกน้อยของคุณหลังกินนมเสร็จ เพื่อเจือจางเลือดในท้องของเด็ก และโปรดหยุดให้นมลูกทางหัวนมที่แตกเป็นเวลา 2-3 […]

ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น

เรื่องของสายตานั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับสายตามักจะรักษาหรือแก้ไขได้ยาก สำหรับเด็กๆ แล้วดูหมือนเรื่องสายตาสั้นจะเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย แล้วเมื่อถึงเวลาจะต้อง เลือกแว่นสายตาให้ลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกอย่างไร ทาง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝากกันในบทความนี้ วิธี เลือกแว่นสายตาให้ลูกน้อย การชักชวนให้ลูกน้อยสวมใส่แว่นสายตาในทุกๆ วัน ดูเหมือนจะเรื่องที่ยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้น การใส่ใจรายละเอียด และการเลือกแว่นสายตาให้เหมาะสมกับพวกเขา อาจจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณอยากสวมแว่นสายตาขึ้นมาก็ได้ และวิธีการ เลือกแว่นสายตาให้ลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ ดังนี้ ปรึกษาจักษุแพทย์ โดยส่วนใหญ่แล้วทางจักษุแพทย์จะเป็นคนวัดค่าสายตาและออกใบสั่งยาให้ ดังนั้น การตรวจสอบปัญหา และปรึกษาเพื่อหาข้อสรุปกับจักษุแพทย์ให้ถี่ถ้วนเสียก่อน เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากรอบแว่นสายตาพอดี ในกระบวนการเลือกแว่นสายตา คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจกับการเลือกกรอบแว่น เช่น กรอบแว่นของลูกน้อยควรจะมีความพอดี ต้องไม่บีบหูหรือบีบจมูกมากเกินไป สำหรับส่วนที่จะต้องสัมผัสกับผิวบนใบหน้าก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดการระคายเคืองต่อผิวของลูกน้อย โดยส่วนใหญ่แล้วแว่นสายตาที่จะใส่สบายสำหรับเด็กก็คือ แว่นสายตาที่ทำจากยางและมีห่วงพันรอบศีรษะ เพื่อป้องกันไม่ให้แว่นตาหล่นและทำให้ยากต่อการถอด ที่สำคัญหากวัสดุแว่นมีน้ำหนักเบา จะยิ่งเพิ่มความสบายในการสวมใส่เป็นระยะเวลานาน ๆ อีกด้วย ควรเลือกแว่นที่มีดีไซน์ทันสมัยและมีคุณสมบัติที่น่าสนใจ เด็กส่วนใหญ่จะมีแว่นสายตาเป็นของตัวเองครั้งแรก ดังนั้น การเลือกกรอบแว่นให้มีสไตล์ที่ทันสมัยและน่าสนใจจะสามารถช่วยดึงดูดพวกเขาได้ นอกจากนี้คุณสมบัติต่างๆ ของเลนส์ก็เป็นส่วนที่สำคัญ เช่น เลนส์เปลี่ยนสีอัตโนมัติเมื่ออยู่กลางแสงแดดหรือในที่มืด สิ่งเหล่านี้อาจช่วยดึงดูดใจให้ลูกน้อยอยากสวมแว่นสายตาได้ ทำอย่างไรให้ลูกรู้สึกคุ้นชินกับการสวมแว่นสายตา เริ่มต้นอย่างช้าๆ ควรให้ลูกน้อยสวมแว่นสายตาเป็นระยะเวลาสั้นเสียก่อน อาจจะให้สวมในขณะที่นั่งทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเขาคุ้นชินกับแว่นสายตา ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน การใส่แว่นสายตาและถอดแว่นสายตาของลูกน้อยควรทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน การกระตุ้นให้พวกเขาสวมแว่นในตอนเช้าเมื่อแต่งตัวเสร็จแล้ว และถอดในเวลากลางคืนก่อนเข้านอน คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นคนคอยกระตุ้นให้พวกเขาทำจนเกิดความเคยชิน บอกถึงข้อดีของการสวมแว่นสายตาให้พวกเขารู้ การบอกถึงด้านดีของการสวมแว่นสายตาให้ลูกน้อยได้รู้ ถือเป็นการเสริมสร้างแรงจูงใจ บอกให้พวกเขาอยากสวมใส่แว่นตา บางครั้งการพูดชมหรือให้ของขวัญก็อาจจะเป็นการสร้างความพึงพอใจให้พวกเขาอยากจะสวมใส่แว่นสายตาได้ คุณสมบัติของแว่นสายตาที่ดี […]

ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น

โรคหลอดเลือดหัวใจเกิน (Patent ductus arteriosus; PDA) เป็นความผิดปกติของหัวใจที่พบได้บ่อยในทารกที่คลอดก่อนกำหนด ส่งผลให้มีเลือดส่งไปที่ปอดมากกว่าปกติ และอาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และเจริญเติบโตช้า โรคหลอดเลือดหัวใจเกิน คืออะไร โรคหลอดเลือดหัวใจเกิน เกิดจากการที่หลอดเลือดแดงหัวใจดักตัสอาร์เทอริโอซัส (Ductus Arteriosus) ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบหมุนเวียนโลหิตปิดไม่สนิทหลังจากที่ทารกคลอด ความผิดปกติดังกล่าวนี้ส่งผลให้เลือดส่งไปที่ปอดมากกว่าปกติ โดยส่วนใหญ่โรคนี้มักพบบ่อยในทารกคลอดก่อนกำหนด และอาจพบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย [health-tool template="vaccination-tool"] สาเหตุใดที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเกิน โรคหลอดเลือดหัวใจเกินพบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย  โดยอาจเกิดจากสาเหตุ ดังต่อไปนี้ การคลอดก่อนกำหนด ความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น อาการดาวน์ซินโดรม ทารกที่เกิดจากแม่ที่เป็นโรคหัดเยอรมัน ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ [engage-subot id="522"] อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจเกิน หากทารกมีอาการดังต่อไปนี้ แสดงว่าอาจเข้าข่ายต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเกิน คุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อรับการวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง หายใจเร็ว รับประทานอาหารได้น้อย หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกขณะรับประทานอาหาร อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เจริญเติบโตช้ากว่าปกติ วิธีการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจเกิน สำหรับวิธีการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจเกิน จะขึ้นอยู่กับสาเหตุและอาการของแต่ละคน  โดยมีวิธีการรักษาดังต่อไปนี้ ตรวจเช็กอาการ  ในเบื้องต้นทารกที่คลอดก่อนกำหนด แพทย์จะทำการตรวจเช็กอาการของทารก ในระยะ 2 ปีแรก เพื่อให้มั่นใจว่าหลอดเลือดหัวใจของทารกปิดเรียบร้อยดีแล้ว รักษาด้วยยา หากภายในระยะเวลา 2 ปี พบว่าหลอดเลือดหัวใจของทารกยังไม่ปิด แพทย์อาจจ่ายยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น อินโดเมทาซิน […]

ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น

ขาโก่ง เป็นอาการเกี่ยวกับกระดูกขาที่พบได้ในวัยทารก และมักสร้างความวิตกกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากความเชื่อตั้งแต่สมัยโบราณ ทำให้หลายครอบครัวเลือกวิธีแก้อาการขาโก่งด้วยตัวเองแทนการปรึกษาแพทย์ แท้ที่จริงแล้วอาการขาโก่งนั้นร้ายแรงหรือไม่ จะป้องกันได้ไหม มีวิธีการรักษาอย่างไร คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองควรศึกษาอาการขาโก่งให้เข้าใจมากขึ้นเพื่อจะได้ปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทำความรู้จักอาการ ขาโก่ง (Bowlegs) ขาโก่ง (Bowlegs)  คือลักษณะอาการเมื่อยืนเท้าชิดกันแต่ช่วงหัวเข่าจะโค้งแยกออกจากกัน ส่วนใหญ่มักพบในวัยทารกและจะหายได้เองตามธรรมชาติเมื่อเด็กเริ่มมีอายุระหว่าง 12-18 เดือน ขาเด็กจะเริ่มเหยียดตรงเป็นปกติ ไม่จำเป็นต้องรับการรักษา อย่างไรก็ตาม ลักษณะอาการดังกล่าวนี้อาจเป็นสัญญาณของอาการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคกระดูกอ่อน โรคข้ออักเสบในหัวเข่าและสะโพก ตรวจสอบอาการขาโก่ง คุณพ่อคุณแม่จะรู้ได้อย่างไรว่า อาการขาโก่งของลูกนั้นเกิดจากธรรมชาติ หรืออาจเกิดความผิดปกติจากอาการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ  โดยทั่วไป สามารถสังเกตได้ง่ายๆ ดังนี้ อาการขาโก่งตามธรรมชาติ เมื่อเด็กทารกคลอดออกมาใหม่ๆ คุณแม่จะสังเกตได้ว่าเข่าทั้งสองข้างของลูกจะห่างกัน แม้ว่าข้อเท้าจะชิดกัน ซึ่งอาการดังกล่าวนี้เป็นเรื่องปกติในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 เดือน  อย่างไรก็ตาม หากลูกน้อยมีอาการขาโก่งจนถึงอายุ 3 ขวบ นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงอาการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปปรึกษาคุณหมอเพื่อเข้ารับการวินิจฉัยโรคและรับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม อาการขาโก่งแบบผิดปกติ (ความผิดปกติจากอาการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ) หากผู้ป่วยมีอาการขาโก่ง อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังต่อไปนี้ โรคเบล้าท์ (Blount’s Disease) เป็นความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกหน้าแข้ง ซึ่งส่วนใหญ่มักพบในเด็กที่มีภาวะอ้วน กระดูกพัฒนาผิดรูป กระดูกหัก แล้วได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง โรคกระดูกอ่อน (Rickets) กระดูกเปราะบางเนื่องจากร่างกายขาดวิตามินดี คุณหมอมีคำตอบ อาการขาโก่งในทารกสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องได้รับการรักษา แต่หากเกิดจากอาการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ […]

ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น

เขย่าทารก เป็นพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดภาวะ Shaken Baby Syndrome เพราะเมื่อคุณพ่อคุณแม่เล่นกับลูกน้อยด้วยการจับลูกเขย่า หรือเขย่าเพื่อให้ลูกหยุดร้อง อาจส่งผลให้เกิดเลือดออกในสมอง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กทารกที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี Shaken Baby Syndrome เกิดจากอะไร เขย่าทารก เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ Shaken Baby Syndrome พบในเด็กทารกวัย 3 – 8 เดือน เพราะแรงเขย่านั้นส่งผลให้เนื้อสมองเกิดการกระแทกกับผนังกะโหลกศีรษะ โดยสมองของเด็กวัยนี้จะมีน้ำในช่องสมองมากกว่าเนื้อสมอง เมื่อเขย่าตัวเด็กแรงๆ เนื้อสมองจึงเกิดการแกว่งไปแกว่งมาแล้วกระแทกกับกะโหลก จนทำให้เนื้อสมองเกิดความบอบช้ำเสียหาย เพราะเหตุใดจึงห้าม เขย่าทารก สมองของเด็กทารกนั้นมีขนาดใหญ่ อีกทั้งกล้ามเนื้อคอก็ยังไม่แข็งแรงมากพอต่อการพยุงศีรษะได้ ดังนั้นการเขย่าทารกอย่างรุนแรงจะทำให้เนื้อสมองกระทบกระแทกกับกะโหลกศีรษะ ส่งผลให้เส้นเลือดที่หุ้มสมองอันบอบบางนั้นเกิดการฉีกขาดได้ จนกระทั่งเกิดภาวะเลือดออกจากสมองที่เป็นอันตราย อาการที่เกิดจากการเขย่าทารก เมื่อเด็กทารกถูกเขย่าตัวแรง ๆ อาจเกิดบาดแผลภายในที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตจากความผิดปกติบางอย่าง เช่น ซึม ไม่กินนม อาเจียน  ร้องไห้งอแงตลอดเวลา หายใจลำบากจนกระทั่งไม่สามารถตอบสนองต่อเสียงเรียกได้ ซึ่งเป็นอาการที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจมีอาการรุนแรงขึ้นจนถึงเสียชีวิตได้ การกระทำแบบไหนที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรระวัง เพื่อป้องกันการเกิด Shaken Baby Syndrome คุณพ่อคุณแม่และผู้ใหญ่ที่ต้องการเล่นกับเด็กทารกควรหลีกเลี่ยงการกระทำเหล่านี้ จับตัวทารกเหวี่ยงไปมา การจับตัวทารกเหวี่ยงไปมาแรง ๆ จนหัวสั่นคลอน ย่อมส่งผลต่อสมองของทารก […]

ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น

ถึงแม้ โรคโมยาโมยา จะเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก และยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่ก็สามารถส่งผลอันตรายร้ายแรงแก่ลูกน้อยของคุณได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายควรศึกษาไว้ จากบทความนี้ที่ Hello คุณหมอได้นำมาฝากกัน รู้จักกับ โรคโมยาโมยา ที่คุณพ่อคุณแม่ศึกษาไว้ โรคโมยาโมยา (Moyamoya disease) ในภาษาญี่ปุ่นนั้นแปลได้ว่า กลุ่มควัน สาเหตุที่เรียกเช่นนี้ เป็นเพราะผนังหลอดเลือดแดงภายในสมองหนาขึ้นจนเกิดการอุดตัน ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนที่จำเป็นไปเลี้ยงสมองลดลง แต่ก็ยังคงมีเส้นเลือดกลุ่มอื่นๆ ที่คอยสนับสนุนโดยการลำเลียงเลือดเข้าไปช่วย จนเกิดเป็นกลุ่มก้อนบริเวณรอบๆ คล้ายกลุ่มควันลอยตัว ส่วนใหญ่โรคโมยาโมยาพบได้มากทางด้านแถบเอเชียตะวันออก และสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกับเด็ก 5-10 ขวบขึ้นไป โรคนี้จะไม่ได้แสดงอาการในทันที แต่ค่อยๆ เป็นไปอย่างช้าๆ ตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 หลอดเลือดแดงคาโรทิด (carotid arteries) เริ่มมีการจำกัดการลำเลียงเลือด ขั้นที่ 2 หลอดเลือดมีผนังที่ขยายใหญ่ขึ้นจนเกิดการอุดตันขึ้น ขั้นที่ 3 มีแรงกดจากผนังที่หนาขึ้นจนทำให้การไหลเวียนเลือดของสมองส่วนหน้าและส่วนกลางลดลง ขั้นที่ 4 การอุดตันหลอดเลือดลุกลามไปยังสมองส่วนหลัง ขั้นที่ 5 สมองทุกส่วนเกิดการขาดเลือดและก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยง ขั้นที่ 6 เป็นการอุดตันของหลอดเลือดแดงคาโรคทิดทั้งภายในและภายนอกโดยสมบูรณ์ หากคุณพ่อคุณแม่ชะล่าใจ หรือประมาทแม้แต่เล็กน้อย อาจทำให้ลูกรักของคุณสูญเสียการทำงานของร่างกายอย่างถาวร ยากที่จะคืนสภาพกลับมาเป็นดังเดิม  อาการที่บ่งบอกว่าลูกน้อยของคุณควรเข้าปรึกษาแพทย์ อาการปวดศีรษะ เป็นไข้ร่วมด้วย อาการชัก อัมพาตส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น แขน ขา ใบหน้า การมองเห็นผิดปกติ ความพิการทางสมอง พัฒนาการของเด็กล่าช้า ทั้งนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่สัมพันธ์กับโรคโมยาโมยา […]

ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น

ถึงแม้ โรคปอมเป จะเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากกับทารก หรือลูกน้อยของคุณ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถประมาทได้ เพราะโรคนี้มีความรุนแรงสูง เสี่ยงต่อสุขภาพร่างกายของเด็กแรกเกิดอย่างมาก วันนี้ Hello คุณหมอ ขอพาคุณพ่อคุณแม่ทุกคน มาทำความรู้จักลักษณะอาการเพื่อให้ลูกรักได้รับการรักษาอย่างเท่าทัน ทำความรู้จักกับ โรคปอมเป ก่อนจะสายเกินแก้ โรคปอมเป (Pompe Disease) เป็นภาวะทางพันธุกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้อของทารกอ่อนแรง ซึ่งเกิดจากการขาดเอนไซม์ในการย่อยสลายโมเลกุลขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า ไกลโคเจน (glycogen) นอกจากจะไปทำลายระบบกล้ามเนื้อแล้ว ยังสามารถทำให้ระบบหายใจบกพร่อง และสร้างความเสียหายไปยังตับได้อีกด้วย ประเภทของโรคปอมเปแบ่งออกเป็น 3 ประเภท หรือตามช่วงอายุ ดังนี้ ชนิดที่เริ่มเป็นตอนแรกเกิด (Classic infantile-onset) ชนิดที่เริ่มตั้งแต่ในวัยทารก (Non-classic infantile-onset) ซึ่งอาจยังไม่แสดงอาการมากนัก แต่จะค่อยๆ ปรากฎขึ้นเมื่อทารกมีอายุได้ 1 ปี ชนิดที่เริ่มเป็นในวัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่ (Late-onset) ชนิดนี้มีความรุนแรงน้อยลงกว่า 2 ชนิดแรก และอาจเริ่มมีอาการหลังอายุ 1 ปี หรือช่วงวัยรุ่น จนไปถึงวัยผู้ใหญ่ได้ อาการที่บ่งบอกว่าลูกน้อยคุณควรเข้ารับการรักษา อย่างเร่งด่วน คุณพ่อคุณแม่สามารถเช็กอาการของลูกได้ตั้งแต่กำเนิด หากพบความผิดปกติ ควรรีบขอคำแนะนำแนวทางการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์โดยทันที อาการแรกเริ่มของทารกนั้นมี ดังต่อไปนี้ กล้ามเนื้ออ่อนแรง พบข้อบกพร่องเกี่ยวกับหัวใจในเด็ก ปัญหาการหายใจผิดปกติ ปัญหาการได้ยิน ควบคุมศีรษะ และบริเวณต้นคอได้ไม่ดี น้ำหนักไม่เพิ่มตามเกณฑ์ ลิ้นขยายใหญ่ ตับโต ส่วนอาการในช่วงวัยรุ่น และผู้ใหญ่นั้น มักจะมีอัตราการหายใจถี่ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ เคลื่อนไหวร่างกายลำบากไม่คล่องตัว […]

ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น

ไบโพลาร์ในเด็ก อาจสังเกตได้จากอาการอารมณ์แปรปรวนผิดปกติ สมาธิสั้น หุนหันพลันแล่น ก้าวร้าว หงุดหงิดง่าย หรือมีพฤติกรรมที่ดปลี่ยนแปลงไป คุณพ่อคุณแม่ควรคอยสังเกตอาการของลูก และปรึกษาคุณหมอเพื่อหาวิธีการรับมือกับโรคไบโพลาร์ในเด็กอย่างเหมาะสม อาการของไบโพลาร์ในเด็ก โรคไบโพลาร์ในเด็ก เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกเพศ ทุกวัย โรคไบโพลาร์ในเด็กสามารถทำให้อารมณ์ของพวกเขามีความแปรปรวน ตั้งแต่ระดับสูงจนถึงระดับต่ำ พวกเขาอาจมีอาการสมาธิสั้น อาการสงบ หรือบางครั้งก็เกิดภาวะซึมเศร้า ซึ่งอาการอารมณ์แปรปรวนในเด็ก ๆ ถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่หากเด็ก ๆ มีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญานที่บ่งบอกว่าเขามีอาการโรคไบโพลาร์ มีอารมณ์แปรปรวนที่รุนแรง แตกต่างจากอารมณ์แปรปรวนตามปกติที่เกิดขึ้นในทุก ๆ วัน มีอาการสมาธิสั้น มีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น ก้าวร้าว หรือมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม มีปัญหาในการนอนหลับ หรือเป็นโรคนอนไม่หลับ มีอารมณ์หงุดหงิด เกือบทั้งวันในช่วงที่มีอาการซึมเศร้า มีความคิดที่อยากฆ่าตัวตาย พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเพศหรือแสดงพฤติกรรมที่มีความสนใจทางเพศ รู้สึกไร้ค่า มีอาการร่าเริงผิดปกติ หรือมีพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผล ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดไบโพลาร์ในเด็ก ยังไม่มีความชัดเจนถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ไบโพลาร์ในเด็ก แต่ปัจจัยหลาย ๆ อย่างอาจเพิ่มความเสี่ยงของเด็กในการพัฒนาความผิดปกตินี้ เช่น พันธุกรรม การที่คนในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคไบโพลาร์ เป็นหนึ่งในความน่าจะเป็นที่เป็นความเสี่ยง ที่ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด หากสมาชิกในครอบครัวคนอื่นมีความผิดปกติของโรคไบโพลาร์ เด็กที่เกิดมาก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะมีอาการโรคไบโพลาร์ ปัญหาระบบประสาท โครงสร้างของสมองหรือการทำงานของสมอง ที่มีความผิดปกติสามารถทำให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาเป็นโรคไบโพลาร์ได้ สภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมที่เจอในชีวิตประจำวันก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไบโพลาร์ได้ หากเด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเครียด กดดัน ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไบโพลาร์ บาดแผลทางจิตใจ การมีเหตุการณ์ในวัยเด็กที่ไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้นซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง […]


กำลังมองหาเรื่องราวในการเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่?

เข้าร่วมชุมชนการเลี้ยงดูบุตรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และคุณพ่อคนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!