โคเลแคลซิเฟอรอล/วิตามินดี 3 (Cholecalciferol or Vitamin D3)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020
Share now

ข้อบ่งใช้

โคเลแคลซิเฟอรอล/วิตามินดี 3 (Cholecalciferol/ Vitamin D3)

โคเลแคลซิเฟอรอล/วิตามินดี 3 (Cholecalciferol/ Vitamin D3) ใช้เพื่อรักษาหรือป้องกันสภาวะต่างๆ ที่เกิดจากการขาดวิตามินดี  ยาโคเลแคลซิเฟอรอล/วิตามินดี 3 ใช้โดยเฉพาะกับสภาวะที่เกี่ยวข้องกับผิวหรือกระดูก ยาโคเลแคลซิเฟอรอล/วิตามินดี 3 ยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นนอกเหนือจากในคู่มือการใช้ยา

วิธีการใช้ยา โคเลแคลซิเฟอรอล หรือ วิตามินดี 3

  • ควรทำตามวิธีการใช้ยาทั้งหมดบนฉลากยา ใยบางครั้งแพทย์อาจจะเปลี่ยนขนาดยาของคุณเพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้รับผลที่ดีที่สุด อย่ารับประทานยาในขนาดมากกว่า น้อยกว่า หรือนานกว่าที่แนะนำ
  • ตวงยาน้ำโดยใช้กระบอกยาที่แถมมาหรือใช้ช้อนหรือถ้วยสำหรับตวงยา หากไม่มีเครื่องมือสำหรับตวงยาโปรดสอบถามเภสัชกร
  • เคี้ยวยาเม็ดสำหรับเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน
  • วิธีการใช้ยาเม็ดแบบแตกตัว (ละลายเร็ว) วางเม็ดยาไว้บนลิ้นแล้วอย่ากลืนเม็ดยาลงไปทั้งเม็ด ปล่อยให้ยาละลายภายในปากโดยไม่ต้องเคี้ยว หากต้องการอาจจะดื่มน้ำตามเพื่อช่วยให้กลืนยาที่ละลายแล้วได้ลงไปง่ายขึ้น
  • ยาเวเฟอร์โคเลแคลซิเฟอรอลมักจะรับประทานแค่สัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง ควรทำตามวิธีการใช้ยาของแพทย์อย่างระมัดระวัง ต้องเคี้ยวยาเวเฟอร์ให้ละเอียดก่อนกลืน
  • ยาโคเลแคลซิเฟอรอลเป็นแค่ส่วนหนึ่งของโปรแกรมการรักษาอย่างสมบูรณ์ ที่อาจรวมถึงการรับประทานอาหารพิเศษ ควรทำตามแผนการรับประทานอาหารที่แพทย์หรือที่ปรึกษาด้านโภชนาการแนะนำ คุณควรจะทำความคุ้นเคยกับรายชื่อของอาหารที่ควรรับประทานหรือควรหลีกเลี่ยงเพื่อช่วยให้คุณสามารถควบคุมอาการได้ดีขึ้น

การเก็บรักษายา โคเลแคลซิเฟอรอล หรือ วิตามินดี 3

ยาโคเลแคลซิเฟอรอลหรือวิตามินดี 3 ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาโคเลแคลซิเฟอรอลหรือวิตามินดี 3 บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาโคเลแคลซิเฟอรอลหรือวิตามินดี 3 ลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูก สอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยา โคเลแคลซิเฟอรอล หรือ วิตามินดี 3

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์ทราบหาก

  • คุณกำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่คุณกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • หากคุณกำลังใช้ยาอื่นอยู่ รวมทั้งยาที่หาซื้อได้เอง เช่น สมุนไพรหรือยาทางเลือกอื่นๆ
  • หากคุณแพ้สารออกฤทธิ์หรือไม่ออกฤทธิ์ของยาโคเลแคลซิเฟอรอลวิหรือตามินดี 3 หรือยาอื่นๆ
  • หากคุณมีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ

คุณไม่ควรใช้ยาโคเลแคลซิเฟอรอลหาก

  • คุณมีภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcemia)
  • หากคุณมีภาวะวิตามินดีในร่างกายสูง (hypervitaminosis D)
  • หากคุณมีสภาวะใดๆ ที่ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารจากอาหารได้ยากขึ้น (malabsorption)

เพื่อให้แน่ใจว่ายาโคเลแคลซิเฟอรอลนั้นปลอดภัยสำหรับคุณ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณเป็นโรคดังนี้

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ยาโคเลแคลซิเฟอรอลหรือวิตามินดี 3 จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยา โคเลแคลซิเฟอรอล หรือ วิตามินดี 3

รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินทันทีหากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ ได้แก่ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ

หยุดใช้ยาโคเลแคลซิเฟอรอลและติดต่อแพทย์ในทันทีหากคุณมีอาการดังนี้

  • ปัญหาเกี่ยวกับการคิด พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง รู้สึกหงุดหงิด
  • ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
  • ปวดหน้าอก รู้สึกหายใจไม่อิ่ม
  • สัญญาณเริ่มต้นของการบริโภควิตามินดีเกินขนาด (อ่อนแรง มีรสเหล็กภายในปาก น้ำหนักลด ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดกระดูก ท้องผูก คลื่นไส้ และอาเจียน)

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาโคเลแคลซิเฟอรอลหรือวิตามินดี 3 อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น

คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • ยารักษาอาการชัก
  • ยาคอเลสไทรามีน (Cholestyramine) ยาคอเลสทิพอล (colestipol)
  • ยาสเตียรอยด์
  • ยาไดจอกซิน (Digoxin)
  • ยาขับปัสสาวะหรือยาขับน้ำ

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาโคเลแคลซิเฟอรอลหรือวิตามินดี 3 อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาโคเลแคลซิเฟอรอลหรือวิตามินดี 3 อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยา โคเลแคลซิเฟอรอล หรือ วิตามินดี 3 สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะวิตามินดีไม่เพียงพอ (Vitamin D Insufficiency)

  • 600-2,000 หน่วยสากล รับประทานวันละครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 4,000 หน่วยสากลต่อวัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะขาดวิตามินดี (Vitamin D Deficiency)

ขนาดยาเริ่มต้น

  • 50,000 หน่วยสากล สัปดาห์ละครั้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์
  • 6,000 หน่วยสากล วันละครั้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์
  • ขนาดยาปกติ 1,500 ถึง 2,000 หน่วยสากล วันละครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 10,000 หน่วยสากลต่อวัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันการหกล้ม

  • 800 หน่วยสากล รับประทานวันละครั้ง
  • อาจต้องใช้ขนาด 1,500 ถึง 2,000 หน่วยสากล วันละครั้งเพื่อระดับของวิตามินดีในเลือดถึง 25(OH)D สูงกว่า 30 นาโนกรัม/มล.

ขนาดยาสำหรับผู้สูงอายุเพื่อป้องกันกระดูกหัก

อายุมากกว่า 800 ถึง 2,000 หน่วยสากล รับประทานวันละครั้ง

ขนาดยาโคเลแคลซิเฟอรอลหรือวิตามินดี 3 สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะวิตามินดีไม่เพียงพอ

อายุ 0 ถึง 12 เดือน 400 หน่วยสากล วันละครั้ง

อายุ 1 ถึง 18 ปี 600 หน่วยสากล วันละครั้ง

ขนาดยาสูงสุด

  • จนถึงอายุ 6 เดือน 1,000 หน่วยสากลต่อวัน
  • อายุ 7 เดือน ถึง 1 ปี 1,500 หน่วยสากลต่อวัน
  • อายุ 1 ถึง 3 ปี 2,500 หน่วยสากลต่อวัน
  • อายุ 4 ถึง 8 ปี 3,000 หน่วยสากลต่อวัน
  • อายุ 9 ปีขึ้นไป 4,000 หน่วยสากลต่อวัน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะขาดวิตามินดี

จนถึงอายุ 1 ปี

  • 2,000 หน่วยสากล รับประทานวันละครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์
  • 50,000 หน่วยสากล สัปดาห์ละครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์
  • ขนาดยาปกติ 400 ถึง 1,000 หน่วยสากลต่อวัน

อายุ 1 ถึง 18 ปี

  • 2,000 หน่วยสากล รับประทานวันละครั้ง เป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์
  • 50,000 หน่วยสากล สัปดาห์ละครั้ง เป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์
  • ขนาดยาปกติ 600 ถึง 1,000 หน่วยสากลต่อวัน

ขนาดยาสูงสุด

  • จนถึงอายุ 1 ปี 2,000 หน่วยสากลต่อวัน
  • อายุ 1 ถึง 18 ปี 4,000 หน่วยสากลต่อวัน

รูปแบบของยา

ขนาดและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาน้ำสำหรับรับประทาน
  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน
  • ยาเวเฟอร์สำหรับรับประทาน
  • ยาเม็ดแบบเคี้ยว
  • ยาน้ำสารละลายสำหรับรับประทาน
  • ผลึกประสม (Compounding crystal)
  • ยาเม็ดแตกตัว

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

การกินวิตามินดี สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดโควิด-19 ได้หรือไม่

การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 เป็นสิ่งสำคัญ และล่าสุดก็มีรายงานที่ออกมาให้ข้อมูลว่า การกินวิตามินดี อาจช่วยลดความเสี่ยงในการติดไวรัสโควิด-19 ได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
Coronavirus, COVID-19 เมษายน 29, 2020

รู้จักกับ สัญญาณแรกของ โรคด่างขาว ที่อาจทำให้คุณมีสีผิวไม่สม่ำเสมอ

โรคด่างขาว (Vitilligo) เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อเซลล์ผลิตเม็ดสีผิวเมลาโนไซท์ (Melanocytes) หยุดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้บริเวณผิวหนังมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin

สาว ๆ ผิวบอบบางระวังให้ดี ผื่นกุหลาบ ชนิดนี้อาจขึ้นได้ง่ายตามลำตัว

ผื่นกุหลาบ (Pityriasis rosea) เป็นผื่นที่มีลักษณะวงกลม หรือวงรีสีแดงขนาดเล็กจนไปถึงขนาดใหญ่ ประมาณ 4-10 นิ้ว พร้อมทั้งมีอาการคันระคายเคืองเล็กน้อยปะปน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin

เช็กด่วน! 6 อาการเสี่ยงสัญญาณเตือน ริดสีดวงจมูก

วันนี้ Hello คุณหมอ พาทุกคนมาทำความรู้จักกับ ริดสีดวงจมูก กันค่ะ ลองมาเช็กกันดูสิคะว่า คุณมีอาการเข้าข่ายต่อการเป็นริดสีดวงจมูกหรือไม่ 

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์

บทความแนะนำ

เพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ เหล่านี้

เพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ เหล่านี้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 5, 2020
ประโยชน์ของ กรดไฮยาลูโรนิก ส่วนผสมยอดฮิตที่มีดีมากกว่าแค่เรื่องความงาม

ประโยชน์ของ กรดไฮยาลูโรนิก ส่วนผสมยอดฮิตที่มีดีมากกว่าแค่เรื่องความงาม

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 21, 2020
เทียบกันชัดๆ น้ำมันหมู VS น้ำมันพืช น้ำมันแบบไหน ดีต่อใจมากกว่ากัน

เทียบกันชัดๆ น้ำมันหมู VS น้ำมันพืช น้ำมันแบบไหน ดีต่อใจมากกว่ากัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 8, 2020
คุณแม่ควรรู้! ทำอย่างไรดี เมื่อลูกมีอาการ ขาโก่ง

คุณแม่ควรรู้! ทำอย่างไรดี เมื่อลูกมีอาการ ขาโก่ง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 5, 2020