ลมพิษ รู้จักกับสาเหตุและวิธีเยียวยาตนเองที่ได้ผล

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ลมพิษ (Hives) เป็นอาการที่ผิวหนังเป็นผื่นแดง หรือมีผื่นนูน และมักจะมีอาการคันร่วมด้วย ลมพิษมักเป็นผลมาจากอาการแพ้ แต่ก็สามารถเกิดจากสิ่งกระตุ้นอื่นๆ ได้เช่นกัน Hello คุณหมอ อยากชวนคุณมาทำความรู้จักกับลมพิษ และวิธีการเยียวยาลมพิษที่คุณสามารถทำได้ด้วยตนเอง

ลมพิษ คืออะไร

ลมพิษคือผื่นคันที่บวมขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นทันทีบนผิวของคุณ ลมพิษเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดผื่นคัน แต่อาจทำให้รู้สึกเหมือนผิวไหม้จนแสบผิว หรือรู้สึกเหมือนโดนกัดที่ผิว อาการลมพิษสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย บริเวณที่พบบ่อยได้แก่ ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น คอ หรือหู ลมพิษจะมีขนาดของอาการแตกต่างกัน ตั้งแต่ความกว้างเท่ายางลบไปจนถึงขนาดเท่าจานข้าว และอาการอาจรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ เรียกว่า Plaques ลมพิษมีโอกาสเกิดขึ้น 15-20% ในชีวิตของทุกคน และมีแนวโน้มที่จะเกิดในผู้หญิงและเด็กมากกว่าผู้ชาย

โดยทั่วไป ลมพิษมีอยู่ 3 ประเภทขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดลมพิษ ได้แก่

  • ลมพิษฉับพลัน (Acute urticaria)

ผู้ที่เป็นลมพิษฉับพลันจะมีอาการเป็นผื่นไม่เกิน 6 สัปดาห์ มักมีสาเหตุมาจากอาการแพ้อาหารหรือแพ้ยาบางประเภท แต่การติดเชื้อและแมลงกัดต่อยก็ทำให้เกิดผื่นคันชนิดนี้ได้เช่นกัน

  • ลมพิษเรื้อรัง และแองจิโออีดีมา (Chronic urticaria and angioedema)

หากมีอาการผื่นจากลมพิษนานเกิน 6 สัปดาห์ ผื่นนี้มีสาเหตุมาจากโรคบางอย่าง เช่น โรคไทรอยด์ โรคมะเร็ง โรคตับอักเสบ การเป็นโรคลมพิษเรื้อรัง อาจทำให้คุณรู้สึกไม่สะดวกสบาย รบกวนการนอนหลับและกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หลายคนบรรเทาอาการด้วยยาต้านฮิสตามีน และยาแก้คัน

ลมพิษชนิดเรื้อรังนี้ ส่วนใหญ่แล้วแพทย์ะไม่สามารถระบุสาเหตุของอาการ หรือสาเหตุที่ทำให้ลมพิษเฉียบพลันกลายเป็นปัญหาระยะยาวได้ ลมพิษเรื้อรังและแองจิโออีดีมา (ลมพิษที่ทำให้เกิดภาวะบวมในชั้นลึกของหนังแท้ ทำให้เกิดผื่นนูนแดง) เป็นอาการลมพิษที่รุนแรงกว่าลมพิษฉับพลัน เนื่องจากอาการสามารถแพร่กระจายไปยังบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ ปอด กล้ามเนื้อ และทางเดินอาหาร ส่วนแองจิโออีดีมาปกติจะเป็นลมพิษที่ไม่มีอาการคัน แต่ทำให้เกิดอาการบวมที่ผิวหนัง

  • ผื่นลมพิษจากปัจจัยทางกายภาพ (Physical urticaria)

เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนัง อากาศที่ร้อนหรือหนาวเกินไป การตากแดด การมีเหงื่อออกมากเกินไป หรือการเสียดสีของเสื้อผ้ากับผิวหนังเวลาออกกำลังกาย ต่างก็เป็นสาเหตุให้เกิดผื่นลมพิษได้ทั้งสิ้น ซึ่งผื่นลมพิษชนิดที่เกิดจากปัจจัยทางกายภาพจะไม่ค่อยแพร่กระจายออกไปจากจุดเดิม

สาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษ

ผื่นลมพิษจะปรากฏขึ้นเมื่อระดับฮิสตามีนในร่างกายสูง และสารเคมีที่เป็นสารสื่อประสาทบางอย่างหลั่งออกมาสู่ผิว ทำให้เกิดผื่นคันและอาการอื่นๆ ที่พื้นผิวด้านบน โดยทั่วไปแล้วลมพิษจะเกิดจากอาการแพ้ต่างๆ เช่น แพ้อาหาร แพ้สารเคมี แต่ในขณะเดียวกันลมพิษก็อาจเกิดขึ้นได้จากสิ่งกระตุ้นอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับอาการแพ้ อย่างเช่น

  • ความเครียด
  • แมลงกัดต่อย
  • การระคายเคืองจากพืช เช่น ใบตำแย
  • การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
  • แสงแดด
  • การติดเชื้อ เช่น เชื้อไข้หวัดใหญ่ หรือเชื้อหวัด
  • ยาบางชนิด ส่วนใหญ่แล้วยาแอสไพรินและไอบูโพเฟน (ibuprofen) ยาลดความดันโลหิตบางชนิด (ACE inhibitors) และโคเดอีน เป็นยาที่มักเกี่ยวข้องกับอาการลมพิษ
  • อาการโรคบางอย่าง

การระบุปัจจัยที่ทำให้เกิดลมพิษเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะเมื่อสามารถระบุปัจจัยที่ทำให้แพ้ได้แล้ว คุณก็จะสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นได้ โดยทั่วไปแล้ว ลมพิษมักจะหายไปได้ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ก็อาจมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้อาการลมพิษแย่ลง ซึ่งควรต้องระวัง ได้แก่

การเยียวยาลมพิษด้วยตนเอง

ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเกิดลมพิษ สิ่งที่คุณควรทำก็คือ การบรรเทาอาการคันและระคายเคือง ซึ่งมีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้เพื่อเยียวยาลมพิษได้ด้วยตนเอง เช่น

  • ประคบเย็น

การประคบเย็นจะช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองได้ โดยอาจใช้ผ้าขนหนูห่อน้ำแข็ง วางไว้ตรงผิวบริเวณที่เป็นลมพิษประมาณ 10 นาที และทำซ้ำตลอดวัน จะช่วยบรรเทาอาการคันและลดอาการอักเสบ

  • ใช้ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้จะช่วยปลอบประโลมผิวและลดอาการลมพิษ แต่อย่างไรก็ตาม ควรลองทดสอบโดยการทาว่านหางจระเข้ลงบนผิวในปริมาณน้อยก่อน ก่อนที่จะทาว่านหางจระเข้ลงบนผิวบริเวณที่เป็นลมพิษทั้งหมด

  • วิชฮาเซล

วิชฮาเซล (Witch Hazel) อุดมด้วยสารแทนนิน มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ และเป็นสารกระชับรูขุมขน หรือแอสตริงเจนท์ (Astringent) ตามธรรมชาติที่ช่วยเยียวยาผิวได้ จึงสามารถช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองของลมพิษได้ คุณสามารถซื้อหาสารสกัดวิทฮาเซลได้ในร้านขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ หรือจากร้านค้าออนไลน์ที่เชื่อถือได้ วิธีการก็คือ ใช้สำลีแผ่นชุบวิชฮาเซลแล้วแต้มลงบนผื่นคันโดยตรง จะช่วยบรรเทาอาการคันและอักเสบได้

  • เบกกิ้งโซดา

เบกกิ้งโซดาเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีโซเดียมไบคาร์บอเนต นิยมใช้เพื่อทำความสะอาดผิวและบรรเทาอาการระคายเคืองผิวหนังมาตั้งแต่โบราณ ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำเย็นเล็กน้อยให้ได้เนื้อข้นๆ ทาลงบนผิว ปล่อยให้แห้งแล้วจึงล้างออก วิธีนี้จะช่วยบรรเทาอาการคันและช่วยไม่ให้ผื่นลุกลาม

  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่เป็นตัวกระตุ้น

ผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้หลายอย่าง เช่น สบู่ น้ำหอม โลชั่น ครีมบำรุงผิว อาจมีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดลมพิษได้ หากคุณมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการแพ้ได้ง่าย ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวหรือผลิตภัณฑ์สำหรับผู้มีผิวแพ้ง่าย และอาจพยายามหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่เป็นน้ำหอมหรือสารให้ความหอม เพราะมีแนวโน้มจะทำให้ผิวระคายเคืองได้มากที่สุด

  • หลีกเลี่ยงอากาศร้อน

ความร้อนทำให้อาการคันแย่ลง ดังนั้น ผู้ที่เป็นลมพิษจึงควรสวมเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าเบาสบาย ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน และอยู่ในห้องที่อุณหภูมิเย็นสบาย รวมถึงหลีกเลี่ยงแสงแดดด้วย

ยารักษาอาการลมพิษ

หากการเยียวยาอาการลมพิษด้วยวิธีธรรมชาติไม่ได้ผล อาจต้องใช้ยารักษา ยาเหล่านี้อาจใช้เพื่อรักษาอาการต่างๆ จากลมพิษ ควรปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรก่อนใช้ยา

1. คาลาไมน์โลชั่น

ผลิตภัณฑ์ที่มีคาลาไมน์จะช่วยทำให้ผิวเย็นลง จึงสามารถบรรเทาอาการคันได้ โดยคุณสามารถทาคาลาไมน์โลชั่นที่ผิวหนังบริเวณที่เป็นลมพิษได้เลย

2. ยาไดเฟนไฮดรามีน

ยาไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) เป็นยาต้านฮิสตามีนแบบรับประทาน สามารถช่วยลดผื่นและอาการอื่นๆ เช่น อาการคัน ด้วยการรักษาจากภายในสู่ภายนอก ให้ทำตามคำแนะนำในการกินยา ยาจะออกฤทธิ์ภายในเวลา 1 ชั่วโมง และอาการลมพิษจะดีขึ้น ข้อควรระวังคือการกินยานี้อาจทำให้ง่วงซึม

3. ยาเฟกโซเฟนาดีน ยาลอราทาดีน และยาเซทิไรซีน

ยาเฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) ยาลอราทาดีน (Loratadine) และยาเซทิไรซีน (cetirizine) เป็นยาต้านฮีลตามีนที่จะออกฤทธิ์ภายใน 12 หรือ 24 ชั่วโมง และมีแนวโน้มที่จะทำให้ง่วงนอนน้อยกว่ายาไดเฟนไฮดรามีน

หากเป็นแบบนี้รีบไปพบคุณหมอ

ปกติอาการลมพิษจะหายไปภายในเวลา 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่หากคุณเป็นลมพิษและมีอาการของอาการแพ้แรงเหล่านี้ร่วมด้วย ให้รีบไปพบคุณหมอทันที

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน