home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

บูเดโซไนด์ (Budesonide)

ข้อบ่งใช้ บูเดโซไนด์|ข้อควรระวังและคำเตือน|ผลข้างเคียง|ปฏิกิริยาของยา|ขนาดยา
บูเดโซไนด์ (Budesonide)

ข้อบ่งใช้ บูเดโซไนด์

บูเดโซไนด์ ใช้สำหรับ

ยาบูเดโซไนด์ (Budesonide) มักใช้เพื่อรักษาสภาวะบางอย่างของลำไส้ เช่น โรคโครห์น (Crohn’s Disease) หรือโรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผล (Ulcerative Colitis) ยาชนิดนี้ไม่สามารถรักษาอาการเหล่านี้ให้หายขาด แต่สามารถลดอาการของโรคลงได้ เช่น อาการปวดท้อง ท้องร่วง เป็นต้น ยาบูเดโซไนด์เป็นยาลดการอักเสบ หรือคอร์ติโคสเตียรอยด์ฮอร์โมน (corticosteroid hormone) ทำงานโดยการลดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

วิธีการใช้ บูเดโซไนด์

  • รับประทานยานี้พร้อมกับอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหาก โดยปกติแล้วคือวันละครั้งในตอนเช้า รับประทานยาพร้อมกับดื่มน้ำเต็มแก้ว (8 ออนซ์/240 มล.) เว้นแต่ว่าแพทย์จะเปลี่ยนแปลงปริมาณ
  • กลืนยาลงไปทั้งเม็ด อย่าบดเคี้ยว หรือแบ่งครึ่งยา เพราะจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงได้ หากคุณใช้ยาแบบออกฤทธิ์นาน
  • ขนาดยาและระยะเวลาในการรักษานั้น ขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ การตอบสนองต่อการรักษา และอายุ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานเกรปฟรุต หรือดื่มน้ำเกรปฟรุต ขณะที่กำลังใช้ยานี้ เว้นแต่ว่าแพทย์จะอนุญาต เพราะเกรปฟรุตนั้นอาจเพิ่มปริมาณของยาบางชนิดในร่างกายคุณได้
  • หากคุณกำลังรับประทานยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดอื่นอยู่ เช่น ยาเพรดนิโซโลน (prednisone) คุณไม่ควรหยุดใช้ยานั้น เว้นแต่ว่าแพทย์จะสั่งเนื่องด้วยสภาวะบางอย่าง เช่น โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ และอาจทำให้คุณมีอาการปวดศีรษะ เหนื่อยล้า คลื่นไส้ หรือมีอาการแย่ลงได้ หากหยุดใช้ยากะทันหัน ในบางครั้งแพทย์อาจสั่งให้คุณค่อย ๆ ลดขนาดยาเดิมของคุณลง เมื่อคุณเปลี่ยนมาใช้ยาบูเดโซไนด์ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และรายงานในทันทีหากมีอาการถอนยาเกิดขึ้น
  • รับประทานยานี้เป็นประจำตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้รับประโยชน์สูงสุดจากยา และเพื่อให้ง่ายต่อการจำควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน อย่าเพิ่มขนาดยา ใช้ยาบ่อยเกินกำหนด หรือนานกว่าที่แพทย์สั่ง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้

การเก็บรักษา บูเดโซไนด์

  • ควรเก็บในอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย
  • เก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
  • ไม่ควรทิ้งบูเดโซไนด์ลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน

บูเดโซไนด์บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน ตรวจสอบฉลากข้างบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามแพทย์และเภสัชกรเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ บูเดโซไนด์

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์ทราถึงอาการเหล่านี้

  • หากคุณกำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • หากคุณกำลังใช้ยาอื่นอยู่ร่วมด้วย รวมทั้งยาที่หาซื้อได้เอง เช่น ยาที่จำหน่ายโดยแพทย์ ยาที่หาซื้อได้เองโดยเภสัชกร และสมุนไพรอื่นๆ
  • มีประวัติการแพ้สารออกฤทธิ์หรือไม่ออกฤทธิ์ของยาบูเดโซไนด์ หรือยาอื่นๆ
  • ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคต่อไปนี้คือ โรคต้อกระจก ความดันโลหิตสูง โรคตับ ปัญหาเกี่ยวกับไทรอยด์ โรคเบาหวาน ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะหรือลำไส้ เช่น โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ (diverticulitis) หรือมีบาดแผลในกระเพาะหรือลำไส้ โรคกระดูกพรุน (osteoporosis) มีการติดเชื้อในอดีตหรือปัจจุบัน เช่น วัณโรค ผลการตรวจคัดกรองวัณโรคเป็นบวก ติดเชื้อเริม ติดเชื้อรา สภาวะทางด้านจิตใจ หรืออารมณ์ เช่น วิกลจริต วิตกกังวล โรคซึมเศร้า
  • การใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานาน สามารถทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความตึงเครียดทางกายภาพได้ยากขึ้น ดังนั้น ก่อนการผ่าตัด หรือการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน หรือหากคุณมีอาการป่วยหรือบาดเจ็บที่รุนแรง ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่า คุณกำลังใช้ยานี้ หรือเคยใช้ยานี้ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
  • การดื่มสุราเป็นประจำขณะใช้ยานี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกในกระเพาะ ควรจำกัดปริมาณของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร
  • ยานี้อาจบดบังสัญญาณของการติดเชื้อได้ และอาจทำให้มีโอกาสคุณติดเชื้อมากขึ้น หรือทำให้การติดเชื้อที่เป็นอยู่แย่ลง ดังนั้น จึงควรล้างมือให้สะอาดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่มีอาการติดเชื้อที่อาจแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น เช่น โรคอีสุกอีใส โรคหัด ไข้หวัดใหญ่ โปรดปรึกษากับแพทย์ หากคุณเคยสัมผัสกับการติดเชื้อ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

ยาบูเดโซไนด์อาจทำให้วัคซีนทำงานได้ไม่ดีตามปกติ ดังนั้น จึงไม่ควรกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือฉีดวัคซีนขณะที่ใช้ยานี้ โดยไม่ปรึกษากับแพทย์ก่อน หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่พึ่งผ่านการรับวัคซีน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่สูดดมทางจมูก

ยานี้อาจชะลอการเจริญเติบโตของเด็กได้ หากใช้เป็นเวลานาน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ควรไปรับการตรวจกับแพทย์เป็นประจำ เพื่อวัดระดับส่วนสูง และการเจริญเติบโต

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

บูเดโซไนด์จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ หมวด B (ยาสูดพ่น) และ หมวด C (ยาเม็ดรับประทาน) โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาบูเดโซไนด์

อาการเหล่านี้ไม่ใช่อาการทั้งหมดของผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น โปรดติดต่อแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับผลข้างเคียง

  • ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคุณอ่อนแอลง และอาจลดความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับการติดเชื้อ หรือทำให้คุณมีโอกาสที่จะติดเชื้อที่รุนแรง เช่น ไอ เจ็บคอ เป็นไข้ หนาวสั่น
  • การใช้ยานี้เป็นเวลานานหรือใช้ซ้ำๆ อาจทำให้คุณติดเชื้อรา หรือยีสต์ในช่องปากได้ ติดต่อแพทย์ในทันทีหากคุณสังเกตเห็นคราบขาวในช่องปาก หรือสารคัดหลั่งจากช่องคลอดมีการเปลี่ยนแปลง
  • อาการเหนื่อยล้าผิดปกติ
  • ปัญหาในการมองเห็น
  • มีรอยช้ำหรือมีเลือดออกได้ง่าย
  • ใบหน้า ลิ้น ลำคอบวม
  • การเจริญเติบโตของเส้นขนผิดปกติ
  • มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ เช่น อารมณ์แปรปรวน ภาวะกระสับกระส่าย
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือปวดกล้ามเนื้อ
  • ผิวบางขึ้น แผลหายได้ช้า
  • หายใจติดขัด

โปรดจำไว้ว่าการที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาบูเดโซไนด์สามารถเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้ มีดังนี้

  • ยาอัลเดสลูคิน (Aldesleukin)
  • ยามิฟีพริสโตน (Mifepristone)
  • ยาที่สามารถทำให้เกิดการเลือดออกหรือรอยช้ำ รวมทั้งยาต้านเกล็ดเลือด เช่น ยาโคลพิโดเกรล (Clopidogrel)
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาดาบิกาแทรน (Dabigatran) หรือยาวาร์ฟาริน (Warfarin)
  • ยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) เช่น ยาแอสไพริน (Aspirin) เซเลโคซิบ (Celecoxib) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)

สำหรับยาแอสไพริน แพทย์อาจกำหนดให้คุณใช้ในขนาดยาที่ต่ำ เพื่อป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง (โดยปกติจะใช้ยาในขนาด 81-325 มก. ต่อวัน) และควรใช้ยาอย่างต่อเนื่อง

ยาบูเดโซไนด์อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรของคุณทราบทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาบูเดโซไนด์อาจทำปฎิกิริยากับอาหาร และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจะปรับเปลี่ยนประสิทธิภาพการทำงานของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงอื่นๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาบูเดโซไนด์อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการใช้ยานี้

ขนาดยา บูเดโซไนด์ สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคหอบหืด

เฟล็กแฮเลอร์ [FLEXHALER (R)]

  • ขนาดยาเริ่มต้นอยู่ที่ 360 ไมโครกรัม สูดดมเข้าทางปากวันละ 2 ครั้ง ผู้ป่วยบางรายอาจใช้ขนาดยาเริ่มต้นที่ 180 ไมโครกรัม วันละ 2 ครั้ง เช่นกันตามแพทย์กำหนด
  • ขนาดยาสูงสุด 720 ไมโครกรัม สูดดมเข้าทางปากวันละ 2 ครั้ง

เทอร์บูแฮเลอร์ [TURBUHALER(R)]

  • ขนาดยาเริ่มต้นอยู่ที่ 400 ถึง 2400 ไมโครกรัม แบ่งสูดดมเข้าทางปากทุกวัน
  • อาจมีการพิจารณาการให้ยาวันละครั้งสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวัน แต่ควรให้ยาในตอนเย็น

คำแนะนำ

  • การควบคุมโรคหอบหืดให้ดีขึ้น อาจเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง ประโยชน์สูงสุดมักจะเกิดขึ้นภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยแต่ละรายอาจเจอกับระยะเวลาเริ่มต้นที่ยาให้ผลการรักษา และระดับการบรรเทาอาการที่แตกต่างกัน
  • หากเกิดอาการหอบหืดขึ้น ควรใช้การใช้ยาพ่นขยายหลอดลม (Bronchodilators) แบบออกฤทธิ์เร็ว เพื่อบรรเทาอาการในทันที ไม่ควรใช้ยานี้เพื่อบรรเทาภาวะหลอดลมหดเกร็งฉับพลัน (Acute bronchospasm)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคโครห์น (Crohn’s Disease) แบบฉับพลัน

ยาแคปซูลเคลือบชนิดแตกตัวในลำไส้ (Enteric coated capsules)

  • ขนาดยาเริ่มต้น 9 มก. รับประทานวันละครั้งในตอนเช้า เป็นเวลา 8 สัปดาห์
  • อาจให้ซ้ำได้หากอาการกำเริบอีก

คำแนะนำ

  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคโครห์นในระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง ที่เกี่ยวข้องกับลำไส้เล็กส่วนปลาย (Ileum) หรือลามไปถึงลำไส้ใหญ่ อาจมีการสลับเปลี่ยนจากยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) แบบรับประทานมาเป็นยานี้ โดยไม่มีรายงานภาวะต่อมหมวกไตทำงานไม่เพียงพอ (adrenal insufficiency) ควรค่อยๆลดขนาดยาเพรดนิโซโลนลงในขณะที่เริ่มต้นการรักษาด้วยยานี้
  • ควรกลืนยาแคปซูลลงไปทั้งเม็ด หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเกรปฟรุตตลอดช่วงการรักษาด้วยยานี้
  • เมื่ออาการของผู้ป่วยสามารถควบคุมได้แล้ว ค่าดัชนีกิจกรรมของโรคโครห์น [CDAI] ต่ำกว่า 150) ควรเริ่มใช้ยาในขนาดประคับประคองการรักษา

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคโครห์น – ประคับประคองการรักษา

ยาแคปซูลเคลือบชนิดแตกตัวในลำไส้ (Enteric coated capsules)

  • ขนาดยาเริ่มต้น 6 มก. รับประทานวันละครั้งในตอนเช้า เป็นเวลา 3 เดือน
  • หากสามารถควบคุมอาการได้นาน 3 เดือน ควรค่อยๆ ลดขนาดยาเพื่อการหยุดยาอย่างสมบูรณ์

คำแนะนำ

  • ควรเริ่มการรักษาแบบประคับประคอง เมื่ออาการของผู้ป่วยสามารถควบคุมได้แล้ว (ค่าดัชนีกิจกรรมของโรคโครห์น [CDAI] ต่ำกว่า 150)
  • ควรกลืนยาแคปซูลลงไปทั้งเม็ด หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเกรปฟรุตตลอดช่วงการรักษาด้วยยานี้
  • ยังไม่มีการพิสูจน์ที่แสดงให้ถึงประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมของการรักษาแบบประคับประคอง ที่ยาวนานกว่าเกินกว่า 3 เดือน

การใช้งาน

เพื่อคงสภาพช่วงที่อาการบรรเทาลง ของโรคโครห์นในระดับไม่รุนแรงถึงปานกลางที่เกี่ยวข้องกับลำไส้เล็กส่วนปลาย (Ileum) หรือลามไปถึงลำไส้ใหญ่ เป็นเวลา 3 เดือน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผล (Ulcerative Colitis)

ยาเม็ดออกฤทธิ์นาน (Extended-release tablets)

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 9 มก. รับประทานวันละครั้ง ในตอนเช้า
  • ระยะเวลาในการรักษา นานถึง 8 สัปดาห์

แบบโฟมฉีดสวนทางทวารหนัก (Rectal Foam)

สำหรับโรคลำไส้ใหญ่ส่วนปลายอักเสบชนิดเป็นแผลระดับไม่รุนแรงถึงปานกลางที่ขยายไปถึง 40 ซม. จากปากทวารหนัก (anal verge)

ฉีดพ่นยา 1 ครั้งทางทวารหนัก วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วตามด้วยฉีดพ่นยา 1 ครั้งทางทวารหนัก วันละคร้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์

คำแนะนำ

หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเกรปฟรุตตลอดช่วงการรักษาด้วยยานี้

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ควรใช้ด้วยความระมัดระวังและได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคตับ

เนื่องจากผลระดับความบกพร่องของตับที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ป่วยที่มีภาวะตับบกพร่องในระดับปานกลางถึงรุนแรงควรมีการเฝ้าระวังติดอาการของภาวะคอร์ติซอลมากเกินไป (hypercorticism) ควรพิจารณาการหยุดใช้ยาทันทีหากกำลังมีสัญญาณเตือนถึงภาวะคอร์ติซอล

ความบกพร่องของตับระดับรุนแรง (ไชด์พิว [Child-Pugh] กลุ่มซี) ควรหลีกเลี่ยงการใช้

ความบกพร่องของตับระดับปานกลาง (ไชด์พิว [Child-Pugh] กลุ่มบี)

สำหรับผู้ใหญ่ ควรพิจารณาลดขนาดยาไปที่ 3 มก. และรับประทานวันละ 1 ครั้ง

สำหรับเด็ก อาจต้องมีการปรับขนาดยา แต่ยังไม่มีคำแนะนำอย่างเฉพาะเจาะจง ดังนั้นจึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

การปรับขนาดยา

ผู้สูงอายุ ควรระมัดระวังการเลือกขนาดยา โดยปกติแล้วควรเริ่มที่ยาในขนาดต่ำ

ขนาดยา บูเดโซไนด์ สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคหอบหืด

ยาแขวนตะกอนสำหรับสูดดม (Inhalation Suspension) ให้ผ่านเครื่องพ่นยา

  • เด็กที่มีอายุ 1 ถึง 8 ปี ขนาดยาจะเริ่มต้น หรือสูงนั้นขึ้นอยู่กับประวัติการรักษาโรคหอบหืดก่อนหน้านี้
  • สำหรับเงื่อนไขในการรักษาครั้งก่อนที่ได้ใช้ยาขยายหลอดลมเพียงอย่างเดียว 0.5 มก. ควรใช้ยาบูเดโซไนด์สูดดมเข้าทางปากวันละครั้ง หรือ 0.25 มก.
  • สำหรับเงื่อนไขในการรักษาครั้งก่อนได้ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์แบบสูดดม 0.5 มก. ควรใช้ยาบูเดโซไนด์ วันละครั้ง วันละสองครั้งในปริมาณ 0.25 มก.
  • สำหรับเงื่อนไขในการรักษาครั้งก่อนได้ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์แบบรับประทาน 1 มก. ควรใช้ยาบูเดโซไนด์วันละครั้ง ในปริมาณ 0.5 มก.

คำแนะนำ

สำหรับผู้ป่วยมีอาการที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาที่ไม่มีสเตียรอยด์ อาจพิจารณาขนาดยาแขวนตะกอนสำหรับสูดดมเริ่มต้นคือ 0.25 มก. วันละครั้ง

เฟล็กแฮเลอร์ [FLEXHALER(R)] ยาผงสำหรับสูดพ่นทางปาก (oral inhaler)

  • เด็กที่มีอายุ 6 ถึง 12 ปี ขนาดยาเริ่มต้น 180 ไมโครกรัม สูดพ่นเข้าทางปากวันละ 2 ครั้ง ผู้ป่วยบางรายอาจต้องการขนาดยาเริ่มต้นที่ 360 ไมโครกรัม หรือตามแพทย์กำหนด
  • ขนาดยาประคับประคองการรักษา อาจเพิ่มขนาดยาได้หลังจาก 1 – 2 สัปดาห์ หากการตอบสนองไม่เพียงพอ หลังจากโรคหอบหืดนั้นอยู่ตัวแล้ว ให้ปรับขนาดยาไปที่ขนาดยาต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง
  • ขนาดยาสูงสุดในการใช้สำหรับเด็กจะอยู่ที่ 360 ไมโครกรัม วันละ 2 ครั้ง

เทอร์บูแฮเลอร์ [TURBUHALER(R)] ยาผงสำหรับสูดพ่นทางปาก (oral inhaler)

  • เด็กที่มีอายุ 6 ถึง 12 ปี ขนาดยาเริ่มต้น 100 – 200 ไมโครกรัม สูดพ่นเข้าทางปากวันละ 2 ครั้ง
  • ขนาดยาประคับประคองการรักษา อาจปรับระดับให้อยู่ในขนาดยาที่ต่ำที่สุด

เทอร์บูแฮเลอร์ [TURBUHALER(R)] ยาผงสำหรับสูดพ่นทางปาก (oral inhaler)

  • เด็กที่มีอายุ มากกว่า 12 ปีขึ้ไป ขนาดยาเริ่มต้น 400 – 2400 ไมโครกรัม แบ่งสูดพ่นเข้าทางปากทุกวัน
  • ขนาดยาปกติอยู่ที่ 200 – 400 ไมโครกรัม สูดพ่นเข้าทางปากวันละ 2 ครั้ง ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาดที่สูงกว่า เป็นเวลานานกว่าหรือสั้นกว่า หลังจากโรคหอบหืดนั้นอยู่ตัวแล้ว ให้ปรับขนาดยาไปที่ขนาดยาต่ำสุดเท่าที่ยังมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง
  • อาจมีการพิจารณาการให้ยาวันละครั้งสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวัน และควรให้ยาในตอนเย็น

คำแนะนำ

  • การควบคุมโรคหอบหืดทีดีขึ้น อาจเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง มักจะได้ประโยชน์สูงสุดภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยแต่ละรายอาจเจอกับระยะเวลาเริ่มต้นที่ยาให้ผลการรักษา และระดับการบรรเทาอาการที่แตกต่างกัน
  • หากเกิดอาการของโรคหอบหืดขึ้นระหว่างมื้อยา ควรใช้การใช้ยาพ่นขยายหลอดลม (Bronchodilators) แบบออกฤทธิ์เร็ว เพื่อบรรเทาอาการในทันที ไม่ควรใช้ยานี้เพื่อบรรเทาภาวะหลอดลมหดเกร็งฉับพลัน
  • อาจให้ยาวันละครั้ง เว้นแต่ว่าจะไม่เพียงพอในการควบคุมโรค หากเป็นเช่นนั้นควรแบ่งให้ยาหลายมื้อ การปรับขนาดยาควรทำเท่าที่จำเป็น
  • หลังจากโรคหอบหืดนั้นอยู่ตัวแล้ว ให้ปรับขนาดยาไปที่ขนาดยาต่ำสุดเท่าที่ยังมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคโครห์น (Crohn’s Disease) – ฉับพลัน

เด็กที่มีอายุ 8 ปีขึ้นไป น้ำหนักมากกว่า 25 กก. รับประทานวันละครั้ง ในปริมาณ 9 มก. ในตอนเช้า เป็นเวลา 8 สัปดาห์ แล้วตามด้วย 6 มก. รับประทานวันละครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์

คำแนะนำ

กลืนยาทั้งเม็ด หลีกเลี่ยงน้ำเกรปฟรุตตลอดช่วงเวลาในการรักษา

การใช้งาน

สำหรับการรักษาโรคโครห์นในระดับไม่รุนแรงหรือปานกลางที่เกี่ยวข้องกับลำไส้เล็กส่วนปลาย (Ileum) หรือลามไปถึงลำไส้ใหญ่

ข้อควรระวัง

  • ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาแคปซูลเคลือบชนิดแตกตัวในลำไส้ (enteric coated capsules) สำหรับผู่ป่วยที่อายุต่ำกว่า 8 ปี
  • ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาเม็ดแบบออกฤทธิ์นาน (extended-release tablets) สำหรับผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 18 ปี
  • ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผงยาสำหรับสูดพ่นเข้าทางปาก (oral inhaler) สำหรับผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 6 ปี
  • ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาแขวนตะกอนสำหรับพ่นเป็นฝอยละอองสูดดมเข้าทางช่องปาก (oral nebulizer) สำหรับผู้ป่วยที่อายุ 12 เดือนจนถึง 8 ปี

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาแคปซูล
  • ยาแขวนตะกอนสำหรับสูดดม
  • ยาพ่นจมูก

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมรับประทานบูเดโซไนด์อาจควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยาก่อนได้รับอนุญาตจากแพทย์

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา
รูปของผู้เขียน
เขียนโดย พลอย วงษ์วิไล แก้ไขล่าสุด 28/04/2020
ตรวจสอบข้อมูลอย่างถี่ถ้วนโดย เภสัชกรพิมพ์จิต วัฒนชโนบล
x