โรคระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย อาจป้องกันได้ด้วยวิธีเหล่านี้

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ตั้งแต่อาการท้องอืด ไปจนถึงอาการของโรคกรดไหลย้อน หลายคนคงอาจเคยมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารมาแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนิสัยการกิน และการออกกำลังกาย ถือเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันโรคทางระบบอาหาร แต่หากการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์บางอย่างไม่ทำให้อาการของ โรคระบบทางเดินอาหาร ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์

โรคระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย

ระบบทางเดินอาหาร มีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายย่อยอาหาร และดูดซึมสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุ รวมถึงช่วยกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งระบบทางเดินอาหารจะประกอบด้วยอวัยวะดังต่อไปนี้

  • ปาก
  • หลอดอาหาร
  • ตับ
  • กระเพาะ
  • ถุงน้ำดี
  • ลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็ก
  • ตับอ่อน
  • ทวารหนักและไส้ตรง

นอกจากนี้ โรคระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย แบ่งเป็นอาการเรื้อรังของทางเดินอาหารส่วนบน และทางเดินอาหารส่วนล่าง ดังนี้

ทางเดินอาหารส่วนบน

อาการของทางเดินอาหารส่วนบนอาจหมายถึง การเรอบ่อยเกินไป แสบคอหรือแสบร้อนทรวงอก คลื่นไส้ อาเจียน หรือเจ็บปวดบริเวณท้องส่วนบน ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ได้แก่

  • โรคกรดไหลย้อน
  • แผลในกระเพาะอาหาร
  • โรคกระเพาะ
  • อัมพาตกระเพาะ (Gastroparesis)
  • โรคนิ่ว

ทางเดินอาหารส่วนล่าง

ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบริเวณทางเดินอาหารส่วนล่าง อาจไม่ได้หมายความว่าจะเกิดจากลำไส้เสมอไป เนื่องจากความเจ็บปวดจากอวัยวะภายในอื่นๆ อาจแผ่ขยายจนทำให้เกิดความเจ็บปวดที่บริเวณอื่น อย่างไรก็ตาม มีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารมากมาย ที่สามารถทำให้เกิดอาการที่เกี่ยวกับลำไส้ ได้แก่ เจ็บปวดบริเวณท้องส่วนล่าง ตะคริวในลำไส้ และปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่าย ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากโรคระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ดังนี้

วิธีป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร

ลดการกินอาหารมื้อใหญ่

เมื่อคุณกินอาหารมื้อใหญ่ อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนัก ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนเนื่องจากกรดเกินในกระเพาะ และอาจมีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย ดังนั้นจึงอาจลดการกินอาหารมื้อใหญ่ และกินอาหารมื้อเล็กลง แต่กินบ่อยขึ้น โดยคุณอาจกินอาหาร 5-6 มื้อต่อวัน ในปริมาณที่น้อยลง และต้องไม่ลืมที่จะกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในทุกๆ มื้อ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการกินแล้วนอน หรือเอนตัวลงนอนทันทีหลังกินอาหาร เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน

ดื่มน้ำให้มาก

น้ำมีส่วนช่วยชะล้างระบบทางเดินอาหาร และยังช่วยป้องกันอาการท้องผูก เนื่องจากน้ำช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น มากไปกว่านั้นน้ำยังมีส่วนช่วยให้ระบบทางเดินอาหารดูดซึมสารอาหารอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำอย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน และลดการดื่มน้ำหวาน เนื่องจากการดื่มน้ำที่เพิ่มน้ำตาลสามารถทำให้ปัญหาของระบบทางเดินอาหารแย่ลง

เพิ่มไฟเบอร์ในมื้ออาหาร

ไฟเบอร์มี 2 ชนิด ได้แก่ ไฟเบอร์ที่ละลายในน้ำ ซึ่งจะสร้างเจลในทางเดินอาหารที่จะส่งผลให้คุณรู้สึกอิ่มขึ้น เวลาที่กินอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ และอีกชนิดหนึ่งคือ ไฟเบอร์ที่ไม่ละลายน้ำ จะเพิ่มความหนาให้กับอุจจาระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการขับถ่าย

และโดยปกติผู้หญิงควรได้รับไฟเบอร์ 25 กรัมต่อวัน และผู้ชายควรได้รับไฟเบอร์ 38 กรัมต่อวัน หากได้รับไฟเบอร์อย่างเพียงพอจะช่วยป้องกันปัญหาระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณไม่สามารถได้รับไฟเบอร์จากมื้ออาหาร แพทย์อาจแนะนำให้ได้รับไฟเบอร์จากอาหารเสริม

เพิ่มโพรไบโอติก

แบคทีเรียในทางเดินอาหารมีทั้งชนิดดีและไม่ดี และโพรไบโอติกคือแบคทีเรียชนิดดีในทางเดินอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น

  • บรรเทาอาการท้องอืดเนื่องจากแก๊ส
  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
  • ป้องกันแบคทีเรียที่เป็นอันตราย ไม่ให้เจริญเติบโต
  • ทำลายแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณป่วย

โดยสามารถได้รับโพรไบโอติกจากการกินอาหารบางประเภท เช่น โยเกิร์ต กิมจิ มิโซะ นอกจากนี้หากต้องการกินอาหารเสริมโพรไบโอติก ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อไหร่ควรไปพบคุณหมอ

หากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ปรับการกินอาหารและการออกกำลังกาย ไม่ทำให้อาการของโรคระบบทางเดินอาหารดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ และในกรณีที่มีอาการเหล่านี้

  • ปวดท้องอย่างรุนแรง
  • ถ่ายปนเลือด
  • น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เป็นโรคระบบทางเดินอาหารเรื้อรัง เช่น โรคกรดไหลย้อน

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน