home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

แต่งหน้าจัด อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติแก่ สุขภาพผิว ได้

แต่งหน้าจัด อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติแก่ สุขภาพผิว ได้

อาจเป็นอะไรที่วัดได้ยากว่าแต่งหน้าขนาดไหน ที่เรียกว่า มากเกินไป” และผู้หญิงแต่ละคนก็คงให้คำจัดความของคำว่า แต่งหน้าจัดไปคนละแบบ แต่ไม่ว่าผู้หญิงจะให้คำจำกัดความการแต่งหน้าจัดไว้อย่างไรก็ตาม แต่งหน้าจัด เกินไป อาจจะส่งผลเสียต่อ สุขภาพผิว และนี่คือสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้หากคุณแต่งหน้ามากเกินไป

แต่งหน้าจัด ส่งผลเสียต่อ สุขภาพผิว อย่างไร

รูขุมขนอุดตัน

ยิ่งเราใช้เครื่องสำอางเยอะ รูขุมขนก็ยิ่งถูกปกปิดจนหายใจไม่ออก ซึ่งนั่นจะนำไปสู่อาการระคายเคืองและมีสิวปะทุขึ้นมาได้ อาการที่พบได้บ่อยเวลาที่แต่งหน้าจัดเกินไปนั้นก็คือ ผิวหนังจะเกิดการอุดตันและมีอาการระคายเคือง ซึ่งส่วนผสมในเครื่องสำอางนั้นมีอยู่มากมายหลายอย่าง คือมีตั้งแต่ส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติอย่างน้ำมันมะพร้าว ไปจนถึงส่วนผสมที่เป็นสารสังเคราะห์อย่างซิลิโคนและปิโตรเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะก่อให้เกิดสิวและทำให้รูขุมขนอุดตัน ซึ่งเมื่อส่วนผสมพวกนี้หลุดเข้าไปอยู่ในรูขุมขน พร้อมๆกับเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรกด้วยแล้วล่ะก็ จะมีสิวอักเสบและสิวหัวดำเกิดขึ้นตามมาด้วยแน่นอน ฉะนั้นสาวคนไหนที่ชอบสะบัดพู่กันเป็นว่าเล่นล่ะก็ อย่าลืมล้างหน้าให้สะอาดหมดจดด้วยล่ะ และควรพักผิวเพื่อให้รูขุมขนได้มีโอกาสหายใจด้วยนะ

เสี่ยงที่จะติดเชื้อโรค

คุณควรดูแลเรื่องความสะอาดไม่ใช่กับผิวหน้าอย่างเดียวเท่านั้นนะ คุณเคยก้มลงไปมองบ้างมั้ยว่า กระเป๋าเครื่องสำอางของคุณเปรอะเปื้อนขนาดไหน รู้เอาไว้ด้วยนะว่าเครื่องสำอางนั้นสามารถกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียจากการใช้เพียงแค่ครั้งเดียว อุปกรณ์สำหรับใช้แต่งหน้าบริเวณดวงตา อย่างเช่นแปรงปัดมาสคาร่า มีโอกาสจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่ายที่สุด เนื่องจากดวงตาและปากถือเป็นประตูของร่างกาย ที่เชื้อโรคมักถือโอกาสลักลอบเข้ามาบ่อยๆ วิธีป้องกันคือไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่เก่าเกินไป และไม่ควรใช้เครื่องสำอางและอุปกรณ์ในการแต่งหน้าร่วมกับใครเด็ดขาด

ริ้วรอยจะยิ่งดูแย่ลง

ยิ่งเราสัมผัสผิวหน้าหรือทาเครื่องสำอางบนใบหน้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอยตามมามากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากการถูไถผิวที่บอบบางบริเวณรอบดวงตาบ่อยๆ ก็จะทำผิวขาดความยืดหยุ่นจนกลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้ ฉะนั้นอย่าไปรบกวนผิวในบริเวณนั้นโดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้คอลลาเจนและเส้นเลือดฝอยเกิดความเสียหายได้ เมื่อพูดถึงเรื่องการแต่งตาแล้วล่ะก็ ยิ่งน้อยก็ยิ่งดีนะ ทาอายแชโดว์ให้น้อยๆ แต่เน้นการกรีดอายไลเนอร์ให้ดูคมเข้มก็น่าจะดีกว่านะ

ต้องใช้เมคอัพรีมูฟเวอร์มากขึ้น

เวลาที่ต้องแต่งหน้าจัดๆนั้น เราก็มักจะต้องใช้เคลนเซอร์ในการทำความสะอาดผิวหน้ามากตามไปด้วย แล้วรู้อะไรมั้ย? เคลนเซอร์ที่คุณใช้อยู่ทำให้เกิดคราบตกค้างที่เป็นอันตรายต่อผิวหน้าได้ อย่าลืมนะว่าเมคอัพแต่ละชนิดก็ให้ผลดีผลเสียไม่เท่ากัน ฉะนั้นอย่าลืมอ่านฉลากส่วนผสมให้ดี ก่อนที่จะหยิบมาใช้กับผิวหน้าทุกคืนๆ

ถึงแม้เมคอัพรีมูฟเวอร์จะเป็นอะไรที่ใช้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว แต่ก็มักมีส่วนผสมที่อาจเกิดการตกค้างอยู่บนผิวได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักเป็นพวกสารเคมีต่างๆ อย่างเช่น สารกักเก็บความชุ่มชื้น และสารลดแรงตึงผิว ซึ่งอาจส่งผลให้ผิวแห้งและเกิดอาการระคายเคืองได้ ซึ่งสารเคมีบางอย่างอาจมีวัตถุกันเสียรวมอยู่ด้วย อย่างเช่นพาราเบน หรือฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งผลให้เกิดอาการแพ้ได้แบบเดียวกับส่วนผสมที่เป็นน้ำหอม

หมกหมุ่นอยู่กับรูปโฉมของตัวเองมากเกินไป

ถึงแม้ว่าการแต่งหน้าจะช่วยให้เรารู้สึกสวยและมั่นใจขึ้นได้ แต่เมื่อเริ่มรู้สึกดีและไว้เนื้อเชื่อใจกับการแต่งหน้า เราก็มักจะข้ามเส้นแบ่งที่ดูเกินเลยไปได้ ฉะนั้นถ้าใครเริ่มสังเกตว่าตัวเองให้เครื่องสำอางเยอะขึ้น เพียงเพราะต้องการความมั่นใจก่อนจะก้าวเท้าออกจากบ้านได้ล่ะก็ ก็ถึงเวลาต้องทบทวนเรื่องการแต่งหน้าของตัวเองใหม่แล้วล่ะ

งานวิจัยของ Society for Personality และ Social Psychology ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงที่ห่วงสวยและหมกหมุ่นอยู่กับรูปโฉมของตัวเอง มักจะแต่งหน้าจัดกว่าผู้หญิงที่มีความนับถือตนเอง ฉะนั้นถ้าคุณไม่แน่ใจว่ามีอาการอย่างนี้หรือเปล่า ก็ลองค่อยๆลดระดับการแต่งหน้าลง แล้วดูซิว่าคุณรู้สึกยังไงกับการแต่งหน้าน้อยลง ถ้าคุณไม่รู้สึกอะไรมากนักกับการแต่งหน้าให้อ่อนลง คุณก็ไม่ได้เป็นคนห่วงสวยหรือหมกหมุ่นอยู่กับรูปโฉมของตนเอง แต่ถ้าคุณรู้สึกทนไม่ได้กับการแต่งหน้าอ่อนๆ คุณก็คงเป็นผู้หญิงที่เสพติดการแต่งหน้าจนถอนตัวไม่ขึ้นซะแล้วล่ะ

ทำไมผู้หญิงถึงแต่งหน้าเยอะจัด

อาจอยากรู้สึกว่าตัวเองสวยขึ้น

ก็ไม่ผิดอะไรหรอกนะที่การแต่งเนื้อแต่งตัวและการแต่งหน้าจะช่วยทำให้คุณรู้สึกดีๆกับตัวเอง การแต่งหน้าเยอะๆ อาจช่วยเพิ่มความมั่นใจให้คุณได้แบบชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งน่าจะมีประโยชน์ในตอนที่คุณต้องออกเดทกับใครเป็นครั้งแรก หรือต้องนำเสนองานในที่ประชุม เนื่องจากคุณอาจรู้สึกประหม่าหรือเคอะเขินได้ แต่ไม่ควรจะไปยึดติดกับการแต่งหน้ามากมายนัก

งานศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Social Psychology ได้ทำการศึกษาเรื่องแบ่งระดับภาพลักษณ์ของนักศึกษาหญิง ที่แต่งหน้าและไม่ได้แต่งหน้า ซึ่งพบว่านักศึกษาหญิงที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ จะรู้สึกดีๆกับตัวเองเวลาที่แต่งหน้า ซึ่งยิ่งแต่งหน้าเยอะก็ยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างตอนที่แต่งหน้าและไม่ได้แต่งหน้ามากขึ้น พูดง่ายๆก็คือยิ่งแต่งหน้าเยอะก็ยิ่งทำให้รู้สึกดีกับตัวเอง แต่เวลาที่ไม่ได้แต่งหน้า ก็จะรู้สึกแย่ๆกับตัวเองมากเหมือนกัน

อยากรู้สึกว่าโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

การเรียนรู้ที่จะแต่งหน้าตนเองนั้น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการเติบโตเป็นผู้หญิง ซึ่งมีผู้หญิงคนไหนบ้างล่ะ ที่ไม่ยืนจับกลุ่มอยู่กับเพื่อนหน้ากระจกในห้องน้ำหญิง โดยพยายามจะแต่งหน้าแต่งตาให้ดูสวยขึ้นกันอย่างสนุกสนาน

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเวลาที่เราแต่งหน้าจัดเกินไปในช่วงที่เป็นวัยรุ่น? งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Consumer Behavior พบว่านั่นช่วยให้ผู้หญิงรู้สึกว่าตัวเองเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว! ฉะนั้นถ้าใครมีลูกสาวที่ระบายอายแชโดว์ซะหนาเตอะ หรือแต่งเติมเรียวปากด้วยลิปกลอสสีวิบวับยิ่งกว่าไฟดิสโก้ ก็ขอให้รู้เอาไว้ว่าพวกเธอกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเป็นผู้หญิง

อาจอยู่ในช่วงตกไข่

ถ้าจู่ๆ คุณลุกขึ้นมาแต่งหน้าจัดกว่าที่เคย ก็ลองตรวจสอบดูซิว่าคุณกำลังมีรอบเดือนอยู่หรือเปล่า เพราะงานวิจัยใน The Psychological Record พบว่าการมีรอบเดือนของผู้หญิงนั้นมีส่วนเชื่อมโยงกับการใช้เครื่องสำอางด้วย ซึ่งทีมนักวิจัยได้รายงานว่า ผู้หญิงมักจะแต่งหน้าจัดในช่วงที่มีรอบเดือน ซี่งนั่นเป็นวิถีทางธรรมชาติที่ช่วยให้พวกเธอรู้สึกมีเสน่ห์ ในช่วงที่พร้อมเจริญพันธุ์มากที่สุด

วิธีซ่อมแซมผิว

เอาละถ้าคุณตัดสินใจแล้วว่า ฉันจะต้องแต่งหน้าจัดๆ เพื่อโชว์ความสวยให้โลกประจักษ์แล้วล่ะก็ เดินหน้าลุยไปเลยคุณ แค่อย่าลืมดูแลผิวให้มีสุขภาพดีหน่อยเท่านั้นแหละ อย่าลืมนะว่าการมีสุขภาพผิวที่ดีจะช่วยให้คุณแต่งหน้าได้สวยขึ้น ฉะนั้นก็เริ่มต้นการมีสุขภาพผิวที่ดีด้วยทำความสะอาดผิวหน้าเป็นอันดับแรก ส่วนตอนกลางคืนก็อย่าลืมทาอายครีมและเซรั่มต่อต้านริ้วรอยด้วยล่ะ

ไม่ว่าคุณจะแต่งหน้าในระดับไหน สิ่งสำคัญที่สุดของการมีสุขภาพผิวที่ดีก็คือ คุณจะต้องล้างเครื่องสำอางออกให้หมดในตอนกลางคืน ถ้าใครรู้สึกเหนื่อยล้าเกินกว่าจะทำการล้างหน้าให้ครบขั้นตอนได้ ก็ควรเตรียมแผ่นทำความสะอาดผิวหน้าแบบสำเร็จรูปไว้ให้พร้อม อย่างเช่นนำไปวางไปบนโต๊ะหัวเตียง เมื่อที่กลับมาถึงบ้านเมื่อไหร่ ก็กระโดดขึ้นเตียงแล้วหยิบแผ่นทำความสะอาดผิวหน้าขึ้นมาเช็ดๆๆๆ แล้วก็ล้มตัวนอนได้เลย

เมื่อคุณเริ่มเคยชินกับการทำความสะอาดผิวหน้าทุกคืนจนเป็นนิสัยแล้ว ก็ควรเริ่มทำการขัดผิวหน้าสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำความสะอาดรูขุมขน และขจัดคราบเครื่องสำอางตกค้างต่างๆออกไป มาส์กพอกหน้าชนิดโคลนคือตัวช่วยที่ดี ที่สามารถดึงสิ่งสกปรกต่างๆออกจากผิว โดยไม่ทำให้ผิวเกิดความเสียหาย เนื่องจากไม่มีส่วนผสมที่เป็นสารเคมีแรงๆ เมื่อผิวหน้าสะอาดหมดจดแล้ว ผิวก็พร้อมรับการบำรุงไม่ว่าจะเป็นเซรั่มหรือครีมบำรุงผิวชนิดต่างๆ และเมื่อผิวสวยแล้ว ไม่ว่าคุณจะแต่งหรือไม่แต่งหน้า ก็สามารถเพิ่มความมั่นใจให้คุณได้เสมอ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

what happen when you wear too much makeup http://www.thelist.com/77654/happens-wear-much-makeup/ Accessed on June 7, 2018

How Much is Too Much? https://www.webmd.com/beauty/video/how-much-is-too-much Accessed on June 7, 2018

A Guide to Taking Care of Your Skin. https://www.healthline.com/health/beauty-skin-care/skin-types-care
Accessed 1 October 2019

รูปของผู้เขียน
เขียนโดย ออมสิน แสนล้อม เมื่อ 04/06/2018
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
x