แลนโซพราโซล (Lansoprazole)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 23/04/2020 . 11 mins read
Share now

ยา แลนโซพราโซล (Lansoprazole) ใช้เพื่อรักษาปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและหลอดอาหารบางประเภท

ข้อบ่งใช้

แลนโซพราโซล ใช้สำหรับ

แลนโซพราโซล (Lansoprazole) ใช้เพื่อรักษาปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและหลอดอาหารบางประเภท เช่นโรคกรดไหลย้อน (acid reflux) หรือมีแผลเปื่อย ยานี้ทำงานโดยการลดปริมาณของกรดที่กระเพาะอาหารผลิตขึ้น ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนกลางอก กลืนลำบาก และอาการไอเป็นประจำ ยานี้จะช่วยฟื้นฟูความเสียหายจากกรดในกระเพาะอาหารและหลอดลม ช่วยป้องกันการเกิดแผล และอาจช่วยป้องกันโรคมะเร็งหลอดอาหารได้ด้วย ยาแลนโซพราโซลจัดอยู่ในกลุ่มของยาโปรตอนปั๊มอินฮิบิเตอร์ (Proton Pump Inhibitors)

วิธีการใช้ยา แลนโซพราโซล

รับประทานยานี้ตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือวันละครั้งก่อนอาหาร ขนาดยาและระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา

ใช้มือแห้งจับยานี้ วางยาบนลิ้นแล้วปล่อยให้ละลายโดยใช้เวลาน้อยกว่า 1 นาที กลืนยานี้พร้อมน้ำหรือกลืนยาอย่างเดียวก็ได้ อย่าบด เคี้ยว หรือหักเม็ดยา

หากคุณมีปัญหาในการกลืนยา อาจละลายลายยาในน้ำแล้วดื่มผ่านทางกระบอกฉีดยา วางเม็ดยาไว้ในกระบอกฉีดยาแล้วดูดน้ำขึ้นมาตามขนาดยาที่ถูกต้อง (4 มล. สำหรับยาขนาด 15 มก. หรือ 10 มล. สำหรับยาขนาด 30 มก.) เขย่ากระบอกยาเบาๆ จนยาแตกออกแล้วดื่มน้ำนั้นภายใน 15 นาที เพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้รับยาครบ ควรเติมน้ำ (2 มล. สำหรับยาขนาด 15 มก. หรือ 5 มล. สำหรับยาขนาด 30 มก.) เข้าไปในกระบอกยา เขย่าและดื่มน้ำนั้นเข้าไปอีก อย่าเตรียมส่วนผสมไว้ล่วงหน้าเพราะจะเป็นการทำลายตัวยา

หากคุณรับยานี้ผ่านทางสายยางเข้าสู่กระเพาะอาหาร โปรดสอบถามแพทย์สำหรับวิธีการผสมยาและให้ยาอย่างถูกต้อง

หากจำเป็น คุณอาจรับประทานยาลดกรดคู่กับยานี้ หากคุณต้องใช้ยาซูคราลเฟต (Sucralfate) ร่วมด้วย ควรใช้ยาแลนโซพราโซลอย่างน้อย 30 นาทีก่อนใช้ยาซูคราลเฟต

ใช้ยาเป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด เพื่อให้จำง่ายขึ้น ควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน และใช้ยาจนครบกำหนดการรักษาแม้ว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้นแล้ว

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการของคุณไม่หายไปหรือแย่ลง ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงนั้นจะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โปรดสอบถามแพทย์ถึงระยะเวลาที่คุณควรใช้ยานี้

การเก็บรักษายาแลนโซพราโซล

ควรเก็บรักษายาแลนโซพราโซลที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาแลนโซพราโซลบางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยาแลนโซพราโซลลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยา แลนโซพราโซล

ก่อนใช้ยาแลนโซพราโซล แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือยาที่คล้ายกัน เช่น ยาเดกซ์แลนโซพราโซล (dexlansoprazole) ยาโอเมพราโซล (omeprazole) หรือยาแพนโทพราโซล (pantoprazole) หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคตับ โรคลูปัส (lupus)

อาการบางอย่างอาจจะเป็นสัญญาณของสภาวะที่รุนแรงกว่าได้ ควรเข้ารับการรักษาในทันทีหากคุณมีอาการแสบร้อนกลางอกพร้อมกับอาการหน้ามืด เหงื่อออก หรือวิงเวียน อาการปวดหน้าอก กราม แขน หรือไหล่ (โดยเฉพาะหากมีอาการหายใจติดขัดหรือเหงื่อออกผิดปกติร่วมด้วย) น้ำหนักลดผิดปกติ

ยานี้อาจมีส่วนผสมของน้ำตาลเทียม (aspartame) หากคุณเป็นโรคฟีนิลคีโตนูเรีย (phenylketonuria) หรือสภาวะอื่นๆ ที่จะต้องจำกัดการบริโภคน้ำตาลเทียมหรือสารฟีนิลอะลานีน (phenylalanine) อย่างเข้มงวด โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยานี้อย่างปลอดภัย

ยาโปรตอนปั๊มอินฮิบิเตอร์ เช่น ยาแลนโซพราโซล อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะกระดูกหักได้ โดยเฉพาะหากใช้เป็นเวลานาน และหากใช้ในผู้สูงอายุ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับวิธีการป้องกันการสูญเสียกระดูกหรือกระดูกหัก เช่น บริโภคแคลเซียม อย่างแคลเซียมซิเตรท (calcium citrate) และอาหารเสริมวิตามินดี

ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ

ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาความเสี่ยงและประโยชน์กับแพทย์

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถส่งผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้หรือไม่ แต่ยาที่คล้ายกันนั้นสามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้ ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงผลที่เกิดต่อทารก โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาคีโตโปรเฟนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยา แลนโซพราโซล

อาจเกิดอาการท้องร่วง ปวดท้อง หรือปวดศีรษะ หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่าการที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้

  • อาการของภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำ เช่น หัวใจเต้นเร็ว ช้า หรือผิดปกติ กล้ามเนื้อกระตุกบ่อยครั้ง ชัก
  • สัญญาณของโรคลูปัส เช่น ผดผื่นที่จมูกและแก้ม อาการปวดข้อต่อใหม่หรือแย่ลง

ในนานๆ ครั้งยานี้อาจทำให้เกิดสภาวะลำไส้ที่รุนแรง เช่น อาการท้องร่วงที่เกี่ยวข้องกับคลอสทริเดียม ดิฟิซายล์ (Clostridium difficile-associated diarrhea) เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียดื้อยาบางอย่าง สภาวะนี้สามารถเกิดได้ระหว่างการรักษาหรือเป็นสัปดาห์จนถึงเดือนหลังจากหยุดการรักษา หากเกิดอาการดังกล่าว อย่าใช้ยาแก้ท้องเสียหรือยาแก้ปวดแบบเสพติด (narcotic pain medications) เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ท้องร่วงบ่อยครั้ง ปวดท้อง มีเลือดหรือเสมหะในอุจจาระ

ในนานๆ ครั้งยาโปรตอนปั๊มอินฮิบิเตอร์ อย่าง ยาแลนโซพราโซลอาจทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินบี 12 ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นหากคุณใช้ยานี้ทุกวันเป็นเวลานาน (3 ปีขึ้นไป) โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีอาการขาดวิตามินบี 12 เช่น เหนื่อยล้าผิดปกติ มีแผลที่ลิ้น หรือมีอาการเหน็บชาที่มือหรือเท้า

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้

  • ผดผื่น
  • คันหรือบวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ
  • วิงเวียนขั้นรุนแรง
  • หายใจติดขัด

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาแลนโซพราโซลอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • ยาเมโธเทรกเซท (methotrexate) โดยเฉพาะหากใช้ยาในขนาดสูง

ยาบางชนิดอาจจต้องใช้กรดในกระเพาะอาหารเพื่อช่วยในการดูดซึมเข้าส่ร่างกายอย่างถูกต้อง ยาแลนโซพราโซลจะลดปริมาณของกรดในกระเพาะอาหารและอาจจะเปลี่ยนการทำงานของยาเหล่านี้ได้ ยาที่อาจจะได้รับผลกระทบ ได้แก่

  • ยาแอมพิซิลลิน (ampicillin)
  • ยาอะทาซานาเวียร์ (atazanavir)
  • ยาเออร์โลทินิบ (erlotinib)
  • ยาเนวฟินนาเวียร์ (nelfinavir)
  • ยาพาโซพานิบ (pazopanib)
  • ยาริลพิไวรีน (rilpivirine)
  • ยาต้านเชื้อรากลุ่มเอโซลบางชนิด (azole antifungals) เช่น ยาไอทราโคนาโซล (itraconazole) ยาคีโตโคนาโซล (ketoconazole) ยาโพซาโคนาโซล (posaconazole)

ยาแลนโซพราโซลนั้นคล้ายกับยาเดกซ์แลนโซพราโซลอย่างมาก อย่าใช้ยาที่มียาเดกซ์แลนโซพราโซลขณะที่กำลังใช้ยาแลนโซพราโซล

ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อผลการตรวจในห้องแล็บบางชนิดและอาจทำให้ผลตรวจเป็นเท็จได้ โปรดแจ้งบุคลากรในห้องแล็บและแพทย์ของคุณทุกคนให้ทราบว่าคุณกำลังใช้ยานี้

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาแลนโซพราโซลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาแลนโซพราโซลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาแลนโซพราโซลสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะหลอดอาหารอักเสบมีแผล (Erosive Esophagitis)

การรักษา

  • 30 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลารักษา สูงสุดที่ 8 สัปดาห์
  • การรักษาระดับการรักษา 15 มก. รับประทานวันละครั้ง

คำแนะนำ

  • การวิจัยแบบควบคุมนั้นนานไม่เกิน 12 เดือน
  • หากผู้ป่วยไม่ดีขึ้นหลังจากผ่านไป 8 สัปดาห์หรืออาการกำเริบอีกครั้ง อาจพิจารณารักษาเพิ่มอีก 8 สัปดาห์

การใช้งาน

  • เพื่อเป็นการรักษาระยะสั้นสำหรับการฟื้นฟูและบรรเทาอาการของภาวะหลอดอาหารอักเสบมีแผลทุกระดับ
  • รักษาระดับการฟื้นฟูภาวะหลอดอาหารอักเสบมีแผล

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenal Ulcer)

การรักษา

  • 15 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลารักษา สูงสุดที่ 4 สัปดาห์

คำแนะนำ

การวิจัยแบบควบคุมนั้นนานไม่เกิน 12 เดือน

การใช้งาน

  • เพื่อเป็นการรักษาระยะสั้นสำหรับการฟื้นฟูและบรรเทาอาการของภาวะแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นที่มีอาการ
  • เพื่อรักษาระดับการรักษาภาวะแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันภาวะแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น

การรักษา

  • 15 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลารักษา สูงสุดที่ 4 สัปดาห์

คำแนะนำ

การวิจัยแบบควบคุมนั้นนานไม่เกิน 12 เดือน

การใช้งาน

  • เพื่อเป็นการรักษาระยะสั้นสำหรับการฟื้นฟูและบรรเทาอาการของภาวะแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นที่มีอาการ
  • เพื่อรักษาระดับการรักษาภาวะแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อการรักษาระดับการรักษาภาวะแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น

การรักษา

  • 15 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลารักษา สูงสุดที่ 4 สัปดาห์

คำแนะนำ

การวิจัยแบบควบคุมนั้นนานไม่เกิน 12 เดือน

การใช้งาน

  • เพื่อเป็นการรักษาระยะสั้นสำหรับการฟื้นฟูและบรรเทาอาการของภาวะแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นที่มีอาการ
  • เพื่อรักษาระดับการรักษาภาวะแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อน

การรักษา

  • 15 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลารักษา สูงสุดที่ 8 สัปดาห์

การใช้งาน

เพื่อเป็นการรักษาระยะสั้นสำหรับอาการแสบร้อนกลางอกและอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคกรดไหลย้อน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

การรักษา

  • 30 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลารักษา สูงสุดที่ 8 สัปดาห์

การใช้งาน

เพื่อเป็นการรักษาระยะสั้นสำหรับการฟื้นฟูและบรรเทาอาการของภาวะแผลในกระเพาะอาหารที่มีอาการ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาเนื้องอกต่อมไร้ท่อหลายต่อม (Multiple Endocrine Adenomas)

การรักษา

  • ขนาดยาเริ่มต้น 60 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ขนาดยาปกติ 60 ถึง 180 มก./วัน

คำแนะนำ

  • ควรแบ่งให้ยาหากขนาดยาต่อวันสูงกว่า 120 มก.
  • ขนาดยานั้นควรเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ป่วยและควรใช้ยาต่อไปตราบเท่าที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาทางการแพทย์ ผู้ป่วยบางรายที่มีกลุ่มอาการโซลลิงเจอร์–เอลลิสันเคยได้รับการรักษานานเกินกว่า 4 ปี

การใช้งาน

เพื่อการรักษาในระยะยาวสำหรับสภาวะการหลั่งน้ำย่อยมากเกินไปทางพยาธิวิทยา (pathological hypersecretory conditions) รวมถึงกลุ่มอาการโซลลิงเจอร์–เอลลิสัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อภาวะซิสเทมิค แมสโทไซโทซิส (Systemic Mastocytosis)

การรักษา

  • ขนาดยาเริ่มต้น 60 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ขนาดยาปกติ 60 ถึง 180 มก./วัน

คำแนะนำ

  • ควรแบ่งให้ยาหากขนาดยาต่อวันสูงกว่า 120 มก.
  • ขนาดยานั้นควรเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ป่วยและควรใช้ยาต่อไปตราบเท่าที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาทางการแพทย์ ผู้ป่วยบางรายที่มีกลุ่มอาการโซลลิงเจอร์–เอลลิสันเคยได้รับการรักษานานเกินกว่า 4 ปี

การใช้งาน

เพื่อการรักษาในระยะยาวสำหรับสภาวะการหลั่งน้ำย่อยมากเกินไปทางพยาธิวิทยา รวมถึงกลุ่มอาการโซลลิงเจอร์–เอลลิสัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษากลุ่มอาการโซลลิงเจอร์–เอลลิสัน (Zollinger-Ellison Syndrome)

การรักษา

  • ขนาดยาเริ่มต้น 60 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ขนาดยาปกติ 60 ถึง 180 มก./วัน

คำแนะนำ

  • ควรแบ่งให้ยาหากขนาดยาต่อวันสูงกว่า 120 มก.
  • ขนาดยานั้นควรเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ป่วยและควรใช้ยาต่อไปตราบเท่าที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาทางการแพทย์ ผู้ป่วยบางรายที่มีกลุ่มอาการโซลลิงเจอร์–เอลลิสันเคยได้รับการรักษานานเกินกว่า 4 ปี

การใช้งาน

เพื่อการรักษาในระยะยาวสำหรับสภาวะการหลั่งน้ำย่อยมากเกินไปทางพยาธิวิทยา รวมถึงกลุ่มอาการโซลลิงเจอร์–เอลลิสัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori)

การรักษา

  • การรักษาด้วยยาสามชนิด 30 มก.
    • รับประทานวันละ 2 ครั้ง ใช้ร่วมกับยาอะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) และยาคลาริโทรมัยซิน (clarithromycin)
    • ระยะเวลาการรักษา 10-14 วัน
  • การรักษาด้วยยาสองชนิด 30 มก.
    • รับประทานวันละสามครั้ง ใช้ร่วมกับยาอะม็อกซีซิลลิน
    • ระยะเวลาการรักษา 14 วัน

คำแนะนำ

  • สำหรับขนาดยาของยาอะม็อกซีซิลลินและยาคลาริโทรมัยซินโปรดอ้างอิงกับข้อมูลของยาจากผู้ผลิต
  • การกำจัดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรนั้นแสดงให้เห็นถึงการลดการกำเริบของแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น และยังอาจส่งผลให้มีการฟื้นฟูแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นโดยไม่จำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง

การใช้งาน

  • การรักษาด้วยยาสามชนิด เพื่อรักษาผู้ติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรและโรคแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น (มีอาการหรือเคยมีแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นภายใน 1 ปี) เพื่อกำจัดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร
  • การรักษาด้วยยาสองชนิด เพื่อรักษาผู้ติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรและโรคแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น (มีอาการหรือเคยมีแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นภายใน 1 ปี) ผู้ที่แพ้ต่อยาคลาริโทรมัยซิน หรือผู้ที่มีอาการหรือคาดว่าจะดื้อต่อยาคลาริโทรมัยซิน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหารเนื่องจากยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID-Induced Gastric Ulcer)

การรักษา

  • 30 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลาการรักษา สุงสุดที่ 8 สัปดาห์

คำแนะนำ

ยังไม่มีวิจัยนานไม่เกิน 8 สัปดาห์

การใช้งาน

เพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหารเนื่องจากยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ต่อ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันแผลในกระเพาะอาหารเนื่องจากยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์

การรักษา

  • 15 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลาการรักษา สุงสุดที่ 12 สัปดาห์

คำแนะนำ

ยังไม่มีวิจัยนานไม่เกิน 12 สัปดาห์

การใช้งาน

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะอาหารเนื่องจากยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ในผู้ป่วยที่เคยมีแผลในกระเพาะอาหารที่ที่ต้องใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ต่อ

การปรับขนาดยาสำหรับไต

ไม่มีการปรับขนาดยาที่แนะนำ

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ตับบกพร่องระดับเบาหรือปานกลาง ไม่มีการปรับขนาดยาที่แนะนำ

ตับบกพร่องระดับรุนแรง อาจต้องปรับขนาดยา แต่ยังไม่มีแนวทางเฉพาะที่แนะนำ ควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง

การปรับขนาดยา

ขนาดยาที่มากกว่า 120 มก. ควรแบ่งให้ยาสองครั้งในขนาดที่เท่ากัน

ผู้ป่วยที่ใช้ยาเมโธเทรกเซทในขนาดสูง ควรพิจารณาระงับการรักษาชั่วคราว

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

  • ควรรับประทานยาก่อนอาหารและไม่ควรบดหรือเคี้ยวยา ควรรับประทานยาในตอนเช้า 30 นาทีก่อนมื้อเช้า
  • วางยาเม็ดแตกตัวไว้บนลิ้นแล้วปล่อยให้ยาละลาย
  • คุณสามารถแกะยาแคปซูลแบบออกฤทธิ์ช้าแล้วโรยผงยาใส่ซอสแอปเปิ้ล พุดดิ้ง คอทเทจชีส โยเกิร์ต หรือลูกแพรเชื่อมขนาด 1 ช้อนชา แล้วกลืนทันที อย่าเคี้ยวหรือบดยาแกรนูล อีกทางเลือกหนึ่งคืออาจจะละลายยาในน้ำแอปเปิ้ล น้ำส้ม หรือน้ำมะเขือเทศปริมาณเล็กน้อย (60 มล.) แล้วดื่มทันที เติมน้ำผลไม้ลงไปเพื่อล้างแก้วนั้นแล้วดื่มอีกรอบ
  • คุณอาจผสมยากับน้ำแอปเปิ้ลแล้วให้ยาผ่านทางสายยางให้อาหารเข้าสู่กระเพาะ

การเก็บรักษา

  • ควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิต

เทคนิคการคืนรูปยาหรือการเตรียมยา

  • ควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิต

ทั่วไป

  • การรักษาโรคกรดไหลย้อนในเด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปีนั้นไม่แสดงให้เห็นถึงผลใดๆ
  • อัตราการกำจัดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรจะอยู่ที่ 90% เมื่อใช้ยานี้ร่วมกับยาคลาริโทรมัยซินและยาอะม็อกซีซิลลินหรือยาเมโทรนิดาโซล (metronidazole) อัตราการกำจัดเชื้อจะต่ำกว่าเมื่อใช้ยานี้ร่วมกับยาคลาริโทรมัยซินและยาอะม็อกซีซิลลินและยาเมโทรนิดาโซล
  • ควรใช้ยาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนยาซูคราลเฟตหรือยาลดกรด
  • ยาหนึ่งครั้งขนาด 30 มก.จะยับยั้งการกระตุ้นการหลั่งน้ำกรดได้ 30% หลั่งจากให้ยานานกว่า 7 วัน จะสามารถยับยั้งการกระตุ้นการหลั่งน้ำกรดได้ 90%

การเฝ้าระวัง

  • ระดับของแมกนีเซียม โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ใช้ยาอื่นที่อาจจะทำให้เกิดภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำหรือผู้ที่ใช้ยาเป็นเวลานาน
  • ระดับของวิตามินบี 12 โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ใช้ยาเป็นเวลานาน
  • อาการกระดูกหัก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเกิดอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคกระดูกพรุนสูง

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • หากคุณใช้ยาเพื่อรักษาการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ผู้ป่วยควรใช้ยาจนครบกำหนดการรักษา
  • ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีสัญญาณหรืออาการของภาวะภูมิไวเกิน (hypersensitivity) ภาวะคลอสทริเดียม ดิฟิซายล์ หรือโรคเอสแอลอี (systemic cutaneous lupus erythematosus)
  • ผู้ป่วยควรทราบว่าการใช้ยานี้อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม วิงเวียน บ้านหมุน หรือ การมองเห็นบกพร่อง ควรหลีกเลี่ยงการขับรถหรือใช้เครื่องจักรจนกว่าจะทราบผลของยาทั้งหมด
  • ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หากเกิดการตั้งครรภ์ มีแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร

ขนาดยาแลนโซพราโซลสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะหลอดอาหารอักเสบมีแผล

อายุ 1-11 ปี

  • น้ำหนักน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30 กก. 15 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • น้ำหนักมากกว่า 30 กก. 30 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลาการรักษา สูงสุดที่ 12 สัปดาห์

อายุ 12-17 ปี

  • 30 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลาการรักษา สูงสุดที่ 8 สัปดาห์

อายุ 17 ปีขึ้นไป

  • ดูขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่

คำแนะนำ

เคยมีการเพิ่มขนาดยา (จนถึง 30 มก. วันละ 2 ครั้ง) สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ยังคงมีอาการอยู่หลังจากรักษาไปแล้วอย่างน้อย 2 สัปดาห์

การใช้งาน

เพื่อเป็นการรักษาระยะสั้นสำหรับการฟื้นฟูและบรรเทาอาการของภาวะหลอดอาหารอักเสบมีแผลทุกระดับ

ข้อควรระวัง

ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพสำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี

รูปแบบของยา

ขนาดและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาแคปซูลแบบออกฤทธิ์ช้าสำหรับรับประทาน
  • ยาเม็ดแตกตัวสำหรับรับประทาน
  • ยาผงสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
  • ยาแกรนูลคืนรูป
  • ยาผงผสม
  • ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือการใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ระบบทางเดินอาหาร ระบบสำคัญของร่างกายที่เราควรต้องรู้

ระบบทางเดินอาหาร คือ ระบบที่ทำหน้าที่สำคัญในการย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป และดูดซึมเอาสารอาหารจากอาหารมื้อนั้นๆ ไปหล่อเลี้ยงระบบต่างๆ ในร่างกาย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai

ท้องอืดบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนของ ภาวะกระเพาะอาหารย่อยช้า

หากคุณมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของ ภาวะกระเพาะอาหารย่อยช้า บทความนี้ Hello คุณหมอ จึงพาทุกคนมาทำความรู้จักกับภาวะนี้ค่ะ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์

อาการทางกายภาพที่เกิดจากความวิตกกังวล กับสิ่งที่ควรรู้

อาการทางกายภาพที่เกิดจากความวิตกกังวล เกิดจากการวิตกกังวลแบบเรื้อรัง อาจจรบกวนคุณภาพชีวิต และอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพร่างกายของคุณได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

ไขข้อสงสัย ตดบ่อยๆ แบบนี้ เป็นอันตรายหรือเปล่านะ

อาการ ตดบ่อย ๆ อาจทำให้เราเสียบุคลิกภาพ เสียความมั่นใจ และอาจนำมาซึ่งความกังวลต่อสุขภาพได้ การ ตดบ่อย ๆ นั้นเป็นอันตรายหรือไม่ มาหาคำตอบได้จากบทความนี้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล