เรกิ (Reiki) การบำบัดฟื้นฟูพลังชีวิตจากธรรมชาติ

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020
Share now

การบำบัดมีด้วยกันหลายทางเลือก หนึ่งในนั้นคือการบำบัดที่เรียกว่า เรกิ ซึ่งเป็นทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เรกินั้นเป็นการบำบัดทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ที่ได้รับการรักษารู้สึกผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง โดยใช้เพียงฝ่ามือในการบำบัดเท่านั้น แต่สำหรับคนที่อยากรู้จักเรกิให้ดีขึ้น ลองมาติดตามบทความของ Hello คุณหมอ กันดูค่ะ

เรกิ (Reiki) คืออะไร?

เรกิ เป็นรูปแบบการบำบัดทางเลือก โดยทั่วไปเรียกว่าการรักษาพลังงาน ซึ่งการบำบัดแบบนี้เกิดขึ้นในญี่ปุ่นช่วงปลายปี 1800 และได้รับการกล่าวขานว่า มีความเกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนพลังงานจากฝ่ามือของผู้รักษาโลกไปยังผู้ป่วย โดยเรื่องการรักษาพลังงานงั้นถูกใช้มาหลายศตวรรษในรูปแบบต่างๆ

แต่ก็มีการโต้เถียงเกี่ยวกับเรกิเกิดขึ้น เพราะถือเป็นการยากที่จะพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ว่า การบำบัดแบบเรกินั้น มีประสิทธิภาพในการรักษาจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามหลายคนที่ได้รับการรักษาจากเรกิต่างบอกว่ามันได้ผล จนมันได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งหากลองเอาคำว่า Reiki ไปค้นหาในกูเกิลจะพบว่า มีผลลัพธ์ปรากฏให้เห็นอย่างน้อย 68,900,000 ผลลัพธ์

นอกจากนี้ การสำรวจในปี 2007 แสดงให้เห็นว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ใหญ่ประมาณ 1.2 ล้านคน พยายามทดลองใช้เรกิหรือการบำบัดที่คล้ายกันอย่างน้อย 1 ครั้งในปี 2006 แล้ว เชื่อกันว่าโรงพยาบาลกว่า 60 แห่ง ให้บริการเรกิเรกิแก่ผู้ป่วย

ข้อเท็จจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับการบำบัดแบบเรกิ

สำหรับสิ่งสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับเรกิ มีดังต่อไปนี้

  • เรกิ เป็นรูปแบบหนึ่งของการบำบัดด้วยพลังงาน
  • แม้จะมีข้อกังขาในบางวงการ แต่ก็การบำบัดแบบเรกินั้นกลับได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
  • เรกิเกี่ยวข้อกับการถ่ายโอนพลังงานโดยการส่งพลังงานจากฝ่ามือ
  • ผู้สนับสนุนเรกิ กล่าวว่า มันสามารถรักษาสภาพและสภาวะทางอารมณ์ได้
  • จากผลงานวิจัยบางชิ้น แสดงให้เห็นว่า เรกิสามารถลดอาการปวดเล็กน้อย แต่ไม่มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่า มันมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคใดๆ
  • โรงพยาบาลบางแห่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเสนอวิธีการรักษาแบบเรกิ แต่ประกันไม่ค่อยครอบคลุม

ขั้นตอนของการบำบัดแบบเรกิ

ขั้นตอนการทำเรกิจะถูกจัดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุด ซึ่งความจริงแล้วสามารถทำได้ทุกที่ โดยผู้ป่วยจะนั่งในเก้าอี้ที่สะดวกสบายหรือนอนบนโต๊ะ อาจจะมีการเปิดเพลงหรือไม่เปิดเพลงก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบของผู้ป่วย

จากนั้นผู้รักษาจะวางมือของพวกเขาเบาๆ บนหรือเหนือบริเวณที่เฉพาะเจาะลงของศีรษะ แขน ขา และลำตัว โดยใช้รูปร่างมือที่แตกต่างกัน ประมาณ 2-5 นาที ซึ่งมือนั้นจะสามารถวางได้มากกว่า 20 ส่วนในร่างกาย หากผู้ได้รับการรักษามีการบาดเจ็บโดยเฉพาะ อาทิ แผลไฟไหม้ มือของผู้รักษาอาจจะลอยอยู่เหนือแผลนั้น

ในขณะที่ผู้รักษานำมือของพวกเขาวางหรือเอาไว้เหนือร่ายกายเบาๆ เพื่อถ่ายโอนพลังงานที่เกิดขึ้น ในช่วงเวลานี้มือของผู้รักษาอาจจะอบอุ่นหรือรู้สึกเสียวซ่า โดยตำแหน่งมือแต่ละข้างจะวางเอาไว้บริเวณนั้นๆ จนกว่าผู้รักษาจะรู้สึกว่าพลังงานหยุดไหล และเมื่อผู้รักษารู้สึกว่า ความร้อนหรือพลังงานในมือของพวกเขาลดน้อยลง พวกเขาจะเอามือออก และอาจนำมือไปวางบนหรือเหนือบริเวณอื่นๆ ของร่างกายต่อไป

ประโยชน์ของการบำบัดแบบเรกิ 

แม้การบำบัดแบบเรกิจะยังไม่สามารถพิสูจน์ทางด้านเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยได้ว่า มันสามารถช่วยบำบัดร่างกาย หรือช่วยให้ผ่อนคลายได้จริงหรือไม่ แต่มันก็มีหลายคนที่สามารถสัมผัสได้ถึงการบำบัดนี้ ซึ่งเรกินั้นถูกบอกเอาไว้ว่า ช่วยทำให้ผ่อนคลาย ช่วยในกระบวนการบำบัดดตามธรรมชาติของร่างกาย และพัฒนาความเป็นอยู่ทางอารมณ์ จิตใจ และจิตวิญาณ นอกจากนั้นยังมีการบอกเอาว่ากว่า มันช่วยให้ผู้คนสามารถรับมือกับความเครียดทางอารมณ์ และปรับปรุงคุณภาพชีวิตโดยรวมได้อีกด้วย โดยผู้ที่ได้รับการบำบัดจากเรกิ ได้กล่าวเอาไว้ว่า มันทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก ดังนั้น เรกิจึงถูกนำมาใช้เพื่อช่วยในการรักษาอื่นๆ เช่น

ความรู้สึกของผู้ได้รับการบำบัดในแต่ละรายจะมีความแตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะรู้สึกว่ามือของผู้รักษาเริ่มร้อนขึ้น บ้างก็บอกว่ามือเย็น หรือบางคนอาจจะรู้สึกได้ถึงคลื่นสั่นสะเทือน แต่จากรายงานสิ่งที่พบบ่อยที่สุดคือ การปลดปล่อยความเครียดและการผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง นั่นเอง

Hello Health Groupม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

What Is Reiki?. https://www.webmd.com/pain-management/reiki-overview#2. Accessed March 13, 2020

Everything you need to know about reiki. https://www.medicalnewstoday.com/articles/308772. Accessed March 13, 2020

What is Reiki?. https://www.livescience.com/40275-reiki.html. Accessed March 13, 2020

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ใบมะละกอ และ สรรพคุณทางยา ที่คุณอาจไม่เคยรู้

มะละกอ เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายๆ ด้านอีกด้วย แต่ไม่ใช้เพียงแต่ผลของมันเท่านั้นที่มีประโยชน์ ใบมะละกอ ก็มีประโยชน์ด้านสุขภาพเช่นกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

สารก่อมะเร็ง ที่คุณควรรู้จักไว้ เพื่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิต

เมื่อพูดถึง สารก่อมะเร็ง หลายคนอาจรู้แค่ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ยังไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างที่ควรระวัง ซึ่ง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝากกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

โรคNCDs โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

โรคNCDs คือโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่ติดต่อไปสู่ผู้อื่นหรือติดเชื้อจากผู้อื่น แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เมื่อเป็นแล้วสามารถเกิดการเรื้อรังของโรคได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai

ข้อควรรู้ถึงความเสี่ยงของการ ตั้งครรภ์ตอนแก่ ที่อาจกระทบต่อสุขภาพทารก

การ ตั้งครรภ์ตอนแก่ อาจทำให้ตัวคุณ และทารกได้รับผลกระทบร้ายแรงต่าง ๆ ทางสุขภาพได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อลดความเสี่ยงนี้ก่อนเสมอ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin

บทความแนะนำ

น้ำมันหอมระเหยที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก และ สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้ ก่อนใช้กับลูกน้อย

น้ำมันหอมระเหยที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก และ สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้ ก่อนใช้กับลูกน้อย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 1, 2020
ผ่าตัดกระเพาะอาหาร (Gastric Sleeve Surgery)

ผ่าตัดกระเพาะอาหาร (Gastric Sleeve Surgery)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 26, 2020
บรรเทาอาการปวดหลัง จาก โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน ด้วย 4 ท่าออกกำลังกาย

บรรเทาอาการปวดหลัง จาก โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน ด้วย 4 ท่าออกกำลังกาย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 25, 2020
ใช่หรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ กินวุ้นเส้น แล้วจะไม่ทำให้อ้วน จริงหรือ?

ใช่หรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ กินวุ้นเส้น แล้วจะไม่ทำให้อ้วน จริงหรือ?

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 11, 2020