ยารักษาหนองใน มีอะไรบ้าง และการดูแลตัวเองเมื่อเป็นหนองใน

    ยารักษาหนองใน มีอะไรบ้าง และการดูแลตัวเองเมื่อเป็นหนองใน

    ยารักษาหนองใน เป็นยาปฏิชีวนะที่มีทั้งรูปแบบยารับประทานและฉีดเข้าเส้นเลือดดำ โดยยาจะออกฤทธิ์เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค ช่วยรักษาการอักเสบและอาการอื่น ๆ ของโรคหนองใน สำหรับระยะเวลาและขนาดยาในการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและการพิจารณาของคุณหมอ จึงควรเข้าพบคุณหมอตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อการรักษาอย่างต่อเนื่องและป้องกันภาวะดื้อยาที่อาจทำให้โรคหนองในหายยากขึ้น

    หนองใน คืออะไร

    หนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียไนซ์ซีเรีย โกโนร์เรีย (Neisseria Gonorrhoeae) มักแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อโดยไม่ป้องกันทั้งทางช่องคลอด ท่อปัสสาวะ ทวารหนักและปาก รวมถึงการใช้เซ็กส์ทอยร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ล้างอุปกรณ์ให้สะอาด หรือหุ้มด้วยถุงยางอนามัยก่อนใช้งาน ซึ่งอาจทำให้มีอาการเจ็บปวดเมื่อปัสสาวะ มีหนองออกจากปลายองคชาต ปวดและบวมที่ลูกอัณฑะ ตกขาวเพิ่มขึ้น เลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้องหรือปวดอุ้งเชิงกราน

    นอกจากนี้ ทารกในครรภ์อาจติดเชื้อหนองในจากคุณแม่ที่ติดเชื้อได้ในระหว่างการคลอดทางช่องคลอด ซึ่งอาจทำให้ดวงตาของทารกเกิดความผิดปกติได้

    ยารักษาหนองใน มีอะไรบ้าง

    ยารักษาโรคหนองในเป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในผู้ใหญ่และทารก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณหมอ โดยยารักษาโรคหนองในอาจมีดังนี้

    ยาเซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone)

    เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำเพื่อใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย โดยมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย การใช้ยาเซฟไตรอะโซนต้องได้รับการวินิจฉัยจากคุณหมอเท่านั้น โดยคุณหมออาจฉีดยาวันละ 1 หรือ 2 ครั้ง ซึ่งปริมาณของยาขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและความรุนแรงของอาการ แต่ไม่แนะนำให้ใช้กับทารกแรกเกิดและทารกคลอดก่อนกำหนด เพราะอาจเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เช่น อาการบวม แดง ปวดบริเวณที่ฉีด หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นเวลานานหรืออาการแย่ลง ควรเข้าพบคุณหมอทันที

    ยาอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin)

    เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น หลอดลมอักเสบ โรคปอดอักเสบ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อที่ผิวหนัง โดยมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งวิธีการใช้ยาอะซิโทรมัยซินอาจทำได้ดังนี้

    • การใช้ยาอะซิโทรมัยซิน ต้องได้รับการวินิจฉัยจากคุณหมอเท่านั้น เป็นยาที่มีทั้งรูปแบบเม็ดและน้ำสำหรับรับประทาน โดยรับประทานวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 1-5 วัน โดยปริมาณและระยะเวลาในการใช้ยาขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและการพิจารณาของคุณหมอ
    • สำหรับยาชนิดน้ำ ควรเขย่าก่อนรับประทานและใช้ช้อน กระบอกฉีดยาหรือถ้วยตวงเพื่อวัดปริมาณยาที่ถูกต้องตามที่คุณหมอกำหนด
    • อาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดหัว ปวดท้อง แน่นท้อง หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นเวลานานหรือหากมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น หัวใจเต้นเร็ว เป็นลม ลมพิษ มีหนอง แผลพุพอง เสียงแหบ เหนื่อยง่าย ปัสสาวะสีเข้ม หายใจหรือกลืนลำบาก ควรเข้าพบคุณหมอทันที

    ยากลุ่มเซฟาโลสปอริน (Cephalosporin)

    เป็นยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อทางผิวหนัง แบคทีเรียที่ดื้อยา และการติดเชื้ออื่น ๆ ในร่างกาย โดยการใช้ยากลุ่มเซฟาโลสปอริน ต้องได้รับการวินิจฉัยจากคุณหมอเท่านั้น ซึ่งปริมาณและระยะเวลาในการใช้ยาขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและการพิจารณาของคุณหมอ ควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่คุณหมอแนะนำ เพื่อให้เชื้อถูกกำจัดจนหมดและป้องกันภาวะดื้อยา อย่างไรก็ตาม การใช้ยากลุ่มเซฟาโลสปอรินอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย แน่นท้อง ผื่นลมพิษ บวม หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นเวลานานหรืออาการแย่ลง ควรเข้าพบคุณหมอทันที

    ยาเจมิฟลอกซาซิน (Gemifloxacin)

    เป็นยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ และอาจมีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคซึ่งการใช้ยาเจมิฟลอกซาซินต้องได้รับการวินิจฉัยจากคุณหมอเท่านั้น โดยรับประทานวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน 7 วัน หรืออาจนานกว่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของการติดเชื้อและต้องรับประทานในเวลาเดียวกันเป็นประจำทุกวัน อย่างไรก็ตาม การรับประทานยาเจมิฟลอกซาซิน อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เหนื่อยง่าย ปวดท้อง หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นเวลานานหรือมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย เช่น ผื่น ผิวลอก คัน ลมพิษ บวมที่ตา ใบหน้า ลิ้น ลำคอ ริมฝีปาก หายใจหรือกลืนลำบาก เสียงแหบ ควรเข้าพบคุณหมอทันที

    ยาเจนตามัยซิน (Gentamicin)

    เป็นยาปฏิชีวนะใช้รักษาโรคร้ายแรงที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย คุณหมอมักให้ยาชนิดนี้ในการรักษาโรคหนองในหากผู้ป่วยมีอาการแพ้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเซฟาโลสปอริน โดยคุณหมอจะฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้ออย่างช้า ๆ ในช่วง 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง ในทุก ๆ 6 หรือ 8 ชั่วโมง สำหรับระยะเวลาในการรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม ยาเจนตามัยซินอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ความอยากอาหารลดลง ปวดบริเวณที่ฉีด ปวดหัว มีไข้ ปวดข้อ เหนื่อยง่าย หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นเวลานานหรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ผื่น ผิวลอก คัน ลมพิษ บวมที่ตา ใบหน้า ลิ้น ลำคอ ริมฝีปาก หายใจหรือกลืนลำบาก เสียงแหบ ควรเข้าพบคุณหมอทันที

    ไซโปรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin)

    เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น มีทั้งแบบรับประทานและแบบฉีด โดยออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย สำหรับระยะเวลาและปริมาณของยาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและการพิจารณาของคุณหมอ สำหรับยารับประทาน คุณหมออาจแนะนำให้รับประทานวันละ 2 ครั้งเช้าและเย็น สำหรับยาแบบฉีด คุณหมอจะฉีดยาไซโปรฟลอกซาซินเข้าทางหลอดเลือดดำ ใช้เวลาประมาณ 60 นาที ในทุก ๆ 8 หรือ 12 ชั่วโมง ซึ่งขนาดยาและระยะเวลาในการรับยาขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณหมอ โดยการใช้ยาไซโปรฟลอกซาซินอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย วิงเวียนศีรษะ มึนงง ปวดหัว หรือนอนไม่หลับ หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นเวลานานหรืออาการแย่ลง ควรเข้าพบคุณหมอทันที

    ในระหว่างการรักษาโรคหนองในควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาเสร็จสิ้น และหลังการรักษาควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 7 วัน ก่อนกลับมามีเพศสัมพันธ์อีกครั้ง

    ในบางกรณีเชื้อแบคทีเรียอาจมีภาวะดื้อยาทำให้การรักษาในครั้งแรกไม่เป็นผลสำเร็จ คุณหมอจึงอาจทำการรักษาเพิ่มเติมเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียทั้งหมด โดยเชื้อแบคทีเรียเกือบทุกชนิดอาจเกิดภาวะดื้อยาไซโปรฟลอกซาซินได้มากขึ้น คุณหมอจึงอาจฉีดยาเซฟไตรอะโซนร่วมกับยาอะซิโทรมัยซิน เพื่อช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยา และไม่แนะนำให้ซื้อยามารับประทานเองเพราะอาจทำให้เกิดภาวะดื้อยาที่รุนแรงขึ้นได้

    การดูแลตัวเองเมื่อเป็นหนองใน

    การปรับพฤติกรรมเพื่อดูแลตัวเองในขณะที่เป็นหนองใน อาจทำได้ดังนี้

    • หากพบว่าตัวเองมีอาการเจ็บปวดเมื่อปัสสาวะ มีหนองออกจากปลายองคชาต ปวดและบวมที่ลูกอัณฑะ ตกขาวเพิ่มขึ้น เลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้องหรือปวดอุ้งเชิงกราน ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อตรวจสุขภาพทางเพศทันที ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองเพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยาและทำให้รักษาให้หายยากขึ้น
    • งดการมีเพศสัมพันธ์หรือการช่วยตัวเองในระหว่างการรักษาโรคหนองใน เพื่อป้องกันการอักเสบและการแพร่กระจายของเชื้อโรค
    • ให้คู่นอนเข้ารับการตรวจโรคหนองในและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เพื่อทำการรักษาอย่างทันท่วงทีและป้องกันการแพร่กระจายของโรค
    • ทำความสะอาดอวัยวะเพศเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ด้วยสบู่สูตรอ่อนโยนและน้ำเปล่า เพื่อขจัดการสะสมของสิ่งสกปรกและเชื้อโรค จากนั้นควรซับอวัยวะเพศให้แห้งอยู่เสมอเพื่อป้องกันการอับชื้นที่อาจเป็นที่อยู่ของเชื้อโรค
    • ไม่ควรใช้หรือแบ่งปันของใช้ส่วนตัวกับผู้อื่น โดยเฉพาะในขณะที่เป็นโรคหนองใน เพราะอาจทำให้เชื้อแพร่กระจายได้
    • ไม่ควรรีดหนองในด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบและเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อลุกลาม อาการบวมแดง เจ็บปวดมากขึ้น
    • ใช้ยาตามนำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด และเข้าพบคุณหมอตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การรักษาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย

    นายแพทย์ธิบดี หฤไชยะศักดิ์

    สุขภาพทางเพศ · Dionysus Fertility Center


    เขียนโดย ทัตพร อิสสรโชติ · แก้ไขล่าสุด 29/07/2022

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา