เรื้อน (Leprosy)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Published on 26/01/2021 . 4 mins read
Share now

โรค เรื้อน (Leprosy) คือ โรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Mycobacterium leprae เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทที่แขน ขา ผิวหนัง เยื่อบุจมูก และทางเดินหายใจส่วนบน

คำจำกัดความ

เรื้อน คืออะไร

เรื้อน (Leprosy) คือโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Mycobacterium leprae เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทที่แขน ขา ผิวหนัง เยื่อบุจมูก และทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้เกิดแผลที่ผิวหนัง เส้นประสาทเกิดความเสียหาย และทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง

หากปล่อยไว้ไม่รักษา โรคเรื้อนอาจจะทำให้ระบบประสาทเสียหาย ส่งผลให้บริเวณมือและแขนอาจเป็นอัมพาตได้ นอกจากนี้ โรคเรื้อนยังอาจลดประสิทธิภาพของประสาทสัมผัส ทำให้รับรู้ความรู้สึกได้น้อยลง ผู้ป่วยจึงอาจจะไม่รู้สึกตัวเมื่อเกิดบาดแผล และทำให้บาดแผลนั้นรุนแรงขึ้นได้

โรค เรื้อน พบบ่อยแค่ไหน

โรคเรื้อนี้สามารถพบได้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น หรือกึ่งเขตร้อน เช่น ประเทศไทย อีกทั้งยังสามารถเกิดได้กับคนทุกเทศทุกวัย ตั้งแต่ไปทารกไปจนถึงผู้สูงอายุ

อาการ

อาการของโรค เรื้อน

โรคเรื้อนจะส่งผลต่อผิวหนังและระบบประสาทในบริเวณสมองและไขสันหลัง นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อดวงตาและเนื้อเยื่อภายในโพรงจมูกอีกด้วย

อาการทางผิวหนัง อาจมีดังต่อไปนี้

  • ผิวบางส่วนเปลี่ยนสี อาจจะมีสีจางกว่าบริเวณรอบข้าง และอาจจะมีอาการชาร่วมด้วย
  • มีตุ่มขึ้นบนผิวหนัง
  • ผิวแห้ง หนา และแข็ง
  • มีแผลเกิดขึ้นบริเวณเท้าหรือมือ
  • ใบหน้า หรือติ่งหูบวมขึ้น
  • ขนคิ้วและขนตาร่วง

อาการที่เกิดขึ้นกับระบบประสาท อาจมีดังต่อไปนี้

  • ผิวหนังบางส่วนมีอาการชา
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • เป็นอัมพาต โดยเฉพาะบริเวณมือและขา
  • เส้นประสาทบวมขึ้น
  • มีปัญหาในการมองเห็น

อาการที่เกิดขึ้นกับเยื่อเมือกในโพรงจมูก อาจมีดังต่อไปนี้

สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น หากมีข้อสงสัยใด ๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด

หากคุณมีสัญญาณหรืออาการที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถามเกี่ยวกับอาการของโรคโปรดปรึกษาแพทย์

ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของโรคเรื้อน

โรคเรื้อนเกิดขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium leprae ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีอัตราการเจริญเติบโจช้าชนิดหนึ่ง และสามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้

แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เชื้อ Mycobacterium leprae ติดต่อสู่ผู้อื่นได้ แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อาจเกิดจากผู้ติดเชื้อ Mycobacterium leprae ไอหรือจามใส่ผู้อื่น เนื่องจากเชื้อ Mycobacterium leprae มักจะอยู่ในละอองฝอยของผู้ป่วย นอกจากนี้ การอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ไม่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน ก็อาจจะทำให้ติดเชื้อโรคเรื้อนได้เช่นกัน

โรคเรื้อนไม่ติดต่อกันผ่านทางการสัมผัส เช่น การจับมือ การกอด การนั่งข้างกัน การนั่งรถคันเดียวกัน และไม่ติดต่อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อน ก็จะไม่ส่งต่อโรคนี้ไปสู่ทารกในครรภ์เช่นกัน

โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อน

ผู้ที่อาศัยอยู่ในบางประเทศ อาจมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อนมากกว่าที่อื่น ประเทศที่มีรายงานพบผู้ป่วยโรคเรื้อนมากกว่า 1,000 ราย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554-2558 ตามรายงานของ WHO ได้แก่ประเทศดังต่อไปนี้

  • คองโก
  • เอธิโอเปีย
  • มาดากัสการ์
  • โมซัมบิก
  • ไนจีเรีย
  • แทนซาเนีย
  • บังกลาเทศ
  • อินเดีย
  • อินโดนีเซีย
  • เมียนมาร์
  • เนปาล
  • ฟิลิปปินส์
  • ศรีลังกา
  • บราซิล

นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องใกล้ชิดหรืออาศัยอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเรื้อนเป็นเวลานาน ก็อาจมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อนได้เช่นกัน

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคเรื้อน

ในการวินิจฉัยโรคเรื้อน แพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อหาสัญญาณและอาการของโรคเรื้อน และอาจต้องมีการตรวจด้วยวิธีดังต่อไปนี้ร่วมด้วย

  • การตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจ (Biospy) เพื่อดูว่าใช่โรคเรื้อนหรือไม่
  • การทดสอบเลโปรมินทางผิวหนัง (lepromin skin test) เพื่อตรวจสอบว่าเป็นโรคเรื้อนประเภทใด

การรักษาโรคเรื้อน

วิธีการรักษาโรคเรื้อนขึ้นอยู่กับประเภทของโรคเรื้อนที่เป็นอยู่ โดยวิธีการรักษาที่นิยมได้แก่ การใช้ยาปฏิชีวนะต่าง ๆ เช่น

  • แดปโซน (Dapsone)
  • ไรแฟมพิน (Rifampin)
  • คลอฟาซิมีน (Clofazimine)
  • มิโนไซคลีน (Minocycline)

การรักษาโรคเรื้อนส่วนใหญ่จะใช้ระยะเวลาตั้งแต่ 6-12 เดือน หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงก็อาจต้องรักษานานกว่านั้น คุณอาจต้องรับประทานยาต้านอักเสบด้วย เพื่อช่วยควบคุมอาการปวดประสาทและอาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายต่อระบบประสาทที่มาพร้อมกับโรคเรื้อน นอกจากนี้ คุณอาจต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อช่วยรักษาตุ่มเรื้อนที่ผิวหนังด้วยเช่นกัน แต่หากคุณตั้งครรภ์โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยา เพราะยานี้อาจส่งผลให้แท้งบุตรได้

การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองที่ช่วยจัดการกับโรคเรื้อน

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองด้วยวิธีต่อไปนี้ อาจช่วยให้คุณรับมือกับโรคเรื้อนได้ดีขึ้น

  • หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองผิวหนัง เช่น น้ำหอม ครีมอาบน้ำ สบู่แรง ๆ แสงแดด เพื่อป้องกันไม่ให้อาการของโรคเรื้อนรุนแรงกว่าเดิม
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจทำให้ติดโรค คุณอาจต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันในระหว่างการรักษาโรคเรื้อน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณอ่อนแอลงและมีโอกาสติดโรคต่าง ๆ เช่น ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น คุณจึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การติดโรค เช่น ไม่ล้างมือก่อนกินข้าว อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย

หากมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

หัดเยอรมัน (Rubella)

หัดเยอรมัน (Rubella) คือ โรคติดต่อที่เกิดจากการติดเชื้อของไวรัสซึ่งส่งผลก่อให้เกิดผื่นแดงจำนวนมากตามร่างกาย สามารถส่งต่อผ่านทางน้ำลาย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by panyapat Aiemsin
สุขภาพผิว 02/02/2021 . 2 mins read

กลาก เกลื้อน ต่างกันอย่างไร สังเกตได้ ง่ายนิดเดียว

หลายคนมักเข้าใจว่าโรคกลากและโรคเกลื้อนเป็นโรคเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วคือคนละโรค Hello คุณหมอมีวิธีการสังเกตโรค กลาก เกลื้อน มาฝากกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์

น้ำหมึก อันตรายใกล้ตัว ที่คุณอาจไม่เคยระวัง

หลายคนมักคิดว่า น้ำหมึก เมื่อกินเข้าไปแล้วอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้น หลายคนคงเป็นห่วงว่า น้ำหมึกอาจเป็นอันตรายใกล้ตัวที่อาจไม่เคยระวัง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis)

ผื่นแพ้สัมผัส (Contact dermatitis) หมายถึง อาการผื่นแดงที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้หรือสารบางอย่างที่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล