ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น วิธีแก้มีอะไรบ้าง

    ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น วิธีแก้มีอะไรบ้าง

    ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น วิธีแก้ คือ การใช้ยารักษาโรคที่อาจเป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็น เช่น การติดเชื้อรา โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยมีวิธีแก้ด้วยการใช้ยาต้านเชื้อรา ยาต้านไวรัส ยาปฏิชีวนะ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยดูแลรักษาช่องคลอดให้มีสุขภาพดี และไม่มีกลิ่นเหม็น อย่างไรก็ตาม หากสังเกตพบอาการผิดปกติ ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดและรับการรักษาอย่างเหมาะสม

    สาเหตุของช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น

    สาเหตุของช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น อาจมีดังนี้

    • การติดเชื้อราในช่องคลอด เกิดจากเชื้อราแคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida Albicans) ที่เจริญเติบโตมากเกินไป โดยอาจมีสภาพแวดล้อมที่อับชื้นเป็นตัวกระตุ้น เช่น การไม่ซับบริเวณภายนอกอวัยวะเพศให้แห้ง เหงื่อออกมาก จนอาจนำไปสู่ภาวะช่องคลอดอักเสบ ที่ทำให้ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น แสบร้อนช่องคลอดโดยเฉพาะเวลามีเพศสัมพันธ์ มีผื่นแดง ตกขาวเหลวเป็นน้ำ
    • ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากความไม่สมดุลของเชื้อแบคทีเรียภายในช่องคลอด โดยอาจมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้น เช่น การสวนล้างช่องคลอด การเปลี่ยนคู่นอนหลายคน ส่งผลให้ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น แสบร้อนช่องคลอด คันช่องคลอด และมีตกขาวสีเทาหรือสีเขียว
    • การแพ้สารเคมี เช่น สารเคมีจากสบู่ น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ผ้าอนามัยแบบสอด ห่วงอนามัย และกระดาษชำระ ที่อาจส่งผลให้ช่องคลอดระคายเคือง ทำให้ช่องคลอดอักเสบจนช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น
    • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคพยาธิในช่องคลอด เริม หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือปรสิต ซึ่งอาจได้รับมาจากคู่นอนระหว่างการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือจากการสัมผัสกับผิวหนังและสารคัดหลั่งที่ติดเชื้อโดยตรง
    • การดูแลสุขอนามัยไม่ดี เช่น การสวมกางเกงชั้นในที่รัดแน่นจนเกินไป การเลือกวัสดุกางเกงชั้นในที่ระบายอากาศไม่ดี อับชื้น และการไม่ทำความสะอาด หรือซับช่องคลอดให้แห้ง ซึ่งอาจกระตุ้นให้เชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตมากเกินไป จนส่งผลให้ช่องคลอดเสียสมดุล ระคายเคือง ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น บางคนอาจมีอาการคันระคายเคืองรุนแรงและตกขาวผิดปกติร่วมด้วย

    ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น วิธีแก้มีอะไรบ้าง

    ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น วิธีแก้อาจมีดังนี้

    1. ยารักษา

    ยารักษาช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย หากภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียส่งผลให้ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น วิธีแก้คือการใช้ยาปฏิชีวนะแบบรับประทานหรือแบบฉีดเข้าสู่กล้ามเนื้อ เพื่อช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและหยุดการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ตัวอย่างยาที่ใช้ อาจมีดังนี้

    • เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) เป็นยาในรูปแบบเม็ดและแคปซูล โดยรับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 7 วัน โดยควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างที่ใช้ยา และควรใช้ยาตามคุณหมอสั่ง
    • คลินดามัยซิน (Clindamycin) โดยมีทั้งแบบชนิดสอดช่องคลอด หรือแบบรับประทาน โดยควรใช้ตามคุณหมอสั่ง

    ยารักษาการติดเชื้อรา หากการติดเชื้อราส่งผลให้ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น วิธีแก้คือการใช้ยาต้านเชื้อราที่มีในรูปแบบครีม และยาเหน็บ เพื่อช่วยต้านเชื้อรา หยุดการเจริญเติบโตของเชื้อรา ลดอาการแสบร้อนและอาการคันในช่องคลอด ตัวอย่างยาที่ใช้ อาจมีดังนี้

    • ไทโอโคนาโซล (Tioconazole)
    • โคลไทรมาโซล (Clotrimazole)
    • บูโตโคนาโซล (Butoconazole)

    ยาต้านไวรัส หากการติดเชื้อไวรัสส่งผลให้ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น วิธีแก้คือการใช้ยาต้านไวรัส เช่น แฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) ซึ่งเป็นยาในรูปแบบรับประทานที่ใช้ต้านไวรัสบางชนิด เช่น โรคงูสวัด โรคเริม

    2. ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

    • ควรมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยด้วยการสวมถุงยางอนามัยและหลีกเลี่ยงการมีคู่นอนจำนวนมาก เพื่อลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
    • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอวัยวะเพศที่มีส่วนประกอบของน้ำหอม เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคือง
    • หากสังเกตว่ามีอาการแพ้ ควรเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่อาจก่อให้เกิดการแพ้ เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอวัยวะเพศ ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผ้าอนามัย เพื่อลดความเสี่ยงที่ทำให้ช่องคลอดระคายเคืองและอักเสบ
    • ควรล้างอวัยวะเพศให้สะอาดและซับให้แห้ง โดยเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันแบคทีเรียจากทวารหนักเข้าสู่ช่องคลอด
    • สวมกางเกงชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี โดยควรเลือกที่ทำจากผ้าฝ้าย และหลีกเลี่ยงการสวมกางเกงที่รัดแน่นจนเกินไป
    • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ เพราะหากมีน้ำหนักเกินมาตรฐานอาจเป็นปัจจัยที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

    อาการผิดปกติบริเวณช่องคลอด ที่ควรพบคุณหมอ

    อาการผิดปกติ ที่ควรพบคุณหมอ มีดังนี้

    • ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น
    • อาการคันช่องคลอดรุนแรง
    • มีตุ่มขึ้นรอบ ๆ ช่องคลอด
    • ตกขาวผิดปกติ เช่น สีเขียว สีเทา สีเหลือง เป็นก้อนหนา หรือมีเลือดปะปน
    • เจ็บแสบช่องคลอดระหว่างมีเพศสัมพันธ์และปัสสาวะ
    • มีไข้ หนาวสั่น และปวดอุ้งเชิงกราน

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย

    แพทย์หญิงอธิภัทร์ นวลละออง

    สุขภาพทางเพศ · โรงพยาบาลสมุทรสาคร


    เขียนโดย ปัญญพัฒน์ เอี่ยมสิน · แก้ไขล่าสุด 01/10/2022

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา