แคลเซียม (Calcium)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ข้อบ่งใช้

แคลเซียมใช้สำหรับ

แคลเซียม (Calcium) คือแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อกระดูกและฟัน หัวใจ เส้นประสาท และระบบการแข็งตัวของเลือด ก็ยังจำเป็นต้องใช้แคลเซียมในการทำงานเช่นกัน

แคลเซียมใช้สำหรับ

  • การรักษาและป้องกันระดับแคลเซียมต่ำ ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) โรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets) โรคกระดูกอ่อน (osteomalacia)
  • กลุ่มอาการก่อนมีประเดือน (PMS)
  • ตะคริวที่ขาขณะตั้งครรภ์
  • ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (ภาวะครรภ์เป็นพิษ)
  • ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
  • อาการแทรกซ้อนที่เกิดจากการผ่าตัดบายพาสลำไส้ ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคลายม์ (Lyme Disease)
  • ระดับฟลูออไรด์สูงในเด็ก
  • ระดับตะกั่วสูง

โดยแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate) ใช้เพื่อเป็นยาลดกรดสำหรับอาการแสบร้อนกลางอก ส่วนแคลเซียมคาร์บอเนตและแคลเซียมอะซีเตท (calcium acetate) ใช้เพื่อลดระดับฟอสเฟตสำหรับผู้ที่เป็นโรคไตได้อีกด้วย

การทำงานของแคลเซียม

ยังไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับการทำงานของแคลเซียมมากพอ โปรดปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามเป็นที่ทราบว่า

  • กระดูกและฟันมีส่วนประกอบของแคลเซียมมากกว่า 99 % ของร่างกายมนุษย์ แคลเซียมยังพบได้ในเลือด กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่ออื่นๆ แคลเซียมในกระดูกจะใช้เป็นแหล่งสะสม ที่สามารถปล่อยเข้าสู่ร่างกายได้เมื่อจำเป็น ความเข้มข้นของแคลเซียมในร่างกายมักจะลดลงไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมันถูกปล่อยออกจากร่างกายผ่านทางเหงื่อ เซลล์ผิว และของเสีย นอกจากนี้เมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้น การดูดซึมแคลเซียมก็จะลดลง เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง การดูดซึมแคลเซียลอาจแตกต่างไปตามเชื้อชาติ เพศ และอายุ
  • กระดูกจะถูกย่อยสลายและสร้างขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา ซึ่งจำเป็นต้องใช้แคลเซียมในกระบวนการนั้น การรับประทานแคเซียมเพิ่มขึ้นจะช่วยให้การสร้างกระดูกใหม่ได้อย่างเหมาะสม และแข็งแรง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้แคลเซียม

ปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรในกรณีดังต่อไปนี้

  • คุณกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากขณะที่คุณตั้งใจว่าจะให้นมบุตรหรือกำลังให้นมบุตร คุณควรจะใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
  • หากคุณกำลังใช้ยาอื่นอยู่ รวมไปถึงยาที่คุณกำลังใช้อยู่ซึ่งสามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยา
  • หากคุณมีอาการแพ้กับสารแคลเซียม ยาอื่นๆ หรือสมุนไพรอื่นๆ
  • หากคุณมีอาการเจ็บป่วยอื่น มีความผิดปกติ หรือมีอาการโรคใดๆ
  • หากคุณมีอาการภูมิแพ้อื่นๆ เช่น แพ้อาหาร แพ้สีย้อม แพ้สารกันบูด หรือแพ้สัตว์

ข้อบังคับในการใช้อาหารเสริม มีเข้มงวดน้อยกว่าข้อบังคับในการใช้ยา ยังต้องการงานวิจัยอีกมาก เพื่อบ่งชี้ความปลอดภัยของบรรดาอาหารเสริมเหล่านี้ ฉะนั้น ก่อนจะใช้อาหารเสริม ประโยชน์ของอาหารเสริมควรต้องมีมากกว่าความเสี่ยง โปรดปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ความปลอดภัยของแคลเซียม

แคลเซียมนั้นถือว่าปลอดภัย หากรับประทานหรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำอย่างเหมาะสมและถูกต้อง

แคลเซียมอาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก หากรับประทานมากเกินไป หลีกเลี่ยงแคลเซียมในปริมาณที่มากเกินไป สถาบันทางการแพทย์ได้กำหนดปริมาณสารอาหารสูงสุดที่สามารถบริโภคได้ในแต่ละวัน (UL) สำหรับแคลเซียม โดยยึดหลักของอายุดังนี้

  • อายุ 0-6 เดือน 1000 มก.
  • 6-12 เดือน 1500 มก.
  • 1-8 ปี 2500 มก.
  • 9-18 ปี 3000 มก.
  • 19-50 ปี 2500 มก.
  • 51+ ปี 2000 มก.

ขนาดยาที่มากกว่านี้สามารถเพิ่มโอกาสในการเกิดผลข้างเคียงได้

งานวิจัยล่าสุดบางชิ้นได้แนะนำว่า ขนาดยาที่มากกว่าปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้ได้รับในแต่ละวัน คือ 1000-1300 มก. ต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ อาจจะเพิ่มโอกาสในการเกิดหัวใจขาดเลือดฉับพลันได้ ผลการวิจัยนี้อาจจะน่ากังวล แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า แคลเซียมบางชนิดนั้นทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลันจริงๆ สิ่งที่รู้ตอนนี้ก็คือ ควรบริโภคปริมาณของแคลเซียมให้เพียงพอ เท่าที่จำเป็นในแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง แต่อย่าบริโภคแคลเซียมเกินขนาด

ควรพิจารณาปริมาณการบริโภคแคลเซียมทั้งหมด ทั้งจากอาหารและอาหารเสริม และพยายามอย่าบริโภคแคลเซียมเกิน 1000-1300 มก. ต่อวัน การคำนวณค่าแคลเซียมในอาหาร ให้นับ 300 มก./วัน จากอาหารที่ไม่ใช่นม บวกกับ 300 มก./นมหนึ่งแก้ว หรือน้ำส้มคั้นเสริมแคลเซียม

ข้อควรระวังเป็นพิเศษและคำเตือน

การตั้งครรภ์และให้นมบุตร

แคลเซียมนั้นจะปลอดภัยเมื่อรับประทานในปริมาณที่แนะนำขณะตั้งครรภ์และให้นมบุตร ยังไม่มีข้อมูลมากพอเกี่ยวกับความปลอดภัยของการฉีดแคลเซียมเข้าหลอดเลือดขณะตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ภาวะระดับของกรดในกระเพาะอาหารต่ำ หรือภาวะขาดกรดในกระเพาะ (achlorhydria)

คนที่มีระดับของกรดในกระเพาะต่ำจะดูดซึมแคลเซียมได้น้อยกว่า หากรับประทานแคลเซียมขณะท้องว่าง อย่างไรก็ตาม ระดับของกรดในกระเพาะที่ต่ำ ดูเหมือนจะไม่ได้ลดระดับของการดูดซึมแคลเซียมที่มาพร้อมกับอาหาร จึงแนะนำให้ผู้มีภาวะขาดกรดในกระเพาะรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมพร้อมกับอาหาร

ระดับของฟอสเฟตในเลือดสูง (hyperphosphatemia) หรือมีระดับของฟอสเฟตในเลือดต่ำ (hypophosphatemia)

แคลเซียมและฟอสเฟตในร่างกายนั้นควรจะสมดุลกัน การรับประทานแคลเซียมมากเกินไป สามารถทำลายความสมดุลนี้ และทำให้เกิดอันตรายได้ อย่ารับประทานแคลเซียมเพิ่มเติมโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลสุขภาพ

ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ (hypothyroidism)

แคลเซียมสามารถส่งผลกับการบำบัดภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนได้ (thyroid hormone replacement treatment) ควรเว้นระยะห่างระหว่างการรับประทานแคลเซียมและยาฮอร์โมนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

การมีแคลเซียมในเลือดมากเกินไป

เช่นในภาวะความผิดปกติของต่อมพาราไทรอยด์ (parathyroid gland disorders) และโรคซาร์คอยโดซิส (Sarcoidosis) ควรหลีกเลี่ยงแคลเซียมหากเป็นโรคใดโรคหนึ่งนี้

การทำงานของไตไม่ดี

อาหารเสริมแคลเซียมอาจเพิ่มความเสี่ยง ในการทำให้มีแคลเซียมในเลือดมากเกินไป สำหรับผู้ที่มีภาวะไตทำงานไม่ดี

การสูบบุหรี่

ผู้ที่สูบบุหรี่จะดูดซึมแคลเซียมในกระเพาะอาหารได้น้อยกว่าปกติ

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้แคลเซียม

แคลเซียมสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงเล็กน้อยได้ เช่น เรอ หรือมีแก๊ส

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษาหมอของคุณ

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยาต่อแคลเซียม

แคลเซียมอาจมีปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้ หรือโรคอื่นของคุณ ควรปรึกษากับแพทย์ก่อนการใช้ยา

ยาที่อาจมีปฏิกิริยาต่อแคลเซียม ได้แก่

  • เซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone)

การฉีดยาเซฟไตรอะโซนและแคลเซียมเข้าเส้นเลือดดำ สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ปอดและไตอย่างรุนแรง ที่อาจเป็นอันตายถึงชีวิต ไม่ควรฉีดแคลเซียมเข้าเส้นเลือดภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากรับยาเซฟไตรอะโซน

  • ยาปฏิชีวนะ

แคลเซียมอาจจะลดปริมาณการดูดซึมยาปฏิชีวนะของร่างกาย การใช้แคลเซียมคู่กับยาปฏิชีวนะบางชนิด อาจจะลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะนั้นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ ควรรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมหลังจากรับยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

ยาปฏิชีวนะที่อาจมีปฏิกิริยากับแคลเซียมมีดังนี้คือ ยาซิโปรฟลอกซาซิน (ciprofloxacin) อย่างเช่นซิโปร (Cipro) ยาอีนอกซาซิน (enoxacin) อย่างเช่นเพเนเทร็กซ์ (Penetrex) ยานอร์ฟลอกซาซิน (norfloxacin) อย่างเช่นชิบรอกซ์ซิน (Chibroxin) หรือโนโรซิน (Noroxin) ยาสปาร์ฟลอกซาซิน (sparfloxacin) อย่างเช่น ซาแกม (Zagam) และยาโทรวาฟรอกซาซิน (trovafloxacin) อย่างเช่นโทรแวน (Trovan)

  • ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีน

แคลเซียมสามารถไปเกาะจับกับยาปฏิชีวนะบางชนิด ที่เรียกว่า เตตราไซคลีน (tetracyclines) ในกระเพาะอาหาร ทำให้ลดปริมาณการดูดซึมยาเตตราไซคลีน การใช้แคลเซียมคู่กับยาเตตราไซคลีนอาจลดประสิทธิภาพของยาเตตราไซคลีนได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ควรรับประทานแคลเซียม 2 ชั่วโมงก่อน หรือ 4 ชั่วโมงหลังใช้ยาเตตราไซคลีน

ยาเตตราไซคลีนประกอบด้วย ยาเดเมโคลไซคลีน (demeclocycline) อย่างเช่น เดโคลไมซิน (Declomycin) ยามิโนไซคลีน(minocycline) อย่างเช่นมิโนซิน (Minocin) และยาเตตราไซคลีน อย่างเช่น อะโครไมซิน (Achromycin) และอื่นๆ

  • ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนตส์ (Bisphosphonates)

แคลเซียมสามารถลดการดูดซึมยากลุ่มบิสฟอสโฟเนตส์ได้ การใช้แคลเซียมคู่กับยากลุ่มบิสฟอสโฟเนตส์ สามารถลดประสิทธิภาพของยากลุ่มนี้ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ ใช้ยากลุ่มไบฟอสโฟเนตส์ อย่างน้อย 30 นาทีก่อนแคลเซียม หรือใช้หลังจากนั้น

ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนตส์ประกอบด้วย ยาอะเลนโดรเนต (alendronate) อย่างเช่น ฟอซาแมกซ์ (Fosamax) ยาเอทิโดรเนต (etidronate) อย่างเช่น ดิโดรเนล (Didronel) ยาไรซีโดรเนต (risedronate) อย่างเช่น แอคโทนอล (Actonel) ยาทิลูโดรเนต (tiludronate) อย่างเช่นสเกลลิด (Skelid) และอื่นๆ

  • ยากลุ่มคาลซิโพไทรอิน (Calcipotriene)

ยาซิโพไทรอิน อย่างเช่น โดโวเนกซ์ (Dovonex) คือยาที่คล้ายกับวิตามินดี วิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียม การรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมคู่กับยาคาลซิโพไทรอิน อาจทำให้ได้รับแคเซียมมากเกินไป

  • ยากลุ่มไดจอกซิน (Digoxin)

แคลเซียมสามารถส่งผลกระทบต่อหัวใจของคุณได้ ยาไดจอกซิน อย่างเช่น ลาโนซิน (Lanoxin) ใช้เพื่อช่วยให้หัวใจของคุณเต้นแรงขึ้น การใช้แคลเซียมคู่กับยาไดจอกซิน อาจเพิ่มประสิทธิภาพของยาไดจอกซินแล้วทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ หากคุณกำลังใช้ยาไดจอกซินควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้อาหารเสริมแคลเซียม

  • ยากลุ่มดิลไทอะเซม (Diltiazem)

แคลเซียมสามารถส่งผลกระทบต่อหัวใจของคุณได้ ยาดิลไทอะเซม อย่างคาร์ดิเซม (Cardizem) หรือดิลาคอร์ (Dilacor) หรือทิอาแซค (Tiazac) ก็ส่งผลกระทบต่อหัวใจของคุณได้เช่นกัน การรับประทานแคลเซียมจำนวนมาก คู่กับยาดิลไทอะเซม อาจลดประสิทธิภาพของยาดิลไทอะเซมได้

  • ยากลุ่มเลโวไทรอกซีน (Levothyroxine)

ยาเลโวไทรอกซีนใช้เพื่อลดการทำงานของไทรอยด์ แคลเซียมสามารถลดการดูดซึมยาเลโวไทรอกซีนได้ การใช้แคลเซียมคู่กับเลโวไทรอกซีนอาจลดประสิทธิภาพของยาเลโวไทรอกซีน ควรรับประทานยาเลโวไทรอกซีนและแคลเซียมห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

ยาบางยี่ห้อที่มีส่วนประกอบของเลโวไทรอกซีน คืออาร์เมอร์ไทรอยด์ (Armour Thyroid) เอลทรอกซ์ซิน (Eltroxin) เอสเตอร์ (Estre) ยูไตรอกซ์ (Euthyrox) เลโวที (Levo-T) เลโวทรอยด์ (Levothroid) เลวอกซ์ซิล (Levoxyl) ซินทรอยด์ (Synthroid) ยูนิทรอยด์ (Unithroid) และอื่นๆ

  • ยากลุ่มโซทาลอล (Sotalol)

การใช้แคลเซียลคู่กับยาโซทาลอล อย่างเช่น เบตาเพส (Betapace) สามารถลดการดูดซึมยาโซทาลอลได้ การใช้แคลเซียมคู่กับยาโซทาลอลอาจลดประสิทธิภาพของยาโซทาลอลได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ ควรรับประทานแคลเซียลอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อน หรือ 4 ชั่วโมง หลังใช้ยาโซทาลอล

  • ยากลุ่มเวอราปามิล (Verapamil)

แคลเซียมสามารถส่งผลกระทบต่อหัวใจของคุณได้ ยาเวอราปามิล อย่างเช่น เคลัน (Calan) โคเวรา (Covera) ไอซอปติน (Isoptin) เวเรลัน (Verelan) ก็สามารถส่งผลกระทบต่อหัวใจของคุณด้วยเช่นกัน ดังนั้น ห้ามรับประทานแคลเซียมจำนวนมาก หากคุณใช้ยากลุ่มเวอราปามิล

  • ยาขับปัสสาวะ (Water pills)

ยาขับปัสสาวะบางชนิดอาจจะเพิ่มปริมาณแคลเซียมในร่างกายได้ การรับระทานแคลเซียมจำนวนมากคู่กับยาขับปัสสาวะ อาจทำให้มีแคลเซียมในร่างกายมากเกินไป และอาจส่งผลข้างเคียงที่รุนแรง รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับไตอีกด้วย

ยาขับปัสสาวะมีดังนี้คือ ยาคลอโรไทอะไซด์ (chlorothiazide) อย่างไดริล (Diuril) ยาไฮโดรคลอโรไทอะไซด์ (hydrochlorothiazide) อย่างไฮโดรไดริล (HydroDIURIL) เอซิดริกซ์ (Esidrix) ยาอินดาพาไมด์ (indapamide) อย่างโลโซล (Lozol) ยาเมโทลาโซน (metolazone) อย่างซาโรโซลิน (Zaroxolyn) และยาคลอธาลิโดน (chlorthalidone) อย่างไฮโกรตอน (Hygroton)

  • เอสโตรเจน (Estrogens)

เอสโตรเจนช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ การรับประทานยาเอสโตรเจนคู่กับแคลเซียมในปริมาณมาก อาจเพิ่มปริมาณแคลเซียมในร่างกายมากเกินไป

ยาเอสโตรเจนมีดังนี้คือ ยาฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจน (conjugated equine estrogens) อย่างพรีมาลิน (Premarin) ยาเอทินิล เอสตร้าไดออล (ethinyl estradiol) ยาเอสตราไดออล (estradiol) และอื่นๆ

  • ยากลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์

ยาสำหรับอาการความดันโลหิตสูงบางชนิด อาจส่งผลต่อแคลเซียมในร่างกาย ยาเหล่านี้เรียกว่าแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ (Calcium channel blockers) หรือยาปิดกั้นแคลเซียม การฉีดแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายขณะใช้ยาเหล่านี้ อาจลดประสิทธิภาพของยาที่มีต่อการรักษาความดันโลหิตสูง

ยาสำหรับอาการความดันโลหิตสูงมีดังนี้คือ ยาเนเฟดิปีน (nifedipine) อย่างเช่น อะดาลัท (Adalat) หรือโพรคาร์เดีย (Procardia) ยาเวอราปามิล (verapamil) อย่างเคลัน (Calan) หรือไอซอปติน (Isoptin) หรือเวเรลัน (Verelan) ยาดิลไทอะเซม (diltiazem) อย่างเช่น คาร์ดิเซม (Cardizem) ยาอิสราดิพีน (isradipine) อย่างเช่นไดนาซิค (DynaCirc) ยาฟิโลดิปีน (felodipine) อย่างเช่นเพลนดิล (Plendil) ยาแอมโลดิปีน (amlodipine) อย่างเช่นนอร์แวคซ์ (Norvasc) และอื่นๆ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมก่อนใช้ยานี้

ขนาดยาแคลเซียม

ขนาดยาต่อไปนี้ได้รับการศึกษาในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แล้ว

รับประทาน

  • เพื่อป้องกันระดับแคลเซียมต่ำ: มักใช้ 1 กรัม ธาตุแคลเซียม ทุกวัน
  • สำหรับอาการแสบร้อนกลางอก: ใช้แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นยาลดกรด ปกติคือ 0.5-1.5กรัม ตามที่จำเป็น
  • เพื่อลดปริมาณฟอสเฟตในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง: ขนาดยาเริ่มต้นสำหรับแคลเซียมอะซิเตต คือ 1.334 กรัม (338 มก. ธาตุแคลเซียม) พร้อมกับอาหารในแต่ละครั้ง เพิ่มถึง 2-2.67 กรัม (500-680 มก. ธาตุแคลเซียม) พร้อมกับอาหารในแต่ละครั้ง ตามที่จำเป็น
  • เพื่อป้องกันกระดูกอ่อนแอ (โรคกระดูกพรุน): ขนาดยา 1-1.6 กรัม ธาตุแคลเซียม ทุกวัน รับจากอาหารและอาหารเสริม แนวทางการรักษาโรคกระดูกพรุนในอเมริกาเหนือ แนะนำให้ใช้แคลเซียม 1200 มก. ต่อวัน
  • สำหรับการป้องกันการสูญเสียกระดูก ในสตรีวัยก่อนหมดประจำเดือนที่มีอายุเกิน 40: ขนาดยา 1 กรัม
  • สำหรับผู้ตั้งครรภ์ที่บริโภคแคลเซียมในปริมาณที่ต่ำ: ขนาดยาสำหรับการเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก มีตั้งแต่ 300-1300 มก./วัน เริ่มตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ในสัปดาห์ที่ 20-22
  • สำหรับกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน: 1-1.2 กรัม แคลเซียม ต่อวันเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต
  • เพื่อลดระดับฮอร์โมนไทรอยด์สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง: แคลเซียมคาร์บอเนต 2-21 กรัม
  • เพื่อป้องกันการสูญเสียกระดูกสำหรับผู้ที่ที่ใช้ยาคอร์ติโคสเตอรอยด์: แบ่งยาวันละ 1 กรัม ธาตุแคลเซียมต่อวัน
  • เพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูง: 1-1.5 กรัมแคลเซียม ต่อวัน
  • เพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (ก่อนคลอด): ใช้แคลเซียมคาร์บอเนต 1-2 กรัม ต่อวัน
  • เพื่อป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และเนื้องอกลำไส้ใหญ่กำเริบ (adenomas): แคลเซียม 1200-1600 มก./วัน
  • สำหรับภาวะคอเลสเตอรอลสูง: มีการใช้แคลเซียม 1200 มก. ต่อวัน รับประทานคู่หรือแยกต่างหากกับวิตามินดี 400 IU ต่อวัน ร่วมกับอาหารที่มีไขมันต่ำหรือจำกัดแคลอรี่
  • เพื่อป้องกันการเป็นพิษของฟลูออไรด์ในเด็ก: แคลเซียม 125 มก. วันละสองครั้ง คู่กับกรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid) และวิตามินดี
  • สำหรับการลดน้ำหนัก เพิ่มปริมาณการบริโภคแคลเซียมที่มาจากผลิตภัณฑ์นม ให้ได้ประมาณ 500-2400 มก./วัน คู่กับอาหารจำกัดแคลอรี่

แคลเซียมคาร์บอเนตและแคลเซียมซิเตรตเป็นแคลเซียม 2 รูปแบบที่มีการใช้กันมากที่สุด

อาหารเสริมแคลเซียมมักจะแบ่งออกเป็นสองครั้งต่อวัน เพื่อเพิ่มการดูดซึม ควรรับประทานแคลเซียมกับกับอาหารในขนาด 500 มก. หรือน้อยกว่า

สถาบันทางการแพทย์ (IOM) แห่งสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้ได้รับในแต่ละวัน (RDA) สำหรับแคลเซียม ซึ่งเป็นค่าประมาณของระดับการบริโภคที่จำเป็น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชากรผู้ที่มีสุขภาพดีเกือบทั้งหมด โดยปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้ได้รับในแต่ละวันในปัจจุบันที่กำหนดในปี 2553 ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้ได้รับในแต่ละวันนั้นแตกต่างกันไปตามอายุดังต่อไปนี้

  • 1-3 ปี 700 มก.
  • 4-8 ปี 1000 มก.
  • 9-18 ปี 1300 มก.
  • 19-50 ปี 1000 มก.
  • ผู้ชาย 51-70 ปี 1000 มก.
  • ผู้หญิง 51-70 ปี 1200 มก.
  • 70 ปีขึ้นไป 1200 มก.
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร (อายุต่ำกว่า 19 ปี) 1300 มก.
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร (19-50 ปี) 1000 มก.

IOM ยังได้กำหนดระดับปริมาณสารอาหารสูงสุดที่สามารถบริโภคได้ในแต่ละวัน (UL) สำหรับแคลเซียมขึ้นอยู่กับอายุดังต่อไปนี้

  • 0-6 เดือน 1000 มก.
  • 6-12 เดือน 1500 มก.
  • 1-3 ปี 2500 มก.
  • 9-18 ปี 3000 มก.
  • 19-50 ปี 2500 มก.
  • 51 ปีขึ้นไป 2000 mg

ขนาดยานอกเหนือจากนี้ควรหลีกเลี่ยง

ขนาดยาที่มากกว่าปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้ได้รับในแต่ละวัน 1000-1300 มก./วัน สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่นั้น มีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงภาวะหัวใจขาดเลือดฉับพลัน ควรบริโภคแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน แต่ห้ามบริโภคแคลเซียมเกินปริมาณที่กำหนด ควรตรวจสอบให้แน่ใจถึงปริมาณของแคลเซียมที่ได้รับทั้งจากอาหารและอาหารเสริม และพยายามอย่าให้เกิน 1000-1300 มก. แคลเซียมต่อวัน เพื่อให้ทราบปริมาณของแคลเซียมในอาหาร นับ 300 มก./วัน จากอาหารที่ไม่ได้ทำมาจากนม บวกกับ 300 มก./แก้ว สำหรับนมหรือน้ำส้มคั้นเสริมแคลเซียม

ขนาดยาแคลเซียมอาจแตกต่างกันสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ขนาดยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพและเงื่อนไขอื่นๆ อาหารเสริมไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป โปรดปรึกษาแพทย์ของคุณเกี่ยวกับขนาดที่เหมาะสมสำหรับคุณ

รูปแบบของแคลเซียม

รูปแบบของแคลเซียมมีดังนี้

  •  ยาแคปซูลแคลเซียม 600 มก.
  • แคลเซียมเหลว

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: สิงหาคม 9, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 9, 2018

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน