home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณกำลังมีภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

เจ็ตแล็ก (Jet lag)

เจ็ตแล็ก (Jet lag)
คำจำกัดความ|อาการ|สาเหตุ|ปัจจัยเสี่ยง|การวินิจฉัยและการรักษาโรค|การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

คำจำกัดความ

เจ็ตแล็ก คืออะไร

เจ็ตแล็ก (Jet lag) หรืออาการเมาเวลาจากการเดินทาง เป็นปัญหาเกี่ยวกับการนอน ที่เกิดขึ้นชั่วคราวกับผู้ใดก็ตาม ที่เดินทางข้ามเขตเวลาที่แตกต่างกันอย่างรวดเร็ว

ร่างกายของคุณมีนาฬิกาภายใน หรือนาฬิกาชีวภาพ (circadian rhythms) ของตนเอง ที่จะส่งสัญญาณแก่ร่างกายของคุณว่า เวลาใดที่ควรตื่นและเวลาใดที่ควรนอน เจ็ตแล็กเกิดขึ้นเนื่องจากนาฬิการ่างกายของคุณยังคงเชื่อมโยงอยู่กับเขตเวลาต้นทางของคุณ แทนการเชื่อมโยงกับเขตเวลาปลายทางของคุณ ยิ่งคุณเดินทางข้ามเขตเวลาจำนวนมากเท่าไร คุณก็อาจจะมีอาการเจ็ตแล็กได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

เจ็ตแล็กสามารถก่อให้เกิดอาการอ่อนเพลียในตอนกลางวัน ความรู้สึกไม่สบาย มีปัญหาในการคงความตื่นตัว และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เจ็ตแล็กเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่สามารถทำให้ความสุขสบายในการเดินทางในวันหยุด หรือการทำงานของคุณลดลงได้อย่างมาก เป็นเรื่องที่ดีที่มีวิธีที่ช่วยให้คุณป้องกัน หรือลดอาการเจ็ตแล็กได้

เจ็ตแล็กพบได้บ่อยเพียงใด

อาการเจ็ตแล็กพบได้บ่อยมาก โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของเจ็ตแล็ก

อาการทั่วไปของเจ็ตแล็ก ได้แก่

  • การนอนเปลี่ยนแปลง เช่น นอนไม่หลับ ตื่นนอนเร็ว หรือง่วงนอนมากเกินไป
  • อ่อนเพลียในตอนกลางวัน
  • มีปัญหาในการจดจ่อกับสิ่งที่ทำหรือการทำงานจากระดับปกติ
  • ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ท้องผูก หรือท้องร่วง
  • ความรู้สึกไม่สบายตัว
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลง

อาการของเจ็ตแล็กมีความหลากหลาย คุณอาจมีเพียงหนึ่งอาการหรือหลายอาการก็ได้

อาการเจ็ตแล็กมักเกิดขึ้นภายในหนึ่งหรือสองวันของการเดินทาง หากคุณเดินทางข้ามเขตเวลาอย่างน้อยสองเขต อาการอาจแย่ลงหรืออยู่นานขึ้น เมื่อคุณข้ามจำนวนเขตเวลามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคุณเดินทางมาทางทิศตะวันออก โดยปกติมักใช้เวลาประมาณหนึ่งวันเพื่อให้อาการดีขึ้น จากแต่ละเขตเวลาที่เดินทางข้าม

อาจมีบางอาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับอาการใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด

หากคุณมีสัญญาณเตือนหรืออาการใดๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น หรือมีข้อคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ร่างกายคนแต่ละคนแสดงอาการแตกต่างกัน จึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของการเกิดเจ็ตแล็ก

สาเหตุของเจ็ตแล็กคือการที่ร่างกายของผู้เดินทาง ไม่สามารถปรับตัวได้ทันทีกับเวลาในเขตเวลาที่ต่างกัน ดังนั้น เมื่อคนไทยเดินทางไปถึงปารีสในเวลาเที่ยงคืนของปารีส ร่างกายของเขาหรือเธอยังคงทำงานตามเวลาในเมืองไทย ในขณะที่ร่างกายกำลังจะจัดการกับตารางชีวิตใหม่ อาการนอนไม่หลับชั่วคราว อาการอ่อนเพลีย อาการหงุดหงิด และความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งกลับลดลง ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ตารางเวลาการเข้าห้องน้ำเปลี่ยนแปลงไปได้อีกด้วย และเนื่องด้วยเวลาการเข้าห้องน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป จึงอาจส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกหรือท้องเสีย และสมองมีอาการมึนงง ไม่มีสมาธิ ในขณะที่พยายามปรับตัวเข้ากับตารางชีวิตใหม่

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดเจ็ตแล็ก

ปัจจัยเสี่ยงสำหรับเจ็ตแล็กมีหลายประการ เช่น

  • จำนวนของเขตเวลาที่เดินทางข้าม ยิ่งคุณเดินทางข้ามเขตเวลาจำนวนมากเท่าไร คุณก็อาจจะมีอาการเจ็ตแล็กได้มากเท่านั้น
  • การเดินทางไปทางทิศตะวันออก คุณอาจพบว่าการเดินทางไปทางทิศตะวันออก ที่ต้อง “สูญเสีย” เวลา เป็นเรื่องยากมากกว่าที่ต้องเดินทางไปทางทิศตะวันตก ที่ได้เวลากลับคืนมา
  • การเป็นผู้เดินทางบ่อยเช่น นักบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และผู้เดินทางไปทำงาน อาจจะมีอาการเจ็ตแล็กได้มากที่สุด
  • วัยสูงอายุ วัยสูงอายุอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวจากอาการเจ็ตแล็ก มากกว่าคนวัยหนุ่มสาว

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการเจ็ตแล็ก

โดยปกติแล้ว แพทย์ผู้รักษาอาการในเบื้องต้นจะประเมินอาการใดๆ ที่สัมพันธ์กับเจ็ตแล็ก ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นน้อย หากอาการรุนแรงและมากพอ แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ

การรักษาอาการเจ็ตแล็ก

โดยทั่วไปแล้ว อาการเจ็ตแล็กมักเกิดขึ้นชั่วคราว และมักไม่จำเป็นต้องรักษา อาการมักดีขึ้นภายในสองสามวัน ถึงแม้ว่าบางครั้งจะนานกว่านี้

อย่างไรก็ดี หากคุณเป็นผู้เดินทางบ่อยที่มักมีอาการเจ็ตแล็ก แพทย์อาจสั่งยาให้ หรืออาจมีการรักษาด้วยแสง (light therapy)

การใช้ยา

  • ยากลุ่มนอนเบนโซไดแอซิพีน (Nonbenzodiazepine) เช่น ยาโซลพิเดม (zolpidem) อย่างแอมเบียน (Ambien), ยาเอสโซพิโคลน (eszopiclone) อย่างลูเนสตา (Lunesta) และยาซาลีพลอน (zaleplon) อย่างโซนาตา (Sonata)
  • ยากลุ่มเบนโซไดแอซิพีน (Benzodiazepine) เช่น ยาไทรอาโซแลม (triazolam) อย่างเช่นฮาลซิออน (Halcion)

ยาเหล่านี้ หรือที่เรียกว่ายานอนหลับ อาจช่วยให้คุณสามารถนอนหลับในระหว่างการเดินทาง และเป็นเวลาหลายคืนหลังการเดินทาง ไม่พบผลข้างเคียง แต่อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เสียความจำ เดินละเมอในขณะหลับ มึนงง และง่วงนอนในตอนเช้า

ถึงแม้ว่ายาเหล่านี้ดูเหมือนจะช่วยเกี่ยวกับระยะเวลา และคุณภาพในการนอน แต่ไม่ช่วยลดอาการเจ็ตแล็กในตอนกลางวันได้ ยาเหล่านี้มักแนะนำสำหรับผู้ที่ใช้การรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผลเท่านั้น

การรักษาด้วยแสง

นาฬิกาภายในหรือนาฬิกาชีวภาพของร่างกายคุณ ได้รับอิทธิพลจากการสัมผัสกับแสงแดด เมื่อคุณเดินทางข้ามเขตเวลาต่างๆ ร่างกายของคุณต้องปรับเข้ากับกำหนดแสงใหม่ในตอนกลางวัน และตั้งค่าใหม่ ซึ่งจะทำให้คุณนอน และตื่นนอนในเวลาที่เหมาะสมได้

การรักษาด้วยแสงทำให้การปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นไปได้ง่ายขึ้น วิธีการรักษาทำได้ โดยการให้ดวงตาได้สัมผัสกับแสงสว่าง หรือหลอดไฟเทียมที่กระตุ้นแสงแดดในเวลาเฉพาะ และสม่ำเสมอ ในระหว่างช่วงเวลาที่คุณต้องตื่นนอน

การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นประโยชน์ หากคุณต้องเดินทางไปทำงาน และมักไม่ได้พบกับแสงแดดตามธรรมชาติในตอนกลางวันในเขตเวลาใหม่ การรักษาด้วยแสงมีหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ กล่องแสงที่วางบนโต๊ะ หลอดไฟตั้งโต๊ะ ที่สามารถนำมาใช้ในที่ทำงานได้ หรือแว่นแสงที่สวมใส่บนศีรษะของคุณ

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยรับมืออาการเจ็ตแล็ก

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้คุณรับมือกับอาการเจ็ตแล็กได้

  • เดินทางมาถึงล่วงหน้า หากคุณมีการนัดหมายที่สำคัญหรือกิจกรรมอื่นๆ ที่คุณจำเป็นต้องเป็นผู้นำ ให้พยายามเดินทางมาถึงก่อนสองสามวันล่วงหน้า เพื่อให้ร่างกายของคุณได้ปรับตัว
  • พักผ่อนให้มากก่อนเดินทาง การเริ่มออกเดินทางโดยไม่พักผ่อน ทำให้อาการเจ็ตแล็กแย่ลง
  • ค่อยๆ ปรับตารางเวลาก่อนเดินทางกลับ หากคุณกำลังจะเดินทางไปทางทิศตะวันออก ให้พยายามเข้านอนเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง เป็นเวลาสองสามวันก่อนเดินทางกลับ ให้เข้านอนช้าลงหนึ่งชั่วโมงเป็นเวลาหลายคืน หากคุณกำลังจะเดินทางไปทางทิศตะวันตก หากเป็นไปได้ ให้รับประทานอาหารใกล้เวลาที่คุณจะรับประทานอาหาร ที่จุดหมายปลายทางของคุณ
  • ควบคุมการสัมผัสกับแสงสว่าง เนื่องจากการสัมผัสกับแสงสว่างเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ต่อนาฬิกาชีวภาพของร่างกายของคุณ การควบคุมการสัมผัสกับแสงสว่าง อาจช่วยให้คุณปรับเข้ากับสถานที่ใหม่ได้ โดยทั่วไปแล้ว การสัมผัสกับแสงสว่างในตอนเย็น ช่วยให้คุณปรับตัวเข้ากับเขตเวลาที่ช้ากว่าปกติ (เดินทางไปทางทิศตะวันตก) ในขณะที่การสัมผัสกับแสงสว่างในตอนเช้า ช่วยให้คุณปรับตัวเข้ากับเขตเวลาที่เร็วกว่าปกติ (เดินทางไปทางทิศตะวันออก) มีข้อยกเว้นหนึ่งอย่าง คือ หากคุณได้เดินทางมากกว่าแปดเขตเวลาจากเขตเวลาเริ่มต้นของคุณ การสัมผัสกับแสงสว่างในตอนเช้าตรู่ จะเกิดความผิดพลาดต่อร่างกายของคุณว่า เป็นเวลาพลบค่ำ ในทางกลับกัน แสงในตอนเย็นอาจมีการตีความว่าเป็นเวลาเช้า ดังนั้น หากคุณได้เดินทางมากกว่าแปดเขตเวลาไปทางทิศตะวันออก ให้สวมใส่แว่นกันแดดและหลีกเลี่ยงแสงสว่างในตอนเช้า แล้วสัมผัสแสงแดดให้มากที่สุดในตอนบ่ายแก่ๆ ในช่วงสองสามวันแรกในสถานที่ปลายทาง หากคุณเดินทางไปทางทิศตะวันตกมากกว่าแปดเขตเวลา ให้หลีกเลี่ยงแสงแดดเป็นเวลาสองสามชั่วโมงก่อนเวลาค่ำ เป็นเวลาสองสามวัน เพื่อปรับเข้ากับเวลาท้องถิ่น
  • อยู่กับกำหนดเวลาใหม่ ตั้งเวลาให้เข้ากับนาฬิกาใหม่ ก่อนเดินทางกลับ เมื่อคุณเดินทางถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ให้พยายามไม่เข้านอนจนกว่าจะถึงเวลานานตามเวลาท้องถิ่น ไม่ว่าจะง่วงงนอนเพียงใดก็ตาม ให้พยายามกำหนดเวลารับประทานอาหารตามเวลาท้องถิ่นสำหรับรับประทานอาหารด้วย
  • รักษาระดับน้ำในร่างกาย ให้ดื่มน้ำปริมาณมากก่อน ในระหว่าง และหลังจากการเดินทาง เพื่อลดผลกระทบจากการสูญเสียน้ำ เนื่องจากอากาศที่แห้งในเครื่องบิน การขาดน้ำสามารถทำให้อาการเจ็ตแล็กแย่ลงได้ ให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน เนื่องจากทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ และมีผลต่อการนอนหลับของคุณ
  • ให้พยายามนอนหลับบนเครื่องบิน หากเป็นเวลากลางคืนที่จุดหมายปลายทางของคุณ ที่อุดหู หูฟัง หรือผ้าปิดตาสามารถช่วยกันเสียงและแสงได้ หากจุดหมายปลายทางเป็นเวลากลางวัน ให้ฝืนความง่วงไว้เพื่อไม่ให้นอนหลับ

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Groupไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Jet lag disorder. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/jet-lag/basics/definition/con-20032662. Accessed November 20, 2017.

Jet Lag. https://www.medicinenet.com/jet_lag/article.htm#what_causes_jet_lag. Accessed November 20, 2017.

How to Cope With Jet Lag. https://www.webmd.com/sleep-disorders/features/jet-lag-remedies#1. Accessed November 20, 2017.

Jet lag: What it is and how to beat it. https://www.medicalnewstoday.com/articles/165339.php. Accessed November 20, 2017.

รูปของผู้เขียน
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนโดย ธีรวิทย์ บุญราศรี
แก้ไขล่าสุด 28/11/2018
x